ตร.กาฬสินธุ์ จ่อแจ้งข้อหา 2 ผัวเมีย ล่ามโซ่ ทำร้ายร่างกายลูก

ตำรวจกาฬสินธุ์ เตรียมแจ้งข้อหา 2 สามีภรรยา ล่ามโซ่ลูก ทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว และกระทำความรุนแรงในครอบครัว

ตำรวจสภ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ นำตัว นายณรงค์ อายุ 39 ปี และ นางบุญยาติ อายุ 40 ปี สองสามีภรรยา มาทำการสอบปากคำและสอบถามเหตุการณ์ในเบื้องต้นหลังทำร้ายลูกจนศีรษะแตกและจับล่ามโซ่ พร้อมเตรียมแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว และกระทำความรุนแรงในครอบครัว

โดยมี พ.ต.อ.อุกกฤษฏ์ ทรงชัยสงวน รองผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ นายสมเจตน์ เต็งมงคล นายอำเภอสมเด็จ พ.ต.อ.ทศพร จิเรนาวัต ผกก.สภ.สมเด็จ พ.ต.ท.เอกกฤต กัญญาสน รองผกก.สส.สภ.สมเด็จ พ.ต.ท.ภูมรินทร์ ขามชู สว.สส.สภ.สมเด็จ นายเสกสรร ถารัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านบอนวิทยาร่วม และเจ้าหน้าที่ทีมสหวิชาชีพเข้าร่วมสอบปากคำและสอบถาม

เจ๋ง ! เด็กปั้มอารมณ์ดีโชว์สเต๊ปแดนซ์ สร้างรอยยิ้มให้ลูกค้า

พบเด็กปั้มอารมณ์ดีโชว์ลีลาการเต้นไปเรียกลูกค้าไป สร้างสีสันและเพิ่มจำนวนลูกค้าได้เป็นอย่างดี

วันนี้ (30 มิ.ย.60) ที่สถานีปั้ม ปตท.ย่านตาขาว ม.2 ต.ทุ่งค่าย อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ผู้สื่อข่าว MThai ลงพื้นที่ติดตามหลังเกิดกระแสชาวเน็ต พบพนักงานปั้มน้ำมันโชว์สเต๊ปแด๊นซ์เต้นไปยิ้มไปทุกจังหวะทุกแนวเพลง ให้แก่ลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาเติมน้ำมัน มือที่ถือพัดใช้โบกรถพร้อมโค้งคำนับให้แก่ลูกค้า กระทั่งขณะเติมน้ำมันตนก็จะวาดลีลาท่าทางในการเติมน้ำมันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสร้างรอยยิ้มและสีสันให้แก่ผู้พบเห็นเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ “นายวิสานนท์ ใจหวัง” อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 156 ม.1 ต.ย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง เป็นพนักงานเติมน้ำมันที่ปั้ม ปตท. ได้เล่าว่า ตนได้ทำงานมาที่ปั้มนี้มาเป็นเวลา 8 ปี เมื่อก่อนอยู่ที่ปั้มเอสโซ่และได้ย้ายมาที่ ปตท.สาขาดังกล่าวซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกันของสหกรณ์ ซึ่งตนอยากจะทำอะไรที่แปลก และก็ชอบดนตรีอยู่แล้ว เลยฝึกเต้นด้วยตนเองด้วยการดูคลิปเต้นต่างๆ จากยูทูป และฟังเพลงบ่อยๆ เพราะยืนเฉยๆแล้วมันน่าเบื่อ

ด้าน “นายณรงค์ฤทธิ์ พันทา” อายุ 31 ปี  ในฐานะเพื่อนร่วมงาน กล่าวถึง “นายวิสานนท์” ว่า จากการที่ได้ร่วมทำงานกันมาหลายปี นายวิสานนท์ จะเป็นคนที่มีนิสัยดี อารมณ์ดี และมีใจรักในการเต้นมาหลายปีแล้ว การที่ได้ทำงานด้วยนั้นทำให้ตนรู้สึกสนุกไปด้วย มีกำลังใจในการทำงาน อยู่ด้วยแล้วไม่เครียด และยังรู้สึกว่าแปลกอีกด้วย

