ตร.จัดโซนนิ่งสถานบริการ ปัดขยายเปิดถึงตี4

นครบาล เดินหน้าจัดโซนนิ่งสถานบริการ ปัดขยายเปิดถึง ตี 4 ชี้ ขอดูผลดีผลเสีย

447634-01

พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยถึงการดำเนินการจัดระเบียบสถานบริการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในส่วนที่เป็นพระราชบัญญัติ คือ การแก้กฎหมาย ในเรื่องของอัตราโทษต่าง ๆ ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมาย ไปดำเนินการ ส่วนที่สอง คือ พระราชกฤษฎีกา เรื่องการจัดโซนนิ่ง ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมาย บช.น. ร่วมกับกองคดี และฝ่ายกฎหมาย ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันพิจารณาและเรื่องของกฎกระทรวง ตามที่ข่าวลงเสนอว่าจะขยายเวลาปิดสถานบริการถึง 04.00 น. นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย กระทรวงมหาดไทย และ กรมการปกครอง เพื่อศึกษาดูรายละเอียดถึงข้อดีข้อเสียว่าจะมีผลอย่างไร

ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังได้รับการร้องเรียนในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับสถานบริการ ทั้งในพื้นที่โซนนิ่ง และนอกโซนนิ่ง รวมถึงความปลอดภัยในสถานบริการ หลังจากที่ได้ลงตรวจสอบเป็นระยะ ซึ่งในวันที่ 25 เมษายน และ 29 เมษายนนี้ จะประชุมหารือในรายละเอียดเพื่อวางมาตรการแก้ไข อีกครั้งและหลังจากนั้น คาดว่า ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม จะนัดประชุมกับทุกฝ่าย เพื่อสรุป ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น ก่อนจะส่งให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบ เพื่อส่งให้กระทรวงมหาดไทย ต่อไป คาดว่าปลายเดือนพฤษภาคมนี้ จะแล้วเสร็จ

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะอนุกรรมการ ได้เสนอการจัดระเบียบด้วยกัน 2 ส่วน คือ ฟรีโซน ยกเลิก และมากำหนดมาตรการดูความเรียบร้อย และการปรับปรุงทั้งในสามโซน ให้ขยายครอบคลุมกับผู้ประกอบการอีกพันกว่าราย ว่าแต่ละพื้นที่จะใช้มาตรการอย่างไรให้เป็นแนวทางเดียวกัน ขณะที่ในที่ประชุมยังเสนอห้ามไม่ให้เปิดสถานบริการรอบสถานศึกษา วัด และชุมชน แต่หากชุมชนใด ไม่ขัดข้อง ก็ให้ชาวบ้านร่วมตัดสิน เพื่อให้ชุมชนได้รับผลประโยชน์จากสถานบริการ หรือทำประชาพิจารณ์เพื่อเสนออนุมัติต่อไป

เวทีดีเบตเดือด โต้ง ประทะ กรณ์ โต้ประเด็นอนาคตเศรษฐกิจไทย

 โต้วาที อนาคตเศรษฐกิจไทยระหว่าง กิตติรัตน์ และ กรณ์

ก่อนอื่น ต้องชื่นชม คุณสุทธิชัย หยุ่น ในนามของเนชั่นกรุ๊ป มหาวิทยาลัยเนชั่น นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ที่ “กล้า” จัดการดีเบท (โต้วาที) ระหว่าง ขุนคลังสองพรรค ต่างขั้วทางการเมืองอย่างชัดเจน ระหว่าง กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมต. ว่าการกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน และ กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมต. ว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งถือว่าเป็นคู่ปรับสายตรง เมื่อวาน (18 เมษายน 2556) ที่โรงแรมแชงกรี-ลา โดยที่เป็นดีเบตการกุศลสำหรับมหาวิทยาลัยเนชั่น

korn

***MThai ปรับสำนวนภาษาและสรุปเนื้อหามาให้ครับ***

เริ่มต้นด้วย VTR เปิดเผยประวัติ ซึ่งทั้งคู่มี เชื้อสายขุนนางเก่า มีการศึกษาดีและ มีประวัติระดับบริหารสายการเงิน ตลาดทุน ด้วยกันทั้งคู่ ต่อด้วยการเชิญขึ้นเวทีด้วยเพลงคู่กัด

