ผลประกาศรางวัล Grammy Awards ครั้งที่ 56 Daft Punk กวาดรางวัลเพียบ

ลั่น! รู้หมดแกนนำเป็นใคร ไม่จำเป็นต้องบอก ยัน เรือเหาะ บินได้ จวกคนคิดใช้ไม่ได้ปัญญาอ่อน พ้อใช้กม.ดับได้ไม่เต็มที่ดับไฟใต้

Mthai News ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก แถลงถึงปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นานกว่า 1 ชั่วโมง ว่า สถานการณ์วันนี้ไม่ใช่สงครามภายนอก หรือสงครามขนาดใหญ่ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากคนในประเทศเองที่มีความคิดเห็นแตกต่าง

เกิดจากขบวนการเก่าๆ และจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด สินค้าเถื่อน ที่รวมกลุ่มขึ้นมามุ่งหวังให้ดินแดนภาคใต้เป็นดินแดนความมืดมิด ไม่ให้ใครเข้าไปแตะต้องได้ และเกิดประโยชน์ต่อคนกลุ่มหนึ่ง โดยเราได้มีการจัดทำทำเนียบกำลังรบของข้าศึก และมีการติดตามจับกุมโดยใช้กระบวนการทางกฎหมายปกติ

เพื่อทำลายโครงสร้างและแผนการดำเนินงานของเขา และ ไม่ใช่ขบวนการแยกดินแดนทั้งหมด เพราะความสูญเสียเกิดขึ้นจากคนทุกศาสนา รวมถึงไม่ได้มีการใช้กำลังจากนอกประเทศ ทั้งการจับกุมและการสืบทราบทั้งหมดเป็นคนไทยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะไปฝึกที่ไหนก็ยังเป็นคนไทย

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาไม่สามารถใช้ยุทธวิธีอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นจะทำให้เงื่อนไขที่เกิดขึ้นมากเกินเยียวยา แต่สิ่งที่มีผลกระทบคือความสูญเสีย การบาดเจ็บ ล้มตาย ของเจ้าหน้าที่ ประชาชนผู้บริสุทธิ์

กำลังทหารและตำรวจ ไม่ใช่เขาไม่มีประสิทธิภาพ แต่ต้องใช้อยู่ในกรอบที่จำกัด ไม่สามารถใช้กำลังขนาดใหญ่ลงไปปิดล้อม ตรวจค้นได้ทั้งหมด นอกจากจะมีงานด้านการข่าวชัดเจน ในการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ โดยเฉพาะพื้นที่เป้าหมายเท่านั้น

ตามหลักสงครามแล้วถ้าเป็นต่างประเทศที่มีการสู้รบกันจะสามารถใช้กำลังได้เต็มรูปแบบ แต่วันนี้เป็นพื้นที่ปกติไม่ได้เป็นพื้นที่ประกาศสงคราม และไม่ได้เป็นพื้นที่การรบโดยสมบูรณ์ ดังนั้นต้องใช้อำนาจปกติในการดำเนินการ

สำหรับกฎหมายพิเศษก็มีกฎอัยการศึก และ พรก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งใช้เพียงบางข้อเท่านั้นจะเห็นว่าไม่มีผลกระทบโดยรวม อีกทั้งการใช้กฎหมายมีความรัดกุม แต่ถ้าเราไม่มีกฎหมายตัวนี้มันก็จะช้า และจะทำเกิดการทำลายหลักฐานดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

ขณะที่การใช้มาตรการในพรก.ฉุกเฉิน ฯ หรือ ในกฎอัยการศึก ที่มีกล่าวถึงอยู่แล้วคือการบังคับใช้เส้นทาง โดยการประกาศเคอร์ฟิวส์ แค่เป็นเวลา หรือ แค่บางพื้นที่ ก็ยังได้รับการต่อต้าน เพราะว่ามีคนส่วนหนึ่งเขาไม่ได้เดือดร้อน ก็เกรงว่าเขาจะได้รับผลกระทบจากกฎหมายเหล่านั้น ซึ่งก็รู้ว่าเป็นไปได้ยากที่จะประกาศได้