ขณะที่พบลูกค้าบางคนเข้ามาถามว่า ตัวเองบ้าหรือเปล่า เลยตอบกลับลูกค้าไปว่า “บ้าแต่ก็ได้ตังค์” ซึ่งส่วนนี้ตนคิดว่าเป็นการสร้างสีสันเพราะทุกคนในวันนี้จะเจอเรื่องเครียดไม่ว่ามาจากทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน แต่เมื่อมาเจอตนเองเต้นเวลาแค่ 5 นาที ก็ทำให้ลูกค้าหายเครียดได้ ซึ่งมีลูกค้าที่ยอมตามมาใส่น้ำมันถึงที่นี่เพื่อจะมาดูตัวเองเต้น การที่ได้สร้างความสุขให้คนอื่น เป็นเรื่องที่ดี เพราะในปัจจุบันคนส่วนใหญ่ลืมการสร้างความสุขให้คนอื่น จะมองแต่เรื่องของตนเองมากกว่า หากเรารู้จักสร้างความสุขให้คนอื่น เราก็จะได้ความสุขกลับมาเช่นกัน ซึ่งคนที่เข้ามาส่วนใหญ่จะมีความสุขและรอยยิ้มกลับไป เพราะตนเองตั้งใจมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า

นายกฯ หวังออกกม.ไม่ทำใครเดือดร้อน – อัดการเมืองมุ่งทำคะแนนนิยม

นายกรัฐมนตรี หวังออกกฎหมายทุกฉบับไม่ทำให้ใครเดือดร้อน  อัดนักการเมืองไม่เข้าใจยุทธศาสตร์ มุ่งทำเพื่อคะแนนนิยม 

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวว่า “การออกแบบเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ต้องนั่งไม่สบาย เพราะหากสบายแล้วจะขี้เกียจ” ซึ่งทุกวันนี้มีแต่คนอยากนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีที่สบาย จึงต้องนั่งเก้าอี้ไม่สบายเพื่อคิดแก้ปัญหาที่ยังไม่จบและมีความขัดแย้งสูง และเมื่อออกกฎหมายใหม่ๆ ก็ไม่ยอมรับและกฎหมายที่ออกมาใหม่ก็บังคับใช้ไม่ได้ กฎหมายเดิมก็ไม่ทำตาม ซึ่งตนกำลังแก้ไขอยู่ทุกวันทั้งพ.ร.บ.ประมง และ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560  ออกมาก็มีปัญหาใช้ไม่ได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่าจุดประสงค์ของการออกกฎหมายทุกอย่างไม่ทำให้ใครเดือดร้อนจึงต้องปรับแก้ เชื่อว่าทุกคนหวังดีแต่ทุกอย่างย้อนกลับมาที่ตนเองเสมอ ส่วนตัวจึงต้องแก้ปัญหาทุกวัน หากใช้กฎหมายพิเศษก็โดนกล่าวหาว่าใช้พร่ำเพรื่อ แต่ก็จำเป็นต้องทำเพราะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและไม่สามารถแก้ไขด้วยกลไกทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงจึงต้องใช้เวลาน้อยที่สุด และเชื่อว่าหากใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถทำได้ทั้งหมด ขอเพียงมีความตั้งใจและเข้ามาอย่างถูกต้องโดยไม่ใช้วิธีแบบที่ผ่านมา

ล่าสุด นายกรัฐมนตรี ออกมาเผยว่า วันนี้มีหลายอย่างยังติดขัดเพราะไทยกำลังขับเคลื่อนประเทศแนวใหม่ โดยใช้สติปัญญาและใช้ศาสตร์พระราชา ด้วยความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา โดยต้องเข้าใจประชาชนและเข้าใจพื้นที่ รวมถึงเข้าถึงปัญหาของประชาชนเพื่อนำสู่การพัฒนา ทั้งนี้ ต้องเพิ่มยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ด้านที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ใน 20 ปี แต่ยุทธศาสตร์เหล่านี้นักการเมืองยังไม่เข้าใจ ยังกลัว และพยายามต่อต้านทุกอย่าง

สำหรับยุทธศาสตร์ดังกล่าวก็เพื่อให้สอดคล้องกับอนาคต และลดความเหลื่อมล้ำ หากเห็นชอบร่วมกันก็สามารถทำได้แต่ไม่เห็นชอบก็สามารถปรับแก้ไขได้ ถ้าไม่ทำตามนี้จะกลายเป็นเรื่องคะแนนนิยมและมองเป็นเพียงกลุ่ม ซึ่งส่วนตัวเข้าใจและไม่ได้ตีกับใคร แต่ขอให้คำนึงถึงประเทศชาติและประชาชนก่อนเสมอ การเป็นข้าราชการและนักการเมืองต้องใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา”