“Villa De Bear”บนถนนราชพฤกษ์ร้านอาหารที่มีคาแรกเตอร์พี่หมีชื่อวิลลี่

“Villa De Bear” กับการตกแต่งร้านยังคงบรรยากาศอบอุ่นๆ เหมือนเดิม

ตั้งแต่ด้านหน้าที่มีพี่หมีตัวใหญ่ให้กอดแน่นๆ พร้อมรอยยิ้ม กับเมนูอาหารทั้งไทยและนานาชาติ ที่ยังคงเมนูยอดฮิต อาทิ “เนื้อปูผัดพริกขี้หนู” เนื้อปูไซส์ผัดพริกขี้หนูแซ่บ หรือ “ขาหมูทอด” เนื้อนุ่มกรอบสูตรพิเศษทางร้านพร้อมน้ำจิ้มสูตรเด็ด ฯลฯ ตบท้ายด้วยของหวานเบเกอรี่ ช่วงนี้กับ “เค้กมะพร้าว” เนื้อนุ่มสอดไส้เนื้อมะพร้าวอ่อนหอมหวาน และเครื่องดื่มเย็นสดชื่นหลากชนิด

สุดท้ายกับความพิเศษที่ต่อเติมเข้ามาใหม่กับห้องคาราโอเกะปาร์ตี้ 4 แบบ 4 สไตล์ เหมาะชวนชาวแก๊งค์มาเม้าท์มอยกันให้สนุกสนาน กับระบบแสงสีเสียงครบครัน

ที่นี่เปิดวันจันทร์ถึงศุกร์ในช่วงเย็น ตั้งแต่ 17.00-24.00 น. และเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 11.00-24.00 น. โทร. 098-496-6245, 02-433-3724 หรือดูบรรยากาศชิลล์ๆ ได้ที่ FB / IG: villadebear

ในยุคที่เทคโนโลยีครอบครองโลก สาขาวิชาเรียนไหนจะน่าสนใจกว่าการเรียนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมไม่มีอีกแล้ว

เรามาดูการเรียนทางด้านนี้ผ่านทางเอก-ณัฏฐเอก วัฒนุญาน และคิตตี้-ศรุตา จุลจิราภรณ์ วัยรุ่นยุคใหม่สุดไฮเทค จากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม ม.กรุงเทพ ว่ามันจะน่าสนใจขนาดไหน

เหตุผลที่เลือกเรียนด้านนี้
เอก : ผมอยากเป็นโปรแกรมเมอร์ แล้วที่นี่ก็มีสาขาทางด้านนี้โดยตรง คือสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เลยตัดสินใจเลือกที่นี่
คิตตี้ : หนูเป็นนักแข่งอี-สปอร์ตเกม League of Legends ตั้งแต่ม.5 ด้วยความที่ที่บ้านจะมีร้านเกมอยู่แล้ว ก็เลยได้มีโอกาสเล่นเกมมาตั้งแต่เด็ก พอถึงเวลาเลือกคณะ ก็อยากจะเรียนคณะที่มันตอบโจทย์ความสามารถของเรา ซึ่งเราได้มีโอกาสมาดูงาน Open House ที่นี่ก็มีสาขาเปิดใหม่เป็นสาขาวิชาเกมและสื่อเชิงโต้ตอบ ดูมีความพร้อมมากๆ


เรียนลงลึกเทคโนโลยีเฉพาะทาง
เอก : เราได้เรียนลงลึกไปในกระบวนการคิดในคอมพิวเตอร์ รวมถึงอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ซึ่งในภาษาคอมจะเรียกกระบวนการนี้ว่า “Algorithm” มันสนุกก็สนุก แต่ว่ายากก็ยาก ตรงที่เราต้องมีกระบวนการคิดที่จะทำสิ่งๆ หนึ่งให้สำเร็จ แต่ด้วยความที่เรารักในตัวคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว ก็เลยไม่ซีเรียสเรื่องความยาก ยิ่งยาก เราก็ยิ่งต้องพยายามมันมากขึ้น แล้วที่นี่ไม่ได้สอนแค่ในห้องเรียน แต่จะเน้นปฎิบัติมากกว่าทฤษฎี เปิดโอกาสให้เราได้ไปต่อสู้กับโลกภายนอก มีงานอะไรก็ป้อนให้เราไปแข่ง ออกไปลองดูโลกภายนอกว่าเป็นยังไง อย่างมันจะมีวิชาที่เกี่ยวกับการทำแอปพลิเคชั่นบนมือถือ ตอนนั้นก็มีโอกาสได้ประกวดทำเว็บ Travel Tour Thai เหมือนเราเป็น Local Guide ให้คนมาจอยเที่ยวกับเรา เพราะส่วนตัวชอบท่องเที่ยวอยู่แล้ว อย่างตอนนี้ปี 4ก็คือเริ่มทำธีสิสเรื่อง “Self Driving Car” ทำเป็นแนวซิมูเลชั่น สภาพจำลองรถที่ไม่ต้องมีคนขับ ซึ่งแรงบันดาลใจก็มาจากหนังไอรอนแมน ที่อยากทำให้ชีวิตคนสบายขึ้น
คิตตี้ : เพิ่งขึ้นปี 1 ค่ะ ได้เรียนแค่พื้นฐาน แต่ก็รู้สึกมันตอบโจทย์สิ่งที่เราต้องการ อย่างวิชาคณิตศาสตร์ที่ตอนแรกไม่ค่อยชอบ พอมาเรียนก็สนุก ได้รู้จักว่าเกมมันมีคณิตศาสตร์อะไรเชื่อมโยงบ้าง เป็นอะไรที่เราไม่เคยรู้มาก่อน