……………………………………………………………………………………

ใช่ หรือไม่ โดยสุทธิชัย หยุ่น

……………………………………………………………………………………

ต่อมา สุทธิชัย ยกคำขึ้นมา และให้ทั้งสองตอบสั้นๆว่า ใช่ หรือไม่ ชอบหรือไม่ชอบ

คำถาม กรณ์ กิตติรัตน์ ลดดอกเบี้ย ไม่ใช่ ใช่ กู้ สองล้านล้านบาท ไม่ใช่ ใช่ เงินทุนเข้ามามากมาย ไม่ใช่ (และไม่เป็นปัญหา) ใช่ (และไม่เป็นปัญหา) เกิดฟองสบู่ ไม่ใช่ ไม่ใช่ จำนำข้าว ไม่ใช่ ใช่ ประกันราคาข้าว ไม่ใช่ ไม่ใช่ หนี้สาธารณะเยอะหรือไม่ ไม่เยอะ ไม่เยอะ ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ ไม่ ไม่ White lies ไม่ดี ดี เมื่อจำเป็น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ไม่ตอบ) ดี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดี ดี ทักษิณ ชินวัตร ไม่ดี ดี

………………………………………………………………………………………………………

กระทู้ถกเถียง

ประเด็นที่ 1 กู้เงินสองล้านล้าน

……………………………………………………………………………………………………….

เริ่มต้นด้วย กิตติรัตน์ชี้แจงและ รณ์เป็นผู้แย้งประเด็น

กิตติรัตน์  เมืองไทยมีสภาพคล่องการเงินสูงมาก (เงินเกินระบบ) จน ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องซับออกกว่าสามล้านล้านบาท ขายเป็นพันธบัตรรัฐบาล ส่วนที่ซับออกนั้น นำมาเป็นเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม อย่าง รถไฟความเร็วสูงย่อมดีกว่า และเชื่อในหลักการอย่างสิงคโปร์คำว่า “Economy of Speed” เดินทางเร็วขึ้น เพื่อประหยัดเวลาในการทำอย่างอื่นอีกมากมาย เชื่อว่าการลงทุนส่วนนี้ ทำให้ GDP เพิ่มเป็น 6-7% ได้ (ปีล่าสุด ที่ 3% กว่าๆ) การออกเป็น พรบ พิเศษสำหรับโครงการนี้ เพื่อให้ไม่ต้องก้าวก่าย งบประมาณปกติ และต้องมาของบประมาณปีต่อปี ทำให้โครงการผูกพันข้ามปีต้องหยุดชะงัก และเมื่อแยกออกมาเป็นก้อนต่างหาก ไม่ปะปนก็หมายความว่า การตรวจจะยิ่งตรวจสอบได้ง่ายกว่า ที่รัฐบาลกู้เงินเอง เพราะในฐานะรัฐบาลจะได้เงินทุนที่ราคาถูกที่สุดอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องถามหาเอกชนในความร่วมมือ เพราะเอกชนก็ย่อมแสวงหาผลประโยชน์ กรณ์  จริงที่ สภาพคล่องสูง แต่นำไปพัฒนาการศึกษาดีกว่า หรือพัฒนารถไฟรางคู่ให้เสร็จเรียบร้อยทั้งประเทศก็ดีกว่า และเท่าที่ศึกษาวิจัย พบว่า รถไฟความเร็วสูงอาจจะส่งผล  GDP เพิ่มขึ้น +1% เท่านั้น เพราะเส้นทาง (เช่น กทม. –หัวหิน) ที่เลือกวางโครงการอาจจะไม่ใช่เส้นทางที่คนจะเลือกใช้มากมายนัก

 

การออก พรบ พิเศษ ทำให้ยกโครงการออกห่างจากการตรวจสอบโดยฝ่ายค้าน การจัดซื้อจัดจ้างซ่อนเร้นได้

 

“อย่าทำให้มันง่ายสำหรับนักการเมืองจนเกินไป”

 

ส่วนโครงการจะต่อเนื่องหรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวกับ พรบ พิเศษ แต่เป็นการตัดสินใจของรัฐบาลเองว่าจะยอมต่อเนื่องหรือไม่

 

 

การกู้เงินนั้น สามารถผ่อนภาระให้ภาคเอกชนร่วมลงทุน ทำให้ความเสี่ยงในอนาคต (หากโครงการไม่สำเร็จ)ไม่เป็นภาระกับรัฐบาลทั้งหมด

 

 kt

สุทธิชัยยก twitter ของ กรณ์ ที่กล่าวว่า การกู้เงินสองล้านล้าน เป็นการ

“ทรยศต่อหลักการและวินัยการคลัง”

ซึ่งทาง กิตติรัตน์ ตอบว่า

“ยอมทรยศต่อหลักการที่ล้าหลัง ล้าสมัย”

เป็นคำคมอีกคำที่ผู้ชมปรบมือส่วนที่ กรณ์ กล่าวว่า การละเลยวินัยการคลังจะทำให้สุดท้าย อาจจะเสี่ยงล้มเหลวการเงินเหมือนยุโรปได้ ซึ่ง กิตติรัตน์ก็ตอบว่า ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเป็นใช้เพื่อบริหารโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ไม่ได้สุรุ่ยสุร่ายใดๆ

ในสายตาของ MThai News

“…ประเด็นนี้ ต้องยอมรับว่าสูสีกันอย่างมาก แต่กิตติรัตน์ เปิดประเด็น “คิดใหม่ ทำใหม่” ในแบบพรรคเพื่อไทยได้ดี และทำให้ กิตติรัตน์ มีวิสัยทัศน์แบบ “นักลงทุน” หรือผู้ใช้เงิน ในขณะที่ กรณ์ มีวิสัยทัศน์แบบ “นักควบคุมเงิน” ทำให้กิตติรัตน์ เป็นต่อมากกว่าในการชี้แจงประเด็นนี้รวมทั้ง กิตติรัตน์ ในศัพท์ในการอธิบายที่ไม่วิชาการจนเกินไปเข้าใจง่ายกว่า…”

……………………………………………………………………………………………………….

กระทู้ถกเถียง

ประเด็นที่ 2 จำนำข้าว

……………………………………………………………………………………………………….

กรณ์ การจำนำข้าว ไม่เป็นประโยชน์เลย ทำให้เกิดทุจริตมากมาย และมีข้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ลาว เวียตนาม มาขายเพื่อจำนำได้เงินไปด้วย ดีใจที่รัฐบาลรู้ตัวและเริ่มถอย เพราะขาดทุนหลายหมื่นล้านแล้ว

 

ราคาจำนำก็สูงเกิน จนไม่สามารถปล่อยขายแข่งข้าวในตลาดโลกได้ และมีข้าวค้างเพราะขายไม่ออกอยู่

 

และรัฐบาลคงแบกความผิดพลาดไม่ไหวจนต้องเลือกจำนำข้าวบางพันธุ์ กิตติรัตน์ รัฐบาลไม่เคยถอยจากนโยบายจำนำข้าว จริงอยู่ที่ขาดทุนเพื่ออุ้มชาวนา

 

การจำนำข้าวเพื่อช่วยเหลือชาวนา ถ้าราคาสูงแต่ขั้นตอนเยอะ ชาวนายังมีทางเลือกขายให้เอกชนที่ได้เงินเร็วและเงินน้อยกว่า เราสร้างทางเลือก

 

และที่ควบคุมพันธุ์ข้าวที่จำนำได้เพราะต้องการควบคุมคุณภาพข้าว เนื่องจากมีบางพันธุ์ที่เพาะปลูกได้เร็วระยะสั้น แต่คุณภาพไม่ดี

จากนั้นกิตติรัตน์ ย้อนกลับว่า นโยบาย ประกันรายได้ (เกษตรกร) ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ขาดทุนเจ็ดหมื่นกว่าล้านเช่นกัน

ซึ่ง กรณ์ ตอบว่า นั่นเป็นงบใช้จ่ายเพื่อช่วยชาวนา ไม่ใช่โครงการที่หวังกำไรตั้งแต่แรกเหมือน จำนำข้าว จึงเรียกว่า “ขาดทุน” ไม่ได้

ในสายตาของ MThai News
“…ประเด็นนี้ กรณ์มี ข้อมูลที่เยอะและหลากหลายจุดมาก และกิตติรัตน์ตอบไม่หมด โดยเฉพาะเรื่อง ข้าวที่แข่งในตลาดโลกไม่ได้ และข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาจำนำด้วย ดังนั้นประเด็นนี้ กรณ์ เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด…”

552979_10151563145507855_468162707_n

ภาพจากเฟซบุ๊ค NationPhoto

……………………………………………………………………………………………………….

