แพทย์รพ.ธัญบุรีเผยชายชราถูกลูกอุ้มทิ้งวัดเป็น “ผู้ป่วยจิตเวช” สถานสงเคราะห์ฯยืนยัน เป็นคนไข้เข้ารักษาตัวตั้งแต่ปี 56 คาดเผลอเดินออกจำทางกลับไม่ได้ คาดพลเมืองดีช่วย
จากกรณีชายสูงอายุป่วยหนักถูกนำมาทอดทิ้งไว้ในบริเวณศาลาข้างเมรุหลังวัดมูลจินดาราม หมู่ 3 ต.บึงยี่โถ อ.เมือง จ.ปทุมธานี ก่อนที่หน่วยกู้ภัยจะเข้าตรวจสอบและช่วยเหลือนำตัวส่งรักษาที่ รพ.ธัญบุรี โดยมีพยานระบุว่า เห็นชายหนุ่มรายหนึ่งอุ้มชายชราคนนี้มา ก่อนจะวางเอาทิ้ง พร้อมกับก้มลงกราบจากนั้นได้รีบหนีไป กระทั่งเป็นเรื่องแชร์ไปทั่วโลกออนไลน์ ชาวเน็ตรุมประฌามการกระทำของชายดังกล่าวที่คาดว่าน่าจะเป็นบุตรชาย

ชายชราถูกลูกอุ้มทิ้งวัด
ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 31 พ.ค. ผู้สื่อข่าวได้ติดตามไปดูอาการของชายชราคนดังกล่าวที่รักษาตัวอยู่ที่ตึกผู้ป่วย ชั้น 2 รพ.ธัญบุรี พบว่าแพทย์ได้ให้น้ำเกลือและออกซิเจนจนอาการดีขึ้นพอสมควร โดยพยาบาลที่เฝ้าดูแล เปิดเผยว่า ชายชรารายนี้เป็นผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ที่ สถานสงเคราะห์คนไข้โรคจิตทุเลาบ้านกึ่งวิถีชาย หมู่ 2 ถนนรังสิต-นครนายก ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี และมีเจ้าหน้าที่จากสถานสงเคราะห์มาแสดงตัวขอดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว
โดยนายพรชัย กุลกุศล ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์ฯ เปิดเผยว่า ชายชราดังกล่าวคือ นายคล้อย (นามสมมุติ) อายุ 58 ปี ชาว อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ที่หายตัวออกไปจากบ้านกึ่งวิถีชาย ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งความไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.ธัญบุรี เพื่อเป็นหลักฐานช่วยติดตาม หลังจากเจ้าหน้าที่พยายามออกตามหา แต่ไม่พบ พอมาทราบข่าวตามสื่อต่างๆว่า ลุงคนนี้ถูกลูกหลานทอดทิ้งจึงรีบไปตรวจสอบและพบว่าเป็นคนๆเดียวกัน
สำหรับนายคล้อยนั้น ได้เข้ารับบริการที่บ้านกึ่งวิถีชายโดยการส่งตัวมาจาก รพ.ศรีธัญญา ตั้งแต่เดือน พ.ค.56 ซึ่งเป็นผู้ป่วยจิตเวชอาการทุเลา แต่ต้องรับยาอย่างต่อเนื่อง ตลอดการรักษาไม่เคยมีญาติมาเยี่ยม แต่ก็ดำรงชีวิตได้ตามปกติอยู่ร่วมกับสังคมได้ดี ทั้งนี้สถานสงเคราะห์แห่งนี้มีผู้ป่วย 480 ราย เจ้าหน้าที่ 40 ราย และเป็นลักษณะสถานสงเคราะห์เปิด เพื่อผู้ป่วยไม่เครียดเกินไป คาดว่าผู้ป่วยน่าจะเดินหลุดลอดสายตาออกไปได้
เบื้องต้นสันนิษฐานว่า ผู้ป่วยอาจเดินออกไปแล้วกลับมาไม่ถูกจึงอาศัยหลับนอนตามริมทางและป้ายรถประจำทาง ทำให้พลเมืองดีที่เห็นว่าน่าจะเป็นอันตรายเข้าอุ้มร่างนำผู้ป่วยมาส่งที่วัด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากรถเฉี่ยวชน
ขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์
MThai News