แต่เราก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง ขณะนี้เกิดเหตุทุกพื้นที่ นั่นคือความจำเป็นที่ต้องนำกำลังทหารลงไป เพื่อดูแลความปลอดภัยคนไทยพุทธ และ มุสลิม 2 ล้านกว่าคน เพราะผู้ที่ก่อเหตุฆ่าไม่เลือก ซึ่งไม่ใช้กำลังไปไล่ล่าและไม่ได้ใช้การรบเต็มรูปแบบ ซึ่งทำไม่ได้ เพราะว่าเป็นคนไทย

เขาไม่ได้มาใช้กองกำลังเป็นหมวด หมู่ เป็นกองร้อยมาสู้กับเรา แต่เขาใช้วิธีสุนัขลอบกัด ใช้ยุทธวิธีการก่อการร้ายแบบกองโจร และผู้ที่ใช้ก็คือไอ้โจรไทย จะถือศาสนาใดก็ไม่รู้ แต่เขาเป็นคนส่วนน้อย ดังนั้นก็เป็นการยากเพราะฝ่ายเราต้องไปดูเป้าหมายอ่อนแอทั้งหมดเหล่านี้เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ

การที่บอกว่าการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันล้มเหลว ก็ต้องชี้แจงว่าในสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้มันผสมผสานกัน ไม่ว่าจะผิดกฎหมาย ยาเสพติด แรงงาน อาชญากรรม คนสองสัญชาติ การเมือง ส่วนตัว ไล่ที่ ซื้อที่ดิน ซึ่งก็เหมือนกับจังหวัดอื่นๆ

สำหรับ กำลังพล 16 กองพัน ที่ลงพื้นที่ภาคใต้ในปัจจุบัน ต้องได้รับการฝึกยุทธวิธี สงครามนอกแบบ หน่วยทหารขนาดเล็ก วันนี้เราใช้กำลังพลมากกว่า 3 กองพล เพราะลงไปดูพื้นที่ทั้งหมด ถ้าลงไปสู้กับโจร 1 พันกว่าคน ใช้กำลังของเรา 3 พันกว่าคนก็พอแล้ว ไม่ต้องไปไล่ล่า ในป่าเขา เหมือนที่หลายๆ คนบอกว่าจะทำ

ตนถามว่าทำได้หรือไม่ ในเมื่อผู้ก่อเหตุทั้งหมดไม่ได้อยู่บนเขา เพราะพวกนี้อยู่ในเมืองทั้งสิ้น ทหารในฐานต้องทำงานตั้งแต่เช้ายันค่ำ จนกว่าประชาชนจะหยุดการสัญจรไปมาแล้ว จึงจะเริ่มถอนกำลังเขาจะใช้จังหวะซุ่มโจมตี เช้าก็จะกลับมา อีกกลุ่มหนึ่งก็จะไปทำงานแทน ทหารก็จะมี 2 -3 ผลัดในแต่ละฐาน แต่ทหารต้องมีความเหนื่อยล้า และไม่ระมัดระวังในบางครั้งเพราะเหตุการณ์ดูเหมือนจะดี

ขณะเดียวกันตนคิดว่าการแก้ไขปัญหาต้องมีความเข้าใจในปัญหา และบริบทที่เกี่ยวข้อง เข้าใจในกฎหมาย และ มนุษยธรรม ความรับผิดชอบของ ยู เอ็น มีอยู่ ประเทศใดก็ตามไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ถ้าบุคคลภายในชาติไม่ปลอดภัย ยูเอ็นสามารถเข้ามาได้ตลอดเวลา เราไม่สามารถห้ามได้

ที่ตนพูดว่าจำเป็นต้องมี มาตรการเพิ่มเติม การปิดถนน เส้นทาง ถามว่าทำได้หรือไม่ ผมรู้คำตอบว่าไมได้ เมื่อไม่ได้ ก็ต้องมีเหตุการณ์ จะให้ผมทำอย่างไร ใครเก่งกว่านี้มาตอบผมหน่อย ก็ต้องใช้ทุกอย่างเข้ามาเกื้อกูลกัน ต้องวาดภาพสนามรบออกมา ทุกรัฐบาลและ ทุก ผบ.ทบ.ไม่มีใครเก่งกว่าใคร

สิ่งสำคัญ คือความเข้าใจ ที่เราไม่ได้จากพวกเรากันเอง หากมองในมิติเดียว การบาดเจ็บและการสูญเสียใครก็รับไม่ได้ ตนก็รับไม่ได้ และ ตนไม่เจ็บใจและไม่โกรธแค้นมากกว่าเหรอที่ลูกน้องไปถูกยิง ถูกฆ่า ทุกวัน

แต่ตนจะไปแก้แค้นได้หรือไม่ ทำได้แค่บังคับใช้กฎหมาย ตั้งด่านตรวจให้มากขึ้น แล้วประชาชนก็จะปฏิเสธในภาพรวมทั้งหมด เท่ากับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน นั่นคือสิ่งที่วนเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นทุกคนต้องลดความกดดัน ไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่จะไปในทางที่ผิด เขาก็จะโมโหและโกรธแค้น

วันนี้ เราต้องบอกลูกน้องว่าโมโหไม่ได้ ผู้ก่อเหตุถูกล้างสมองว่า ถ้าเราพลาดเราบาดเจ็บ เสียชีวิต เพราะเราเป็นเจ้าหน้าที่ มีเสื้อเกราะ มีอาวุธ มีอะไรที่ดีกว่า แต่เราพลาด เพราะเราถูกลอบกัด เพราะฉะนั้น ต้องระวังตัวให้มากที่สุด ถ้าระวังตัวไม่ได้ก็ต้องตาย นั่นคือสิ่งที่ทำความเข้าใจกับลูกน้องทุกคนที่ลงพื้นที่

ไม่เคยเรียกร้อง สิทธิอะไรมากมายไปกว่านี้ เช่นพิธีศพ การดูแลลูกเมีย ผมเจ็บปวดกว่าท่านเยอะ ดังนั้น อย่ามาบอกว่าเจ็บแค้นแทนทหารอย่ามาพูดอย่างนั้น จะทำให้กำลังพลเสียขวัญ อ่อนไหว แล้วจะทำอย่างไร มันจะลุกกันขึ้นมาฆ่ากันทั้งประเทศหรือเปล่า

วันนี้เราบรรจุคนเป็นทหารพราน และ ทหารหลัก มีการบรรจุทหารมาเป็นตำรวจอีก หากเราบอกว่าแค้นเคืองทั้งหมดจะเกิดอะไรขึ้นเพราะมีอาวุธ เขาฆ่ากัน ไล่ล่ากัน ก็จะเสียดินแดน

ผมถามว่าวันนี้เราเสียดินแดนซักตารางนิ้วในภาคใต้แล้วหรือยัง มีใครมาแสดงตัวรับผิดชอบหรือเปล่า มีแต่อีแอบ อีหมาลอบกัดอย่างเดียว ท่านก็ทนมันไม่ได้ แล้วจะให้ผมทนอยู่ข้างเดียวหรืออย่างไร

นอกจากนี้ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เขาไม่ได้ชื่นชมกับคนกลุ่มนี้อยู่แล้ว แต่ผมไม่เข้าใจว่าคนหลายๆ พวกพูดเหมือนกับว่าเขามีความเก่งกาจสามารถ มันจะไปเก่งกาจอะไร มันแอบลอบกัดเขา ทำไมไม่ให้เกียรติทหารที่เป็นสุภาพบุรุษบ้าง ที่เปิดเผยทุกวัน ต้องเดินเป็นเพื่อนครู พระไปบิณฑบาตทุกวัน

ผมถามว่าไอ้คนพวกนี้มันพร้อมถูกยิงตลอดเวลาไหม ถ้าเมื่อไหร่เขาไม่ทำ ค่อยมาด่าผม นี่เขารู้ว่าเขาต้องตาย ยังต้องทำเลย ทำไมท่านไม่ให้กำลังใจเขา ฝ่ายโน่นต้องการให้เราสู้ในวิธีการที่ผิด เมื่อเอากำลังเข้าสู่กันทั้งสองฝ่ายสถานการณ์ก็จะเกิดขึ้น

ใครๆ ทั้งหมดก็จะเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนเขาพระวิหาร ที่ท่านยังยอมรับกันไม่ได้เลยว่าจะมีใครเข้ามาสังเกตการณ์ ทั้งนี้ ไม่ใช่ผมเป็นผบ.ทบ.แล้วจะสบาย อยากจะเสวยสุขอยู่ในตำแหน่ง อยู่2 ปีก็จะเกษียณแล้ว

ขณะนี้ภาคใต้ยังใช้การเมืองนำการทหาร และมีคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์มี รองนายกฯ เป็นประธาน ซึ่งการประชุมวันนี้ (8 ส.ค.) ต้องพูดคุยในภาพรวม 17 กระทรวง กับ 66 หน่วยงานได้เข้าใจ ในรายละเอียดผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา โดยต้องขับเคลื่อนพร้อม ศอ.บต. กอ.รมน. โดยต้องทำงานร่วมกัน

