ชัชชาติ แนะวิธีป้องกัน พื้นที่ของไทยบางส่วน จมบาดาลในอีก 30 ปีข้างหน้า

ประเด็นน่าสนใจ

  • งานวิจัยเผยประชาชนหลายร้อยล้านคนทั่วโลก เสี่ยงที่จะถูกน้ำท่วมบ้าน เนื่องจากในอีก 30 ปีข้างหน้า ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น
  • ชัชชาติ อดีต รมว.คมนาคม แนะอย่าตระหนก ก่อนเผยวิธีป้องกันเพื่อรับมือ
  • โดย 1 ในวิธีรับมือคือการกำหนดผังเมืองใหม่
  • เชื่อมั่นว่าปัญหานี้สามารถผ่านไปได้ถ้าเข้าใจและเอาจริง

จากกรณีที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ได้รายงานผลวิจัยว่าในปี 2050 หรืออีก 31 ปีข้างหน้า ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น จากวิกฤตสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป อาจกระทบกับประชากรทั่วโลกที่จะสูญเสียที่อยู่อาศัย เนื่องจากเมืองทั้งเมืองอาจจมอยู่ใต้บาดาล โดยพื้นที่ติดกับทะเลของไทย อาจมีบางส่วนจมน้ำนั้น

ล่าสุด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้โพสต์เฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นและแนะนำวิธีป้องกันเพื่อรับมือกับเหตุน้ำท่วมกรุงในครั้งนี้ ว่า

จากการหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ผมคิดว่าเราคงยังไม่ต้องตื่นตระหนกถึงกับย้ายบ้านหนีน้ำท่วม เพราะงานวิจัยดังกล่าวก็ใช้สมมติฐานหลายเรื่องในการสรุปผล แต่เราควรจะต้องตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวว่ามีโอกาสที่น้ำทะเลจะสูงขึ้น และกระทบต่อประเทศไทยในอนาคต

ซึ่งเราเริ่มเห็นแล้วในบางพื้นที่ เช่น บริเวณชายทะเลบางขุนเทียน ซึ่งนอกจากระดับน้ำทะเลแล้ว ยังมีผลเรื่องการทรุดตัวของดิน และการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งร่วมด้วย ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาและเตรียมพร้อมรับมือดังกล่าว จึงวิธีป้องกันน้ำท่วม ที่เป็นรูปธรรมที่น่าจะเป็นไปได้ ดังนี้

  1. กทม. และจังหวัดต่างๆ จัดทำแผนที่ความเสี่ยง (Risk Map) โดยเฉพาะค่าระดับ ความเสี่ยงจากน้ำท่วมของพื้นที่ต่างๆ ให้ชัดเจน เพื่อประชาชนจะได้เข้าใจความเสี่ยงของพื้นที่ต่างๆ ดีขึ้น

    โดยควรมีการทำแบบจำลองระดับความละเอียดถูกต้อง +/-10 เซนติเมตร (ซึ่งเข้าใจว่าปัจจุบันทางกรุงเทพมหานครกำลังดำเนินการอยู่) การปรับปรุงข้อมูลแผนที่มาตราส่วน 1:4000

    และจัดทำข้อมูลภูมิประเทศและระดับความสูงด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะมีความละเอียดมากกว่าการใช้แบบจำลองจากดาวเทียมในผลการศึกษา ทำให้เราประเมินความเสี่ยงได้ถูกต้องมากขึ้น

  2. การกำหนดผังเมือง แนวทางการพัฒนาเมือง การสร้างระบบระบายน้ำ แนวคันกั้นน้ำ ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากเรื่องนี้อย่างจริงจัง
  3. เพื่อป้องกันระดับน้ำทะเลที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต เราอาจจะพิจารณาการพัฒนาแนวคันกั้นตามแนวคิดของคันกั้นน้ำด้านตะวันออกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยยกระดับแนวถนนที่วิ่งขนานกับอ่าวไทย

    ตั้งแต่แม่น้ำบางปะกง เจ้าพระยา ท่าจีน โดยใช้แนวถนนเดิมที่มีอยู่แล้ว เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และใช้เป็นเส้นทาง Logistics ได้ เช่น สุขุมวิทสายเก่า ถนน 3243 ( วัดแหลม-นาเกลือ) ถนน 3423 (สมุทรสาคร-โคกขาม) ถนนพระราม 2

