รู้จักนักแสดงสาวหน้าหวาน และดาวมหาวิทยาลัยปี 2558 มิน-มินนภา

มิน-มินนภา พึ่งยนต์ กับไลฟ์สไตล์การเรียนในสายสื่อสารมวลชน ที่คณะนิเทศศาสตร์ สาขาสื่อดิจิทัลและการสร้างสรรค์ (DIGI M)ม.ธุรกิจบัณฑิตย์

ทำไมถึงเลือกเรียนสายนิเทศศาสตร์ที่ม.ธุรกิจบัณฑิตย์
ตัวหนูเองทำงานในวงการตั้งแต่อายุ 17 ตอนนั้นเล่นหนังเรื่องแรกคือ “จันดารา” เป็นความใฝ่ฝันของเด็กต่างจังหวัด (แพร่) ที่จะได้เป็นนักแสดง หลังจากนั้นก็ได้มาเล่นละครทั้งช่อง 7 แล้วก็ช่อง 3 เราก็เลยอยากเลือกด้านนี้เพื่อพัฒนาทักษะการทำงาน ฝึกการพูดจาให้ฉะฉานมากขึ้น ก็เลือกสาขาสื่อดิจิทัลและการสร้างสรรค์ค่ะ อีกอย่างก็มีความสนใจด้านธุรกิจอีกทาง ก็เลยคิดว่าม.ธุรกิจบัณฑิตย์น่าจะตอบโจทย์เราได้ คณะนิเทศศาสตร์ที่นี่ก็มีอุปกรณ์ครบและทันสมัยด้วย

สไตล์รับน้องในแบบเด็กนิเทศฯ
เข้ามาเรียนปี 1 สนุกมาก ตอนนี้ปี 3 แล้วก็ยังอยากกลับไปเป็นเฟรชชี่อีกเลย (หัวเราะ) ที่นี่รับน้องเป็นกันเอง พี่เอาใจใส่น้องดี ไม่ว่าจะเรื่องอาหารการกิน การเล่นเกม การปล่อยอิสระ อีกอย่างก็คือเรามีโอกาสได้ประกวดดาวเดือนจากตัวแทนสาขาก่อน แล้วก็มาถึงของมหา’ลัย ก็ไม่คิดว่าจะได้ตำแหน่ง การประกวดครั้งนี้ทำให้เราได้มิตรภาพมากมายจากเพื่อนๆ รุ่นพี่ แล้วก็ยังมีอาจารย์ที่คอยช่วยเหลืออีกด้วย

ในส่วนการเรียนจริงๆ เป็นยังไงบ้าง
ตอนเข้าปี 1 ไม่หนักเท่าไหร่ แต่จะไปเข้มข้นมากขึ้นตอนปี 2 กับ 3 มันยากจริงๆ เพราะเวลาเราออกไปทำงานข้างนอก เรารู้มาอีกแบบ แต่พอได้เข้าไปเรียนในสาขาที่เลือกไว้ มันก็จะมีรายละเอียดที่เราต้องเก็บให้มากขึ้น แต่หนูชอบเรียนเขียนบทกับการแสดง อย่างการแสดงก็ได้เอาไปปรับใช้ในการทำงานเยอะมาก พวกคำศัพท์ต่างๆ ที่บางทีเราไม่รู้ คนข้างนอกเขาพูดกัน เราก็มาหาข้อมูลข้างใน ข้างในก็จะช่วยบอกรายละเอียดเราได้เยอะ การเรียนมาถึง 3 ปี มันเปลี่ยนแปลงตัวเราเยอะมาก ทำให้เรากล้าแสดงออก กล้าพูด กล้าเจอผู้คนมากขึ้นส่วนเทคนิคในการเรียนของหนู หนูจะชอบเรียนไปด้วยจดไปด้วย มันจะทำให้ได้ข้อมูลเยอะขึ้น ส่วนพวกปฏิบัติอย่างเรียนแอกติ้ง ก็จะคอยฟังคอมเม้นท์ที่อาจารย์เขาติมาว่ามีข้อผิดพลาดตรงไหนบ้าง แล้วก็ไปฝึกฝนที่บ้านอีกที

ปี 3 แล้ว ตอนนี้ทั้งเรียน ถ่ายละคร แล้วก็ยังมีธุรกิจอีกด้วย แบ่งเวลายังไงบ้าง
ปี 3 เรียนหนัก ก็ต้องเลือกเรียนก่อนเป็นอันดับแรก อย่างถ่ายละคร ถ้าเป็นละครสั้น ถ่ายเสาร์อาทิตย์ได้ก็จะรับ แล้วก็รับช่วงปิดเทอมบ้าง ส่วนธุรกิจก็คือทำได้เกือบปีแล้ว คือมีโอกาสได้เรียนวิชาธุรกิจ ก็เลยจุดประกายทำให้เราอยากหารายได้ขึ้นมาบ้าง ก็ไปเสิร์ชหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต แล้วก็เริ่มทำแบรนด์ขึ้นมาดู เป็นแบรนด์เกี่ยวกับเครื่องสำอางทำควบคู่ไปกับการเรียน จะได้เป็นการหารายได้ระหว่างเรียน

ชาวแก๊งค์วิทยุโทรทัศน์สุดเฮฮา
โดยรวมบรรยากาศในสาขาเราจะสนุก ไม่เครียด ส่วนใหญ่มีแต่เพศทางเลือก (หัวเราะ) ก็จะกล้าแสดงออก เฮฮาสนุกสนาน ทำให้เรายิ้มได้ กิจกรรมยามว่างก็จะเน้นหนักไปทางกิน แต่ถ้าเรื่องเรียนก็จะจับกลุ่มย่อยๆ กัน แล้วก็จะแบ่งกันคิด แบ่งกันทำงานกลุ่มออกมา เรียกว่าถึงเวลาเรียนก็จริงจัง ตั้งใจทำงานกันเต็มที่ค่ะ

อนาคตของสาวสวยที่มองไว้
ที่มองไว้จริงๆ อยากเรียนต่อด้านธุรกิจให้เต็มที่ เพราะว่าเริ่มสนใจด้านนี้จริงจัง ส่วนนิเทศฯ รู้สึกว่าตอนนี้ได้เรียนพื้นฐานเอาไว้มันก็ไปต่อยอดอะไรได้เยอะ ถ้ามีโอกาสในอนาคตก็อยากเป็นผู้กำกับเหมือนกัน ดูเท่ดีนะ เวลาเราเห็นผู้กำกับอยู่ในกอง เวลาเขาทำงาน สั่งงานดูมีอำนาจมาก แต่ตอนนี้ก็คือได้มีโอกาสเป็นนักแสดงก็อยากทำตรงนี้ให้ดีที่สุดก่อน

กำลังตามหาครีมกันแดดตัวทอปกันอยู่รึเปล่าเอ่ย แนะนำตัวนี้เลย

ที่นี่ประเทศไทยไง ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองร้อน แดดก็แรงเป็นธรรมดา เลยอยากมาแนะนำ 5 อันดับครีมกันแดด ที่ได้รับการรีวิวจากเหล่า บิวตี้ บล็อกเกอร์มากที่สุด มาให้เป็นตัวเลือกในการช่วยตัดสินใจ ว่าจะใช้ตัวไหนดี ไปดูกันเลย

1. ANESSA Perfect UV Sunscreen Aqua Booster SPF50+ PA++++

เริ่มจะอมตะแล้ว กับครีมกันแดดสัญชาติญี่ปุ่นนี้ กับครีมกันแดด ANESSA มาพร้อมกับ ค่ากันแดด SPF50+ PA++++ เหมาะกับแดดบ้านเราเป็นอย่างมาก เนื้อครีมเป็นเนื้อน้ำนมบางเบาซึมเร็ว เหมาะกับทุกสภาพผิว ใช้ได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย

ขนาด 60 ml. ราคา 890 บาท

2. Biore UV Aqua Rich Watery Essence SPF50+ PA++++

ปังมาก กับครีมกันแดด ของ Biore สูตรใหม่ไฉไลกว่าเดิม เพิ่มเติมคือประสิทธิภาพการปกป้องสูงสุด ปกป้องผิวได้ต่อเนื่องและยาวนาน ด้วยสูตรพิเศษ กันน้ำ กันเหงื่อแบบคูณสองกันไปเลย ครีมเป็นเนื้อเอสเซ้นส์ เมื่อทาไปแล้วให้ความรู้สึกบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ สามารถทาทับเมคอัพได้ด้วย เหมาะกับทุกสภาพผิว ตัวนี้ต้องใช้คำว่า “ของมันต้องมี” เลยจ้า

ขนาด 50 กรัม 420 บาท

3. MizuMi UV Water Serum SPF50+ PA++++

ฉุดไม่อยู่เลย กับครีมกันแดด MizuMi ทั้งสองสูตร สีส้มจะเป็นสูตรกันน้ำ เนื้อสัมผัสเป็นครีมน้ำนมสีขาวขุ่น แต่เมื่อทาแล้วไม่ทำให้หน้าขาวไปด้วย ให้ความชุ่มชื่นกำลังดี ส่วนสีฟ้า จะเป็นสูตรน้ำ ตัวครีมจะซึมเข้าสู่ผิวได้เร็วกว่า แต่ไม่กันน้ำ เหมาะกับสาวออฟฟิศ โดยทั้งสองสูตร คู่ควรกับสาวๆ ผิวลอก ผิวเป็นขุย และผิวที่แพ้ง่ายมาก เพราะของเค้าการันตีว่าปราศจากสารเคมี 100% เลยจ้า

สีฟ้า ขนาด 40 กรัม 890 บาท
สีส้ม ขนาด 30 กรัม 890 บาท

4. L’OREAL PARIS UV PERFECT AQUA ESSENCE CITY FACE MIST SPF50+/PA++++

เวอร์วังมาก กับสเปรย์ป้องกันผิวจากแสงแดดสำหรับผิวหน้า L’OREAL สูตรควบคุมความมัน เนื้อละอองสเปรย์ เป็นแบบ วอเตอร์รี่ บางเบา ให้ความรู้สึกสดชื่น ช่วยดูดซับความมัน ให้เมคอัพติดทนนาน สามารถใช้ฉีดระหว่างวัน คิดดูว่า อากาศร้อนๆ แบบนี้ จะได้รับความสดชื่น พร้อมปกป้องผิว มันจะเพอร์เฟคขนาดไหน

ขนาด 64 กรัม ราคา 499 บาท

5. UV EXPERT XL-SHIELD FRESH UV AQUA GEL SPF 50 PA++++

ครีมกันแดดเนื้อเจล สูตรบางเบาไม่เหนียวเหนอะหนะ เหมาะสำหรับผิวมันโดยเฉพาะ กลิ่นก็ดี เกลี่ยง่าย แต่งหน้าได้เนียน ไม่มันวาว รับรู้ได้ถึงการปกป้องที่ดีเยี่ยม ผิวชุ่มชื่น ลดการอักเสบของผิว ราคาอาจจะสูง แต่รับรองว่าคุ้มค่าที่ได้รับ มันจะดีแค่ไหน ได้ทั้งการปกป้อง และบำรุงผิวไปพร้อมๆ กัน แนะนำเลยค่ะตัวนี้

ขนาด 30 ml ราคา 2,100 บาท

มารู้จักมหาวิทยาลัยด้านสถาปัตยกรรมชั้นนำของโลก

มหาวิทยาลัยและสถาบันที่ติดอันดับ จาก 100 อันดับแรกๆ ของแร๊งกิ้ง ที่มีนักศึกษาสนใจเข้าไปเรียนรู้ด้านการออกแบบ และสภาปัตยกรรมมากที่สุด นอกจากความโดดเด่นของหลักสูตรแล้ว ตัวสถาปัตย์อาคารสถาบันยังมีความเก๋ไก๋อีกด้วย แต่ละสถาบันจะน่าสนใจยังไงบ้าง มาดูกันเลย

(1) PRINCETON UNIVERSITY SCHOOL OF ARCHITECTURE

มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ได้เป็นโรงเรียนสถาปัตยกรรมอย่างเป็นทางการใน ค.ศ.1919 เป็นโรงเรียนซึ่งได้รับการยอมรับจากนักศึกษาด้านสถาปัตยกรรมว่าเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดในยุคนั้น มีนักออกแบบสถาปัตยกรรมมากมายที่จบจากที่นี่ มหาวิทยาลัยมีเนื้อที่มากถึง 5,000 ตารางฟุตสำหรับให้นักเรียน และมืออาชีพด้านสถาปัตยกรรมมาสร้างและออกแบบ แบบจำลองได้อย่างเต็มที่ และทางมหาวิทยาลัยยังมุมเน่นเป็นต้นแบบในการพัฒนาด้านสถาปัตยกรรมให้ครอบคลุมทั้งเรื่องความก้าวหน้า ความสะดวกสบาย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
(FB : Princeton University School of Architecture)

(2) WASHINGTON UNIVERSITY IN ST LOUIS

Washington University in St. Louis เป็นมหาวิทยาลัยอิสระ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1853 ตั้งอยู่ที่เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี เปิดสอนในวิทยาเขต 4 แห่ง ได้แก่ แดนฟอร์ธเมดิคัล, นอร์ธ, เวสต์ และศูนย์การวิจัยไทสัน โดยมีความโดดเด่นด้านวิชาการศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ การออกแบบและทัศนศิลป์ ศิลปะ และสถาปัตยกรรมและการออกแบบเมือง
(https://wustl.edu, https://twitter.com/WUSTL)

(3) THE TOKYO INSTITUTE OF TECHNOLOGY

มหาวิทยาลัยชั้นนำของญี่ปุ่น ที่มีความโดดเด่นในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียงมากและใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีวิศวกรรม การออกแบบ ที่เด่นไม่แพ้กัน เป็นแหล่งรวมสุดยอดหลายๆ ด้านของประเทศญี่ปุ่น โดยสถาบันแห่งนี้ยังมีนักศึกษาชาวไทยให้ความสนใจเข้ามาศึกษามากเป็นอันดับ 2 รองจากนักศึกษาชาวจีนเลยทีเดียว
(FB : Tokyo Institute of Technology)

(4) MASSACHUSETTS INSTITUTE OF TECHNOLOGY (MIT)


สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ที่มีชื่อเสียงมานานในเรื่องงานวิจัย และยังมี โรงเรียนสถาปัตยกรรม ซึ่งปัจจุบันคือโรงเรียนสถาปัตยกรรมและการวางแผน (School of Architecture and Planning) เป็นโรงเรียนสถาปัตยกรรมแห่งแรกในสหรัฐ และสถาบันเองก็มีประวัติในการสร้างอาคารมีสถาปัตยกรรมทันสมัย กลุ่มอาคารแรกสุดในวิทยาเขตเมืองเคมบริดจ์ที่สร้างเสร็จในปี ค.ศ.1916 ที่บางครั้งเรียกว่า “อาคารแม็คคลอริน” (Maclaurin buildings) ตามชื่อของอธิการบดีริชาร์ด แม็คคลอริน
(http://web.mit.edu, https://th.wikipedia.org/wiki/สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์)

(5) POLYTECHNIC UNIVERSITY OF MILAN

Polytechnic University of Milan เป็นสถาบันการศึกษาที่มีสาขาอยู่ในเมือง Milano ประเทศอิตาลี มหาวิทยาลัยเปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรีในสาขาวิชาต่างๆเช่นสาขาการออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโปลีเทคนิคเป็นอันดับแรกในอิตาลีและเป็นอันดับที่ 24 ของโลกด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีและเป็นหนึ่งใน 50 อันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในหกด้านการวิจัยด้านสถาปัตยกรรมและสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้น การออกแบบงานศิลปะ; ระบบสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมโยธาและโครงสร้าง วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และวิศวกรรมการบินและการผลิต
(https://en.wikipedia.org/wiki/Polytechnic_University_of_Milan, FB : Politecnico di Milano)