สอดคล้องกับความมั่นคง ความต้องการของคนในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้มีอะไรใหม่เลย ไม่ได้หมายความว่าตั้งองค์กรมาแล้วภาคใต้จะจบ แต่เอามาขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ โดย สมช.มี 9 ข้อ กอ.รมน. 7 ข้อ ศอ.บต.มี 9 ข้อ วันนี้มาเขียนใหม่โดย ทำเป็นแผนที่ตนตั้งเองเรียกว่า 9-5-29 เป็นเป้าประสงค์ขององค์กร ทั้งหมดไม่ได้ใช้กำลัง มี 5 กลุ่มงานหลัก ด้านความมั่นคง ด้านการพัฒนา ด้านยุติธรรม ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านการพูดคุยเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน เป็นต้น

ส่วนตอนนี้เรารู้เขารู้เราหรือไม่ เพราะถูกมองว่า เรายึดติดกับฐานข่าวเก่าเช่น นายมะแซอุเซ็ง แกนนำผู้ก่อความไม่สงบ ไอ้บ้านั่นมีมาตั้งนานแล้ว ตนต้องบอกสื่อทุกเรื่องหรือไม่ สื่ออย่าดูถูกว่า ตนไม่รู้ ถ้าไม่รู้จะรบกันได้อย่างไร คุณเป็นผบ.ทบ.หรืออย่างไรถึงต้องอยากรู้ทั้งหมด

ส่วนหนึ่งของปัญหาเป็นขบวนการแยกดินแดนในอดีต ซึ่งมีอยู่หลายคน มีลูกหลานที่โตขึ้นมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความวุ่นวาย ไม่อยากให้พูดว่า เป็นขบวนการแยกดินแดนทั้งหมด การต่อสู้ให้ใช้กฎหมายทุกอย่าง ต่อสู้เพื่อให้รู้ว่า กลุ่มนี้คือกลุ่มนี้ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมีตั้ง 8-9 กลุ่ม

จะประกาศชื่อให้ทั่วโลกรู้เพื่อให้หนีไปหรืออย่างไร ทำไมจะต้องบอกชื่อทั้งหมด บางอย่างพูดให้ตายก็ไม่เข้าใจ ถ้าเก่งก็มาเป็นผบ.ทบ. เดี๋ยววันนี้จะมาโทษว่า ตนเม้งแตกอีก ตนโมโหเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าผมโกรธสื่อ ผมก็ฆ่าไปนานแล้ว ไม่อย่างนั้นคุมกองทัพไม่ได้ ผมก็โมโหเป็น ไม่ใช่พระ มิเช่นนั้นลูกน้องจะกลัวหรือ ไม่อย่างนั้นลูกน้องก็ไปกลัวโจร ไม่ต้องมากลัวผม ผมก็เป็นของผมอย่างนี้ วันนี้กองทัพต้องเป็นปึกแผ่น

ขณะที่การใช้เรือเหาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เขาก็ทำอยู่แล้ว ทำไมต้องเหาะให้เห็นหรืออย่างไร ในสลายหรือเปื่อยไปหรืออย่างไร มันจอดอยู่ในโรงเมื่อใส่แก๊ซไปก็ใช้ได้ ซึ่งเรือเหาะสามารถใช้ได้ทุกพื้นที่ แต่ตรงไหนที่อันตรายเราก็ไม่ใช้ อย่างน้อยต้องขึ้นบินอย่างต่ำ 3 พันเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกยิง

คนที่คิดใช้เรือเหาะในพื้นที่ไม่ใช่ปัญญาอ่อน หรือจะเอาผลประโยชน์ แต่เขามองว่าทำอย่างไรเราจะเฝ้ามองตรวจสนามรบได้ตลอดเวลา ส่วนกรณีที่กองทัพอากาศจะใช้เครื่องบิน AU-23 มาช่วยลาดตระเวนคุ้มครองหน่วยภาคพื้นดินนั้น เป็นความหวังดีของรมว.กลาโหม และผบ.ทอ. อย่างน้อยก็เป็นตาข้างบน ห้ามปรามได้ เวลาฝ่ายโน้นคิดจะทำอย่างไรต้องระวัง เพราะจะมีเครื่องบิน หรือเรือเหาะบินมาใช้กล้องส่อง

วันนี้ขาดแคลนตำรวจพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็นหลัก แต่มันโหด ดังนั้นตำรวจพวกนี้อาจจะไม่เหมาะ ขณะนี้มีการเตรียมการนำตำรวจใหม่ที่ผ่านการฝึกสงครามกองโจร สงครามนอกแบบ เพื่อลงไปทำงานร่วมกับตำรวจภูธร ขณะนี้ยังฝึกไม่ทัน ก็เอาตำรวจพลร่มลงไปก่อนเพื่อไปขับเคลื่อนในทุกจังหวัด และในเขตเมือง

ซึ่งทางผู้ว่าราชการการจังหวัด นายอำเภอ มีกำลังฝ่ายพลเรือนเป็นหลัก ทหารจะเป็นแบ็คอยู่เบื้องหลัง เมื่อมีเหตุการณ์ก็เข้าไปช่วย แต่เวลามีเรื่องทหารโดนด่าทุกที ส่วนแนวคิดที่จะให้พลทหารที่ปลดประจำการบรรจุเข้าไปทำงานในพื้นที่นั้น เป็นแนวคิดที่มีมาตั้งนาน ตั้งแต่สมัยตนเป็นร้อยตรี

ตนได้คุยกับผบ.ตร.ว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ที่ทหารเกณฑ์ที่ถูกปลดประจำการในพื้นที่เป็นหลัก หรือทหารเกณฑ์ที่เคยลงไปปฏิบัติในพื้นที่บรรจุคัดเลือกเข้าเป็นตำรวจดูแลพื้นที่ ซึ่งน่าจะบรรจุปีละ พันนาย โดยรมว.กลาโหมเป็นผู้เสนอต่อนายกรัฐมนตรีในที่ประชุม ซึ่งนายกฯเห็นด้วย

อีกทั้งถ้าจะถามว่า การทำงานไม่ให้ตายไม่ได้หรือ ผมตอบไม่ได้ เพราะผมใช้กฎหมายเต็มที่ไม่ได้ ถ้าผมประกาศเคอร์ฟิวได้ก็จะปิดกั้นเส้นทาง คนก็จะไม่ใช้ ทหารก็ไปดักซุ่ม ออกมาก็ยิงไล่เลย ไม่ต้องมาระวังกัน ถ้าให้ผมอย่างนี้ไม่ได้ ประชาชนก็ต้องลดการสัญจรไปมา หรือเดินทางให้น้อยลงในเวลากลางคืน

แต่พอให้ไปเป็นหมู่คณะ แล้วเอาทหารไปคุ้มครองก็ไม่เอา หาว่า ทหารไปล่อเป้า นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เขาไม่อยากได้ทหารไปล่อเป้าเพราะมันอันตราย แต่ความจริงมันอันตราย เพราะถ้าไม่มีคนดูแล ประชาชนไม่ยอมให้ไปดูแล บางโรงเรียน บางวัด ไม่ให้ทหารเข้าไปใกล้ๆ แล้วถ้าถูกเผาขึ้นมา ทหารก็โดนด่า นี่คือ ปัญหาปลีกย่อยที่อยากให้สื่อเข้าใจ ผมพยายามอธิบาย ผมใจเย็นที่สุดแล้ว

ซึ่งการคิดวันนี้ต้องคิดให้หมด ไม่ใช่ถือดาบ 2 มือ หรือถือผ้าผืนหนึ่งแล้วไปรบ มีคนทำกับข้าวให้กินคงไม่ใช่ ต้องคิดให้หมดตั้งแต่หัวจรดเท้า ต้องคิดว่า งบประมาณแค่นี้จะใช้อย่างไรให้เพียงพอ ผลประโยชน์จะไปตกกับใคร กำลังพลจะได้ประโยชน์สูงสุดหรือไม่ รัฐบาลจะว่าอะไรหรือไม่ ทำอย่างไรกำลังพลจะมีความสุข

เราต้องซื้อใจเขาให้อยู่กับเรา ให้เขาไปรบ ไปเสียสละชีวิต วันนี้เขาขอแค่ความภาคภูมิใจเมื่อที่เขาตายเท่านั้น คนที่ลงไปทำหน้านี้ต้องสู้เขาให้ได้ และต้องระมัดระวังตลอดเวลา นั่นคือสิ่งที่ผู้บังคับบัญชาต้องคิด ต้องทำ ขอให้เข้าใจวัฒนธรรมของทหาร