  4. ทำเขื่อนกั้นน้ำทะเลและประตูน้ำเพื่อควบคุมน้ำทะเลในจุดที่เส้นทางแนวกั้นน้ำผ่านแม่น้ำและคลองเพื่อทำให้แนวคันกันน้ำมีความต่อเนื่อง
  5. วางแผนระยะยาวสำหรับการขนส่งทางเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา และการใช้ท่าเรือคลองเตยในอนาคต เพราะการขนส่งทางเรือขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบ ถ้ามีการสร้างเขื่อนหรือประตูน้ำ
  6. รณรงค์เรื่องการลดภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง มีการกำหนดเป้าหมายในการลด Carbon Footprint ของประเทศและจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกหลักของประเทศ

(สิ่งที่ไม่ควรทำคือการตั้งคณะกรรมการอีก 5 คณะ เพื่อศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม) ปัญหาทุกอย่าง รับมือได้ ถ้าเราเข้าใจและเอาจริง

รฟม.แจง ปมสาวโพสต์เตือนภัยเจอชายโรคจิต ในสถานีรถไฟฟ้า MRT

ประเด็นน่าสนใจ

  • เกิดเหตุโรคจิตบุกอนาจารสาวระหว่างทางลงรถไฟฟ้า MRT
  • รฟม. จึงโพสต์เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนยืนยันช่วยเหลือเหยื่อในเรื่องคดี
  • เบื้องต้นได้ให้ภาพผู้ก่อเหตุไปแจ้งความกับ ตร. แล้ว
  • แนะหากพบคนมีพฤติกรรมต้องสงสัยแจ้ง จนท. ทันที หรือโทร. 0-2938-3666

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ข้อความเตือนภัย หลังจากเจอชายแปลกหน้าสำเร็จความใคร่ใส่ ขณะเดินลงบันไดเลื่อนในสถานีรถไฟฟ้า MRT สถานีสุขุมวิท บริเวณทางออกที่ 1 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยกรณีดังกล่าวได้รับความสนใจจากสังคมออนไลน์ และถูกนำเสนอไปยังสื่อต่างๆ นั้น

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ขอชี้แจงว่า ผู้เสียหายได้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT ที่สถานีสุขุมวิทเพื่อเดินทางไปยังสถานีศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

โดยในขณะเดินลงบันไดเลื่อนเพื่อเข้าสถานีได้มีชายแปลกหน้าเดินตามเข้ามาในสถานี และใช้มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา โดยชายคนดังกล่าวได้ติดตามเข้ามาจนผู้เสียหายเข้าพื้นที่ที่ต้องชำระค่าโดยสาร (Paid Area) จึงเดินออกจากสถานีไป

ยัน จนท. พร้อมให้ความช่วยเหลือเหยื่อ และได้ภาพผู้ก่อเหตุแล้ว

หลังจากนั้นผู้เสียหายได้ออกจากระบบรถไฟฟ้าที่สถานีศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยผู้เสียหายยังไม่ได้แจ้งเหตุการณ์ดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่ประจำสถานี จากนั้นผู้เสียหายได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี และกลับมาขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงค่ำวันเดียวกัน

โดยมีเจ้าหน้าที่ รฟม. และเจ้าหน้าที่ประจำสถานีสุขุมวิทอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบกล้องวงจรปิด จนพบภาพผู้ต้องสงสัย หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดไปดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งผู้เสียหายมีความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ รฟม. ขอเรียนว่า รฟม.ได้มีมาตรการในการดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT อย่างครบถ้วน อาทิ การตรวจตรา ระบบกล้องวงจรปิด การปฐมพยาบาล การติดตามของสูญหาย

แนะหากพบบุคคลมีพฤติกรรมต้องสงสัย แจ้ง จนท. ประจำจุด หรือโทร. 0-2938-3666

โดยผู้ใช้บริการสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ในสถานีได้ตลอดเวลา และขอความร่วมมือผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT หากพบเห็นเหตุการณ์ผิดปกติ หรือบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานที่อยู่ในบริเวณนั้นทันที หรือแจ้งศูนย์วิทยุพสุธา รฟม. หมายเลขโทรศัพท์ 0-2938-3666 ตลอด 24 ชั่วโมง

ล่าสุด ผู้เสียหายได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุช่วงหนึ่งว่า
เมื่อคืน (30 ต.ค.) ได้ไปแจ้งความแล้วที่สน.ลุมพินี แต่ไม่ทราบว่าตำรวจจะออกหมายจับหรือไม่ โดยขณะนี้ได้ฝากให้ทางรถไฟฟ้าใต้ดินช่วยจับตาดูผู้ก่อเหตุไว้ และช่วยเพิ่มความปลอดภัย และเปลี่ยนกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพได้ชัดกว่านี้

