หลังจากที่ ศาลฏีกาแผนกคดีอาญามีคำสั่งให้รับคำฟ้องในคดีที่ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกรณีลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาปี 2551 โดยไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ล่าสุดนายนพดลได้ออกมาโพสต์ผ่านเฟสบุ๊กแฟนเพจของตนเอง โดยยืนยันว่าพร้อมสู้คดีพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของตนเอง ยืนยันว่าไม่มีเจตนาฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญปี 2550 มีข้อความดังนี้

คำแถลงนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในศาลเพราะทำไปเพื่อปกป้องดินแดน
ตามที่ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้รับคำฟ้องในคดีที่ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องตนในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 โดยไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภานั้น ตนพร้อมไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง ตนไม่เคยมีเจตนาฝ่าฝืนมาตรา 190 ของ รัฐธรรมนูญปี 50เลย เพราะมาตรา 190 ไม่ชัดเจน คลุมเครือ จนต้องมีการแก้ไขถึงสองครั้ง
นอกจากนั้น อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายในปี 2551 ก็แนะนำว่าแถลงการณ์ร่วมไม่เข้าข่ายมาตรา 190 เพราะไม่เป็นหนังสือสัญญาและไม่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต แต่ศาลรัฐธรรมนูญไปเติมคำว่า “อาจ” เข้าไปในมาตรา 190 และตัดสินว่าแม้คำแถลงการณ์ร่วมไม่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตแต่ “ อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต” ซึ่งถือว่าตัดสินเกินรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้วุฒิสภาเคยลงมติไม่ถอดถอนตน และอัยการสั่งไม่ฟ้องตนแล้ว เพราะเห็นว่าตนไม่ได้กระทำความผิด แต่ ปปช. ก็ยังอยากจะฟ้องเองโดยตั้งทนายฟ้อง และการบรรยายฟ้องก็เต็มไปด้วยความเท็จ และเป็นการใส่ร้าย เช่นระบุว่าตนย้ายฑูตวีระชัยพราะท่านฑูตไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ร่วมซึ่งเป็นความเท็จ ถ้าไม่เชื่อก็ควรไปถามท่านทูตจะดีที่สุด นอกจากนั้นกล่าวหาว่าตนลุกลี้สุกลนอำพรางเสนอเรื่องเข้าสภาความมั่นคงแห่งชาติด้วยกระดาษแผ่นเดียวก็เป็นความเท็จ เพราะมีการประชุมเป็นขั้นเป็นตอนและทีประชุมก็เห็นด้วยกับคำแถลงการณ์ร่วมไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการทหารที่ร่วมประชุมในขณะนั้น
ตนขอย้ำอีกครั้งว่าคำแถลงการณ์ร่วมที่ทำไปกระทำเพื่อปกป้องดินแดนพี้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ทำร่วมกับเพื่อนข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ท่านทูตวีระชัยก็ยืนยันว่า กัมพูชาได้ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทและไม่รุกล้ำแนวเขตแดนตามมติ ครม. ดังนั้นแนวทางของแถลงการณ์ร่วมจึงเป็นการปกป้องดินแดนพื้นที่ทับซ้อน และคณะทนายที่ต่อสู้คดีในศาลโลกก็เห็นว่าคำแถลงการณ์ร่วมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศไทยและต้องการใช้ยื่นเพื่อต่อสู้คดี แต่ศาลปกครองได้ตัดสินให้แถลงการณ์ร่วมเป็นโมฆะไปแล้วจึงไม่สามารถใช้อ้างอิงได้ ตนพร้อมที่จะไปต่อสู้คดีในศาลเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน เพราะตนปฏิบัติหน้าที่โดยชอบและทำไปเพราะมีเจตนาปกป้องดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร และหวังว่าศาลจะให้ความยุติธรรม
นพดล ปัทมะ
26 เมษายน 2556
MThai News
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศาลฎีการับฟ้อง ‘นพดล’ ลงนามร่วมพระวิหารปี51มิชอบ