ถ้าไม่มีทหาร ไม่มีตำรวจจะโดนมากกว่านี้ การแก้ต้องแก้ด้วยความเข้าใจ ด้วยกฎหมาย หรือการดึงเขากลับมา และไม่ให้เขาเพิ่มจำนวนมากขึ้น แก้สถานที่บ่มเพาะในประเทศและต่างประเทศ สถานศึกษา

ตั้งแต่ปี 2547 เราก็คิดแก้ปัญหามาโดยตลอด ที่ผ่านมามีเหตุแรงบ้าง เบาบ้าง ถ้าตนพูดแรง มันจะแรงสู้ ตนลงไปใต้มันก็ระเบิดของมันอยู่แล้ว ไม่ต้องมาท้าทายให้ตนลงไปหรอก เพราะมันระเบิดทุกวัน

หากผมกลัว ผมก็ไม่ต้องลง หากจะระเบิดก็ระเบิดไป ลูกน้องอย่าตายก็แล้วกัน แต่จะให้ตนลงทุกวันก็ไม่ใช่เรื่องของตน เป็นเรื่องของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ต้องนำนโยบายของตนไปสู่การปฏิบัติการ

Mthai News


เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย

ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com

วาเด็ง ปูเต๊ะ พระสหายแห่งสายบุรี เสียชีวิตแล้ว

Mthai News : นายวาเด็ง ปูเต๊ะ พระสหายในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสียชีวิตอย่างสงบแล้วด้วยโรคชรา ภายในบ้านพักของตัวเองเมื่อเวลา 15.00 น. ที่ ต.ปะเสยะวอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ในวัย 96 ปี โดยตอนนี้ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีได้เดินทางไปยังบริเวณงานศพแล้ว

สำหรับประวัติ วาเด็ง ปูเต๊ะ พระสหายแห่งสายบุรี

เมื่อปี พ.ศ.2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทรงเสด็จพระราชดำเนินไป อ.สายบุรี จ.ปัตตานี และมีรับสั่งต้องการพบตัว วาเด็ง ปูเต๊ะ หรือ “เป๊าะเด็ง” เพื่อสอบถามเรื่องการสร้างฝายกั้นน้ำคลองน้ำจืดบ้านทุ่งเค็จ ต.แป้น อ.สายบุรี

“วันนั้น วาเด็ง ปูเต๊ะ กำลังทำสวนอยู่กับภรรยา (นางสาลาเมาะ ปูเต๊ะ) บริเวณประตูน้ำบ้านบาเลาะ ต.ปะเสยะวอเป็นป่าทึบ ก็มีคุณหญิงคนหนึ่งมาบอกว่า ในหลวง ต้องการพบตัวแต่ภรรยาไม่กล้าไปพบ จนกระทั่งวาเด็ง ปูเต๊ะเลี้ยงโคกลับมา ก็มีตำรวจมาตามเป็นครั้งที่สอง

วาเด็ง ปูเต๊ะ ตกใจมากว่าตำรวจมาตามเรื่องอะไร เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด จนกระทั่งสื่อสารกันเข้าใจว่า ในหลวง ต้องการมาสร้างฝายกั้นน้ำคลองน้ำจืด บ้านทุ่งเค็จ ต.แป้นอ.สายบุรี เพื่อช่วยเหลือเรื่องแหล่งน้ำแก่ชาวบ้านในการทำการเกษตร วาเด็ง ปูเต๊ะ ถึงกล้าไปพบ

แต่ตอนนั้น วาเด็ง ปูเต๊ะ ยังไม่ค่อยเชื่อว่าพระองค์จะเข้ามาอยู่ในป่าในเขาแบบนี้ จึงคิดว่าคนที่มาบอกโกหก ขนาดมาพบพระองค์แล้ว วาเด็ง ปูเต๊ะ ก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็น ในหลวง จริงหรือเปล่า จึงแอบหยิบเงินใบละ 100 บาท กับใบละ 20 บาทขึ้นมาดู จึงแน่ใจว่าเป็นพระองค์เสด็จฯ มาจริง ๆ

