ในหลวงประกาศ ให้โอนกรมทหารราบที่ 1 และ ราบ 11 ไปเป็นส่วนราชการในพระองค์

ประเด็นน่าสนใจ

  • เพื่อเป็นการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์
  • ให้มีผลบังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกำหนด โอนกรมทหารราบที่ 1 และ ราบ 11 ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ โดยมีใจความว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม

เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

       มาตรา 1 พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณ บางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562”
 
       มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

       มาตรา 3 ให้โอนบรรดาอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์

และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประกาศกำหนด ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการในพระองค์

       มาตรา 4 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี

โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระยศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้มีการเผยแพร่ประกาศ เรื่อง พระราชทานพระยศ โดยมีใจความว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระยศ พลตรีหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็น พลโทหญิง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2562 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560

มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 4 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน พุทธศักราช 2562 ประกาศ ณ วันที่ 30 กันยายน พุทธศักราช 2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน

ตร. สั่งคุมเข้มนั่งท้ายกระบะ หลังโศกนาฏถรรม นศ.อาชีวะเสียชวิต

ประเด็นน่าสนใจ

  • การดำเนินการจะเป็นลักษณะตักเตือน หากพบฝ่าฝืนจะดำเนินตามกฎหมายทันที
  • เน้นรถที่ดัดแปลงใช้งานผิดประเภท และรถตู้โดยสารสาธารณะ
  • การคุมเข้มห้ามนั่งท้ายกระบะเคยเกิดขึ้นแล้ว แต่ถูกอนุโลมไปหลังเกิดกระแสวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้า มาตรการดูแลความปลอดภัย หลังเกิดเหตุรถกระบะพลิกคว่ำในพื้นที่ สภ.บางแก้ว จว.สมุทรปราการ จนทำให้นักศึกษาอาชีวะวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ เสียชีวิตรวมกว่า 10 คน จนสร้างความเศร้าสลดใจให้กับผู้ทราบข่าวดังกล่าว ว่า

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอแสดงความเสียใจกับญาติและครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว อยากให้ยกเป็นอุทาหรณ์ ถึงผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะการโดยสารกระบะหลัง ที่ไม่มีที่นั่งและเข็มขัดนิรภัย มีความเสี่ยงสูงที่จะบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต หากเกิดอุบัติเหตุ

การดำเนินการจะว่ากล่าวตักเตือน ไปจนถึงดำเนินคดีหากพบว่าฝ่าฝืนคำสั่งห้าม

จากนี้ไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเร่งสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนและผู้ขับขี่ให้ตระหนักถึงความปลอดภัยไม่ทำผิดกฎหมาย และจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ด้วยการเรียกตรวจเพื่อตักเตือน และหากพบการฝ่าฝืนอีกก็จะจับดำเนินคดีทันที โดยเฉพาะรถตู้สาธารณะที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุรุนแรงเพราะวิ่งเร็วเพื่อทำรอบ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทย์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยในความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน จากอุบัติเหตุบนท้องถนนหลายครั้ง

มาตรการห้ามนั่งท้ายกระบะเคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ถูกอนุโลมให้นั่งได้ หลังถูกวิจารณ์เป็นอย่างมาก

จึงได้กำหนดมาตรการเพื่อให้ผู้โดยสารและผู้ใช้รถใช้ถนนมีความปลอดภัย มีคำสั่ง หน.คสช.ที่ 15/2560 เรื่อง มาตรการการเพิ่มความปลอดภัยในรถโดยสาธารณะ ซึ่งในกรณี ห้ามนั่งท้ายรถกระบะ และห้ามนั่งแคปในรถยนต์ 2 ประตู ขณะนั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง

แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบก พร้อมภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนและผ่อนผันชะลอการบังคับใช้กฎหมาย โดยเน้นการประชาสัมพันธ์สร้างความรับรู้ให้กับประชาชน ถึงอุบัติเหตุและอันตรายจากการโดยสารที่ไม่มีการนิรภัยมาโดยตลอด

ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมสร้างช่องทางในการรับรู้ให้กับประชาชนเล็งเห็นความสำคัญในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย เคารพกฎจราจร เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งตัวผู้ขับขี่และผู้ร่วมทางเพื่อสร้างความปลอดภัย

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งให้เหตุด่วนเหตุร้าย ได้ที่สายด่วน 191 หรือสอบถามข้อมูลเส้นทางการจราจร หรือสามารถแจ้งอุบัติเหตุ ขอความช่วยเหลือรถเสีย ได้ที่ สายด่วน บก.จร. หมายเลข 1197 และ สายด่วน ตำรวจทางหลวง หมายเลข 1193 ตลอด 24 ชั่วโมง