ABAC เผยคน 66.2% เชื่อเงินกู้ 2.2ล้าน ทำประเทศพัฒนา ขณะที่ร้อยละ 70.1 ระบุเป็นการสร้างหนี้ให้ประชาชน ส่วนร้อยละ 90.0 อยากให้นักเศรษฐศาสตร์ ออกมาแจกแจงรายละเอียดหนี้ต่อเดือน
สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาทในมุมมองของประชาชน กรณีศึกษาประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 2,037 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 25 – 29 มีนาคม 2556 พบว่า

พ.ร.บ.กู้เงิน
ข้อดีของเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท
ร้อยละ 66.2 คิดว่าการกู้เงินครั้งนี้จะสามารถพัฒนาประเทศไปในทางที่ดีขึ้นได้
ร้อยละ 14.0 คิดว่าระบบการคมนาคมของประเทศจะดีขึ้น
ร้อยละ 7.4 คิดว่าเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น
ร้อยละ 6.6 คิดว่าประชาชนจะมีความกินดีอยู่ดีมากยิ่งขึ้น
ร้อยละ 3.5 คิดว่าจะมีการพัฒนาด้านสวัสดิการสังคมมากยิ่งขึ้น และอื่นๆ อาทิ การพัฒนาด้านการศึกษา การส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตย เป็นต้น
ข้อเสียจของการกู้เงินจำนวนดังกล่าว
ร้อยละ 70.1 ระบุว่าเป็นการสร้างภาระหนี้สินให้กับประชาชน
ร้อยละ 15.6 ระบุเป็นต้นตอของปัญหาทุจริต คอรัปชั่นให้รุนแรงขึ้น
ร้อยละ 5.5 ระบุทำให้ประชาชนต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของนักการเมือง
ร้อยละ 4.4 ระบุค่าครองชีพสูงขึ้น
ร้อยละ 2.9 ระบุไม่คุ้มกับประโยชน์ที่จะได้รับ และอื่นๆ อาทิ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศแย่ลง เงินรั่วไหล อาจทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา เป็นต้น
ข้อสอบถามที่ว่า ไว้วางใจต่อความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณระหว่างรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคเพื่อไทย พบว่า
ร้อยละ 38.0 วางใจต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
ร้อยละ 29.1 วางใจต่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
และร้อยละ 32.9 ไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น
ที่น่าสนใจประชาชนร้อยละ 90.0 อยากเห็นนักเศรษฐศาสตร์ นักการเงินออกมาวิเคราะห์ให้ทราบว่า ต้องจ่ายเงินที่รัฐบาลไปกู้จากต่างชาติมาเป็นเงินเท่าไหร่ต่อเดือน
ขณะที่ร้อยละ 91.4 อยากทราบว่า เงินกู้ของรัฐบาลชุดใดที่กู้มาแล้วปัจจุบันเกิดผลลัพธ์ดีต่อประเทศคำนวณเป็นเม็ดเงินให้เห็นกันชัดๆ
ส่วนร้อยละ 51.9 ระบุการทำหน้าที่ในการตรวจสอบของฝ่ายค้านนั้นเป็นไปเพื่อต้องการสกัดกั้นผลประโยชน์ ทางการเมืองมากกว่า
และร้อยละ 48.1 ระบุเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่า
Mthai News