ตอนแรกที่พบ ในหลวง วาเด็ง ปูเต๊ะ ก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ ๆ เพราะตอนนั้นนุ่งโสร่งตัวเดียว เสื้อก็ไม่ได้ใส่ด้วย แต่พอเข้าไปใกล้ ๆ ในหลวงก็ตรัสเป็นภาษามลายูว่า จะสร้างคลองชลประทานให้ หลังจากนั้น ในหลวง ท่านก็ทรงสอบถามเส้นทางการขุดคลองสายทุ่งเค็จว่ามีเขตติด ต่อที่ไหนบ้าง

จึงได้เล่าให้ในหลวงทรงทราบว่าคลองเส้นนี้ทางเหนือจะติดเขตพื้นที่ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ในหลวง ตรัสถามว่าหากออกไปทางทะเลจะมีเกาะกี่เกาะ วาเด็ง ปูเต๊ะ ก็ตอบพระองค์ไปว่ามี 4 เกาะ

ในหลวง จึงทรงเอาแผนที่ที่นำติดตัวมาออกมาดูอีกครั้ง และตรัสชมว่า วาเด็งเป็นคนรู้พื้นที่จริง…เหมือนกับชาวบ้านอีกหลายพื้นที่ที่พระองค์ เคยเข้าไปช่วยเหลือมาแล้ว พระองค์ยังตรัสด้วยว่า “ไม่ว่าจะไปช่วยใครที่ไหนก็ต้องถามเจ้าของพื้นที่ก่อน…เพราะชาวบ้านจะรู้จริงกว่าคนอื่น”

วันรุ่งขึ้นข้าราชการที่มารับเสด็จก็ต้องตกตะลึงไปตาม ๆ กัน เมื่อพระองค์ทรงรับสั่งให้ วาเด็ง ปูเต๊ะ พายเรือให้พระองค์เพื่อทำการสำรวจคลองสายทุ่งเค็จ พระองค์มีพระราชดำรัสถาม พร้อมเปิดแผนที่เพื่อให้รู้ว่าจะสร้างแหล่งชลประทานอย่างไร ตอนพายเรืออยู่ ในหลวง ตรัสด้วยว่า

ให้วาเด็งทำตัวให้สบาย…มีอะไรที่ชาวบ้านเดือดร้อนก็ให้เล่ามาตามความจริง

วาเด็ง ปูเต๊ะ จึงบอก ในหลวง ว่าเมื่อถึงเวลาหน้าฝน น้ำจะท่วม ทำนาไม่ได้ เมื่อถึงหน้าแล้ง ก็ทำนาไม่ได้ เพราะไม่มีน้ำทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน พระองค์ก็ตรัสกับ วาเด็ง ปูเต๊ะ อย่างไม่ถือพระองค์และตรัสถามอีกว่า

ชาวบ้านทำการเกษตรอะไรบ้าง วาเด็ง ปูเต๊ะ จึงตอบพระองค์ไปว่าชาวบ้านไม่เดือดร้อนอะไร ทุกคนทำการเกษตรตามวิถีชีวิตของคนชนบท คือ ปลูกพืชผักสวนครัว และทำสวนไว้กินกันทุกบ้าน

จากนั้น ในหลวง คงจะทรงลองใจวาเด็ง ปูเต๊ะ จึงตรัสถามขอที่ดินเพื่อทำโครงการพระราชดำริ ด้วยความปลาบปลื้ม วาเด็ง ปูเต๊ะ จึงขอยกที่ดินถวายให้พระองค์ทันที ในหลวง จึงแย้มพระสรวล และมีพระราชดำรัสว่าให้ วาเด็ง ปูเต๊ะ เป็น “พระสหาย” ตั้งแต่บัดนั้น

ในหลวง ตรัสเรื่องนี้ว่า “วาเด็งเป็นคนซื่อตรง…จึงขอแต่งตั้งให้วาเด็งเป็นเพื่อนของในหลวง” พร้อมทรงชวนให้ วาเด็ง ปูเต๊ะ และภรรยาเดินทางไปเที่ยวที่กรุงเทพฯ และเมื่อพระองค์เสด็จฯ มาสามจังหวัดก็เรียกให้เข้าเฝ้าที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ทุกครั้ง

ล่าสุด ในหลวง ตรัสว่าให้วาเด็งหยุดทำงานได้แล้ว เพราะแก่แล้ว อายุมากแล้ว ทรงเป็นห่วงสุขภาพ กลัวว่าทำงานหนักจะไม่สบาย” วาเด็ง ปูเต๊ะ เล่าถึงเหตุการณ์วันที่ได้รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยไม่คาดฝัน จนกระทั่งได้กลายมาเป็น “พระสหาย” แห่งสายบุรี

ในเวลาต่อมา วาเด็ง ปูเต๊ะ บอกอีกว่า ตอนที่ไม่มีทีวีให้ดู เวลาอยากเห็นหน้า ในหลวง ก็จะหยิบเงินมาดูก็พอหายคิดถึงได้บ้าง พอมีทีวีแล้วก็จะรอดูแต่ข่าวในพระราชสำนักทุกวัน แต่พอพระองค์ทรงพระประชวรก็ต้องมาตามดูข่าวในพระราชสำนักตอนกลางวัน และตอนค่ำด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก chaoprayanews

พัลลภ แนะ รัฐบาล-ทหาร เลิกหดหัว หันมาสู้กับโจรใต้ขั้นเด็ดขาด

Mthai News ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ รอง ผอ.รมน. เปิดเผยถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากเจ้าหน้าที่ตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มผู้ก่อเหตุว่า ขณะนี้สถานการณ์ในพื้นที่ถือเป็นสงครามกองโจรแล้ว ตามแบบสากลเมื่อเป็นลักษณะกองโจรก็ต้องสู้ด้วยกองโจร โดยหลักมี 3 ขั้นตอน

1.search คือ ค้นหาแกนนำติดอาวุธและแนวร่วมว่าเป็นใคร

2.destroy คือเมื่อสืบทราบว่าเป็นใครแล้วก็ให้ใช้กำลังทางทหารเข้าทำลายและดึงแนวร่วมเข้ามาเป็นพวก

3.reconstruction คือหลังจากนั้นก็เข้าสู่การบูรณาการและปรับแผนเพื่อให้เข้าสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้ เห็นว่าตอนนี้สถานการณ์กลับไปเหมือนปี 2520 แม้ว่า ขบวนการจะมีการเปลี่ยนแปลงบุคคลไปบ้าง แต่มันยังเป็นกองโจร เป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดน ต่อสู้ในลักษณะกองโจร ผมเห็นภาพทหารนั่งรถจักรยานยนต์ลาดตระเวนหรือรถหุ้มเกราะถูกระเบิดแล้ว รู้สึกอึดอัดและแค้นที่มาทำกับทหารของเรา

ผมมองว่าการทำงานของทหารควรปรับยุทธวิธีโดยใช้การลาดตระเวนเดินเท้าเข้าพื้นที่เป้าหมาย หากเจอกับโจรซัดกันเลย อย่างนี้ไม่ผิดตัว ถ้าเราใช้วิธีให้ทหารเดินเท้าเข้าไปภายใน 3-4 ปี ต้องเห็นหน้าเห็นหลัง ทหารในพื้นที่มี 4-5 หมื่นนายที่ทำงานปกติก็ทำไป แต่มาใช้สำหรับภารกิจนี้บางส่วนก็พอ ในสมัยตนใช้กำลัง 2-3 พันนายเท่านั้น

ทหารและรัฐบาลอย่าไปกลัว  เพราะสถานการณ์มาถึงขนาดนี้แล้ว  ผมคันไม้คันมือ ดูคลิปทหารที่โดนจ่อยิงยิงดูก็ยิงแค้น จับใครก็ไม่ได้ เป็นไปได้อย่างไร ถ้าไม่เริ่มทำเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ประชาชนจะตายอีกเป็นหมื่นคน

ซึ่งที่ผ่านมาสถิติตั้งแต่ปี 2547 มีผู้เสียชีวิตแล้วเป็นหมื่นคนเช่นกัน แม้ว่าขณะนี้นายกฯยังไม่ได้ปรึกษาผมในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ แต่ถ้าปรึกษามาก็จะบอกไปอย่างนี้ ในอีกด้านหนึ่งงานด้านการพัฒนาสร้างความเข้าใจกับมวลชนเป็นยุทธศาสตร์ที่เราต้องทำต่อไป

แต่ด้านยุทธวิธีเราต้องมีการปรับ ทั้งนี้การข่าวของผมทราบมาว่ากองกำลังติดอาวุธไปฝึกจากประเทศอินโดนีเชีย ใช้เวลาฝึก 8 เดือน เป็นสงครามกองโจรที่ฝึกนอกประเทศ ต้องยอมรับว่ามีบางส่วนที่มาจากนอกประเทศ