เทคนิคการเรียนสายไฮเทค
เอก : ตัวผมจะออกเนิร์ดๆ คือตั้งใจเรียนในห้อง แล้วค่อยไปศึกษาข้างนอกอีกที คือแบ่งเวลาเรียนกับเล่นให้เป็นสัดส่วน เราก็จะแมเนจชีวิตใน 24 ชม.ได้ดี การหาข้อมูลก็กูเกิลนี่แหละ เรียกได้ว่าเป็นพ่อคนที่สองเลย (หัวเราะ) ที่ช่วยให้เราแก้ปัญหาต่างๆ ได้ ผมคิดว่าโปรแกรมเมอร์ก็เหมือนศิลปิน ไม่ว่าศาสตร์ไหนถ้าเขาอยากให้เราทำ เราก็ต้องรู้ เขาอยากให้ทำแอปดนตรี เราก็ต้องไปหาความรู้ทางด้านดนตรี อยากให้ทำอวกาศ ก็ต้องรู้เรื่องอวกาศ ก็เหมือนเป็นศิลปินที่เราต้องรู้ทุกศาสตร์


เอกลักษณ์เด่นสไตล์เด็กITI
เอก : สาขาผม แต่ละคนจะมีสไตล์ไม่เหมือนกัน ถนัดกันไปคนละด้าน แต่ก็ต้องมีการทำงานเป็นทีมเวิร์ก โปรเจคๆ หนึ่ง เราไม่ได้ทำงานคนเดียว เพราะฉะนั้น ทำยังไงก็ได้ให้แต่ละคนมาทำงานในเส้นทางเดียวกันได้ ส่วนศัพท์ที่ติดปากคงเป็นคำว่า “บึม” เวลาเรากำลังเขียนโปรแกรมแล้วเกิดเจ๊ง เราก็ชอบแบบเพจ “บึม” ว่ะ (ยิ้ม)
คิตตี้ : เด็กเกมทุกคนจะมีความคิดเป็นของตัวเอง เพราะแต่ละเกมมันก็ใช้ความสามารถในการเล่นต่างกันไป อย่างเกมของหนูก็ต้องใช้การตัดสินที่ดี เพราะถ้าพลาดในจุดๆ หนึ่งก็อาจจะพลาดไปเลยได้ ก็เลยจะต้องมีความมั่นใจในตัวเองด้วย

สำหรับน้องๆ ที่อยากมาสายเทคโนโลยีและนวัตกรรม
เอก-คิตตี้: ที่นี่มีสามสาขาด้วยกัน ทั้งคนที่ชอบทางด้านเน็ตเวิร์คซัพพอร์ต อยากเป็นโปรแกรมเมอร์ หรือสายเกม มีหมดแล้วก็มีอุปกรณ์ครบครันให้เราได้ลองปฏิบัติจริง ใครอยากทำอะไร ก็สามารถนำมาใช้งานได้เลย เข้าถึงได้ง่าย บรรยากาศก็อบอุ่น ทั้งรุ่นพี่ อาจารย์ที่ให้คำปรึกษาเราได้ตลอด คนที่ไม่เคยมีความรู้มาก่อน ก็สามารถลองมาเรียนรู้ได้เลย สำคัญแค่เตรียมใจมาเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ก็พอ

เด็ก 6 ขวบเปิดร้านขายน้ำแข็งไส ไม่ง้อพ่อ

เรื่องราวของเด็กชายวัย 6 ขวบ เอ็มเมตต์ (Emmett) หนูน้อยที่อ้อนคุณพ่อเพื่อขอซื้อจักรยานให้ แต่คุณพ่อกลับไม่ให้ตามที่หวัง และได้สอนลูกชายถึงวิธีหาเงินด้วยตัวเอง โดยเริ่มจากการให้ลูกเอาของเล่นเก่าๆ หรือตุ๊กตาที่ไม่ต้องการแล้วออกมาขาย แล้วลูกก็ทำตามนั้นจนได้เงินมาจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 2,400 บาท พอเป็นค่าจักรยาน

ที่มาข้อมูลและภาพจาก boredpanda