สิ่งสำคัญ คือ ต้องการเล่าถึงเหตุการณ์นี้ เพื่อเป็นการเตือนทุกคน โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องเดินทางด้วยรถไฟฟ้า ให้ระมัดระวัง และหากถูกลวมลามไม่ว่าจะด้วยการกระทำแบบไหน คำพูด การแตะจับ ถูไถ ควรแจ้งตำรวจ แจ้งเจ้าหน้าที่รถไฟฟ้า และแจ้งสื่อมวลชน อย่าให้ผู้ก่อเหตุคิดว่าเป็นผู้หญิงแล้วจะทำอะไรก็ได้กับร่างกายก็ได้

ภาพบรรยากาศ วันฮาโลวีน เทศกาลผีๆ ในเมืองกรุง

วันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันเทศกาลปล่อยผีของชาวตะวันตก หรือที่เรียกกันติดปากว่า วันฮาโลวีน วันนี้ทางทีมข่าว MThai จึงจะพาไปชมบรรยากาศงานฉลองเทศกาลแบบผีๆ ที่บริเวณถนนข้าวสาร แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังใจกลางกรุง

ที่มักมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย ทำให้เทศกาลฮาโลวีนในปีนี้จึงคึกคักเป็นพิเศษ ส่วนภาพบรรยากาศจะเป็นอย่างไร ไปติดตามชมภาพกันได้เลย

สำหรับฮาโลวีนมีจุดกำเนิดมาจากเทศกาลของชาวเซลติคโบราณ ซึ่งรู้จักในชื่อ Samhain มีที่มาจากชาวไอริชโบราณ ถือกันว่า เป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน ซึ่งชาวบริตอนโบราณก็มีประเพณีคล้ายกันนี้ เรียกว่า Calan Gaeaf เทศกาล Samhain นั้น มีขึ้นเพื่อฉลองจุดสิ้นสุดของช่วงสว่างแห่งปี และเข้าสู่ช่วงมืดของปี ทั้งยังถือกันว่าเป็นวันปีใหม่ของชาวเซลติคอีกด้วย

วันฮาโลวีน

เทศกาลนี้ ชนบางกลุ่มก็ใช้ชื่อว่า เทศกาลแห่งความตาย (Festival of the dead) ชาว เซลท์ โบราณเชื่อว่าเป็นวันที่โลกนี้ และโลกหน้า โคจรมาอยู่ใกล้กันมากที่สุด ทำให้เหล่าวิญญาณ (ทั้งที่มีอันตรายและไม่มีอันตราย) สามารถผ่านเข้าออกได้อย่างอิสระ

ซึ่งวิญญาณของบรรพบุรุษที่เคารพจะได้รับการต้อนรับกลับบ้าน ในขณะที่วิญญาณร้ายจะถูกขับไล่ โดยมีความเชื่อกันว่าการที่จะสามารถขับไล่วิญญาณร้ายได้นั้น สามารถทำได้ด้วยการสวมชุดและหน้ากากผี

ซึ่งมีจุดประสงค์คือการแฝงตัวเป็นวิญญาณร้ายซะเอง เพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย ในสก๊อตแลนด์ ผู้ชายวัยรุ่นจะแต่งตัวเลียนแบบผีด้วยการสวมชุดขาว สวมหน้ากาก สวมผ้าคลุมหน้า หรือทาหน้าเป็นสีดำ

เทศกาล Samhain ยังเป็นวันแห่งการตุนอาหารไว้สำหรับฤดูหนาว และมีการเล่นรอบกองไฟในหลายพื้นที่ ไฟและแสงสว่างประเภทอื่นจะถูกดับลง และบ้านแต่ละหลังจะจุดไฟในเตาโดยใช้เชื้อไฟจากกองไฟ

ส่วนกระดูกของสัตว์ที่ใช้เป็นอาหาร จะถูกโยนเข้าไปในเปลวเพลิงนี้ บางครั้ง กองไฟ 2 กองจะถูกจุดไว้ข้าง ๆ กัน แล้วผู้คนกับสัตว์ที่เลี้ยงไว้เป็นอาหารจะเดินวนระหว่างสองกองไฟ ถือเป็นพิธีการชะล้าง