ผู้เสียหายร้อง ถูกหลอกลวงลงทุนซื้อขายค่าเงินออสเตรเลีย

ผู้เสียหายร้อง ถูกหลอกลวงลงทุนซื้อขายค่าเงินออสเตรเลีย โดยการันตีได้ผลตอบแทนสูง ซึ่งมูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท

วันนี้ (31 ตุลาคม 2561) ได้มีตัวแทนผู้เสียหาย จำนวนกว่า 20 ราย เข้ายื่นหนังสือขอความช่วยเหลือกรณีตกเป็นเหยื่อกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท พฤติการณ์กล่าวคือ มี น.ส.ฉัตรแก้ว แสงทอง กับพวก ทราบว่าพำนักอยู่ประเทศออสเตรเลีย เป็นเอเจนซี่ของบริษัทรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแห่งหนึ่งในประเทศออสเตรเลีย

โฆษณาชักชวนกลุ่มผู้เสียหายผ่านทางเฟสบุ๊ค ให้นำเงินมาลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า สกุลเงินดอลล่าห์ออสเตรเลีย การันตีผลตอบแทนสูง ซึ่งมีหลายผลตอบแทนการลงทุนสูงเป็นระยะเวลา เช่น 1 เดือน เป็นต้นไป สูงสุด 18 เดือน ผลตอบแทนตั้งแต่ 6 % ถึง 44 % ซึ่งในช่วงแรกได้รับผลตอบแทนจริง และเมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ ก็มีการนำเงินมาลงทุนจำนวนสูงขึ้น

ต่อมา น.ส.ฉัตรแก้ว ฯ กับพวก ไม่จ่ายผลตอบแทนตามที่ตกลง มีผู้เสียหายทั้งคนไทยที่อยู่ในประเทศไทย และคนไทยที่อยู่ในประเทศออสเตรเลีย หลงเชื่อจำนวนมากกว่า 300 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท

การกระทำของกลุ่มมิจฉาชีพ เป็นความผิดฐาน “ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, ฉ้อโกงประชาชน, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”

ขณะที่ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผอ.ศปอส.ตร. ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนสอบสวนเร่งรัดติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว


ที่มา  ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง

เมียที่ปรึกษารัฐมนตรี ชี้แจง หลังเพจดังแฉใช้รถหลวงพาคณะตะลอนทัวร์

เมียที่ปรึกษารัฐมนตรี ชี้แจง หลังเพจดังแฉใช้รถหลวงพาคณะตะลอนทัวร์ เผย วัตถุประสงค์หลักคือไปมอบทุนการศึกษา วอนให้สื่อยุติการเผยแพร่เรื่องนี้ 

หลังจากที่เพจเฟซบุ๊กสำนักหนึ่ง (ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน) ได้เผยแพร่ภาพที่ระบุหัวข้อว่า เมียที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมบรรดาเซเลปสงขลา ใช้รถหลวงพาคณะตะลอนทัวร์แบบวันเดย์ทริป เมื่อวันที่เสาร์ที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยใช้รถตู้ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 ตะลอนทัวร์ 9 ภารกิจแสนชิลทั่วเมืองพัทลุง

ล่าสุดเมื่อช่วงบ่ายของวันนี้ (31ต.ค.) นางสุธีรา วาสะศิริ ซึ่งเป็นภรรยาของ พล.ต.ต.ธัมมศักดิ์ วาสะศิริ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ถูกระบุ พร้อมกับทนายความ ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องนี้ โดยระบุว่าในวันนั้นวัตถุประสงค์หลักคือการไปมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีฐานะยากจน ที่มาเปิดเล่นดนตรีตั้งกล่องบริจาคอยู่ที่สวนไผ่ขวัญใจ

ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของ จ.พัทลุง โดยเดินทางกันไปทั้งหมด 14 คนเป็นกลุ่มเพื่อนที่ร่วมกันบริจาคเงิน แต่ยอมรับว่าหลังจากมอบทุนเสร็จก็มีการเดินทางไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของ จ.พัทลุง โดยมีเพื่อนซึ่งเป็นคนในพื้นที่พาไปเพื่อเป็นการโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวของ จ.พัทลุง และมีการถ่ายภาพร่วมกันตามปกติ

แต่กลับนำภาพเฉพาะที่พวกตนไปเที่ยวตามที่ต่างๆ มาโจมตีว่าใช้รถหลวงไปเที่ยว ไม่ได้นำภาพตอนที่พวกตนมอบทุนมาเผยแพร่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด

นางสุธีรา ยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมากลุ่มของพวกตนได้ร่วมกันช่วยเหลืองานด้านสังคมมาตลอด ทั้งใน จ.สงขลา และอีกหลายจังหวัดของภาคใต้ เพียงแต่ไม่ได้มีชื่อกลุ่มที่เป็นทางการ เพราะมีเจตนาที่จะช่วยเหลือสังคมจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องทุนการศึกษา ไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง และในอดีตตนก็เคยเป็นนายกสโมสรไลออนส์นาทวีด้วย

ขณะที่ในตอนท้าย นางสุธีรา ยังได้ยกมือไหว้ขอร้องให้สื่อยุติเรื่องนี้ โดยไม่อยากให้นำไปขยายความให้เกิดความเสียหายทั้งตนเองและผู้อื่นที่อาจจะได้รับผลกระทบกับภาพที่ออกไป ที่สำคัญไม่อยากให้สิ่งดีๆ ที่ทำมาตลอดต้องมาเสียเพราะเรื่องนี้เรื่องเดียว และจะไม่แจ้งความเอาเรื่องกับเพจที่นำภาพมาโจมตี แต่ต้องการให้เรื่องนี้จบลงด้วยดี จึงได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้สังคมได้รับทราบ

อย่างไรก็ตามในส่วนของประเด็นที่ถูกโจมตีเรื่องที่นำรถหลวงมาใช้นั้น นางสุธีรา ได้มอบหมายให้ นายโอฬาร กุลวิจิตร ทนายความ เป็นผู้ชี้แจง โดยทนายความได้ชี้แจงเรื่องราวทั้งหมดว่า ทางคณะนี้ได้รับการประสานจากสวนไผ่ขวัญใจเพื่อไปช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่มาเล่นดนตรีที่สวนไผ่ขวัญใจ ทางคณะของนางสุธีราจึงได้รวบรวมเงินและนัดหมายเดินทางกันไปเมื่อวันเสาร์ที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา

ส่วนประเด็นเรื่องการนำรถหลวงไปใช้ ได้มีการทำหนังสือขออนุญาตเป็นเอกสารเรียบร้อยกับทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 ซึ่งก็ได้รับอนุญาต แต่ทางคณะนี้อาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในเรื่องของระเบียบทางราชการ เกี่ยวกับการนำรถหลวงไปใช้ว่าหากไม่เกี่ยวกับงานราชการก็อาจจะติดขัด แต่ด้วยความเกรงใจและเห็นว่าเป็นการไปมอบทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนจะอนุญาตให้ไป

ส่วนจะแจ้งความหรือไม่นั้น เพราะทางคณะได้รับความเสียหาย โดยในชั้นนี้เพียงแค่ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบเท่านั้น ไม่ต้องการที่จะดำเนินคดีใดๆ เพราะเป็นเพียงความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เท่านั้น

ข้าวสารคึกคัก! นักเที่ยวแต่งผีรับเทศกาล ‘ฮาโลวีน’

ข้าวสารคึกคัก! นักเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติแต่งผีรับเทศกาล ‘ฮาโลวีน’ โดยมีกิจกรรมให้ร่วมสนุก อาทิ การประกวดแต่งแฟนซีวันอาโลวีน เข้าชมบ้านผีสิง

วันนี้ ( 31 ต.ค. 61) ที่ถนนข้าวสาร ทีมข่าว MThai news ได้เก็บภาพบรรยากาศงาน วันอาโลวีน 2018 มาให้รับชมกัน ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติให้ความสนใจร่วมงานเป็นจำนวนมาก มีบางส่วนแต่งกายแฟนซีมาเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ อีกทั้งบางครอบครัวได้มีการพาเด็กๆ แต่งตัวให้เข้ากับเทศกาลฮาโลวีนมาสร้างสีสันด้วย

ทั้งนี้ยังมีกิจกรรมอีกมากมาย อาทิ การประกวดแต่งแฟนซีวันอาโลวีน เข้าชมบ้านผีสิง และร่วมเล่นเกมส์ต่างๆ ขณะที่พ่อค้าแม่ค้า รวมถึงร้านค้า ต่างก็มีการนำเครื่องแต่งกายเกี่ยวกับงานฮาโลวีนมาขาย ส่วนร้านต่างๆ ก็มีการตกแต่งภายในให้เข้ากับเทศกาล ขณะที่บริเวณโดยรอบมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม คอยดูแลความสงบเรียบร้อย และเดินตรวจตราอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว

ทั้งนี้หากย้อนตำนานฮาโลวีน คงต้องย้อนไปถึงช่วงเวลาก่อนคริสตกาลโน่น ชาวเซ็ลด์ (Celt) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ท้องถิ่นในไอร์แลนด์ ต่างเชื่อกันว่าในวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี มิติของโลกมนุษย์และโลกวิญญาณจะเข้ามาซ้อนกัน และวิญญาณเหล่านั้นจะถือโอกาสออกมาหาร่างมนุษย์สิงสู่เพื่อให้กลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง

ชาวเซ็ลด์เลยต้องหาทางล่อหลอกบรรดาวิญญาณร้าย ด้วยการปิดไฟทุกดวงในบ้าน ทำให้อากาศเย็นและมืด ซึ่งไม่เป็นที่พึงประสงค์ของผี ที่เจอบรรยากาศแบบนี้มาจนเบื่อแล้ว

วัน Halloween ของชาวเซ็ลด์ตอนนั้นก็ยังไม่เหมือนสมัยนี้ ต้องรอจน ค.ศ.731 จึงเริ่มมีเค้าคล้ายปัจจุบันมากขึ้น จากการที่พระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 3 ประมุขของชาวคริสตังสมัยนั้น กำหนดให้มีวันฉลองนักบุญทั้งหลาย ในวันที่ 1 พ.ย. โดยเรียกเย็นวันก่อนหน้าว่าเย็นวันสุกดิบของวันฉลองนักบุญทั้งหลาย (Hallow’s evening)

และต่อมาใน ค.ศ.998 นักบุญโอดิโล แห่งอารามคลุนนี่ของฝรั่งเศส ได้เพิ่มเอาวันที่ 2 พ.ย. เป็นวันระลึกถึงบรรดาวิญญาณผู้ล่วงลับเข้าไปด้วย (โดยในวันนี้จะมีการเดินระหว่างหมู่บ้านเพื่อขอเค้กแห่งวิญญาณ หรือ Soul Cake ซึ่งเชื่อกันว่ายิ่งบ้านไหนให้มากส่วนบุญก็จะยิ่งถึงญาติที่ล่วงลับมากขึ้น)

ดังนั้นงานของชาวเซ็ลด์กับชาวคริสตัง จึงยังคงแยกกันอยู่ในช่วงนี้จนถึงศตวรรษที่ 15 ในยุโรปโดยเฉพาะฝรั่งเศส เกิดกาฬโรคระบาดขึ้นคร่าชีวิตคนไปเป็นจำนวนมาก ชาวฝรั่งเศสได้พากันแต่งชุดเหมือนผู้ตายเพื่อระลึกถึงดวงวิญญาณในวันฉลองนักบุญทั้งหลาย (1 พ.ย.) ขณะที่ชาวไอริชซึ่งรับธรรมเนียมมาจากชาวเซ็ลด์กลับระลึกถึงผู้ตายในวันที่ 31 ต.ค. โดยไม่ได้แต่งตัวอะไร