กระทู้ถกเถียง

ประเด็นที่ 3 ลดดอกเบี้ย

 ……………………………………………………………………………………………………….

กิตติรัตน์ ต้องการลดดอกเบี้ย เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนักลงทุนแสวงหาผลประโยชน์กับค่าเงินบาทไทย ซึ่งไม่น่าจะกระทบกับเงินเฟ้อใดๆ ที่ผ่านมา GDP ของไทยไม่ได้โตกว่าเดิม แต่ดุลคงคลังกลับสูงขึ้น เพราะมีนักลงทุนต่างชาติแสวงหาผลประโยชน์นั่นเอง ตอนนี้ ไทยมีค่าตอบแทนดอกเบี้ยมากกว่าประเทศอื่นๆ

กรณ์

ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยใดๆ เพราะสมมติฐานและกรณีคาดการณ์ของกิตติรัตน์ ไม่สมจริง การลดเบี้ย เพื่อลดพฤติการแสวงหาผลประโยชน์เงินบาท ก็ยังมีตลาดหุ้นที่ต่างชาติเข้าไปหาผลประโยชน์ได้อยู่ดี

 

และเรื่องค่าตอบแทนดอกเบี้ยไทยที่สูงกว่านั้น จริงๆยังมีไต้หวัน อินโดที่มีดอกเบี้ยสูงกว่าไทย เราไม่ได้ให้สูงกว่าใครจนเกินไป


กรณ์
ก็ซ้ำว่า ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ควรจะรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง และเขาไม่เคยเจอปัญหาที่ผู้ว่าการฯไม่รับฟังเขา ส่วนเรื่องที่จะไปแนะนำวิธีการลดหรือเพิ่มดอกเบี้ยนั้น ไม่ต้องเข้าไปยุ่งก็ได้ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยมีเครื่องมือมากมาย เงินเกินก็ขายพันธบัตร เงินขาดก็พิมพ์ธนบัตรเองและปัจจัยขาดทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแม้แต่หนี้สาธารณะนั้น ก็ไม่ต้องไม่ยุ่งกับเขาหรอก ยังมีมูลค่าน้อยกว่า งบประมาณคืนภาษีรถคันแรกของรัฐบาลด้วยซ้ำ (เรียกเสียงปรบมือจากผู้ชม)สุทธิชัย จี้ถามกิตติรัตน์ว่า การที่ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยไม่เชื่อฟัง กิตติรัตน์ ในการลดดอกเบี้ย เป็นการเสียหน้าหรือไม่ กิตติรัตน์ ไม่ตอบ แต่ได้กล่าวแบบขุ่นเคืองว่า “เขาไม่ฟัง อยากไล่ออก” ทำเอาผู้ชมตกใจที่กิตติรัตน์เปลี่ยนท่าทีสงบนิ่งเป็นก้าวร้าวนิดๆ

ในสายตาของ MThai News

“..กรณ์ มีภาษีดีกว่า ตรงที่ กิตติรัตน์เริ่มมีอารมณ์ เมื่อโดนจี้ถามเรื่องปัญหากับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และเปิดช่องกรณ์ให้ชี้แจงข้อมูลต่างๆที่ดีกว่าจากนั้นมีนักวิชาการที่ร่วมงานตั้งคำถามเกี่ยวกับ อนาคตของประเทศไทย การขอให้ภาคีต่อต้านคอรัปชั่นมีส่วนร่วมในโครงการสองล้านล้านด้วย..”

กรณ์  อนาคตของไทยต้องเน้นประสิทธิภาพ ศักยภาพของคนเพิ่มขึ้น เพราะงานล้นคนจนต้องมีแรงงานต่างด้าว ต่อไปคนไทยต้องเก่งบริหารเพื่อก้าวสู่งานที่ดีขึ้น

 

รวมทั้งสัดส่วนประชากรที่พ้นเกษียณ (คนชรา) กำลังมากขึ้นเรื่อย ดังนั้นอาจจะต้องเตรียมสวัสดิการดูแลคนเหล่านั้น ให้อยู่ดี และไม่เป็นภาระต่อคนรอบข้าง หรือต่อรัฐบาล เช่นมี บำนาญ กิตติรัตน์  อนาคตของไทย คือการก้าวกระโดดด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่า บางครั้ง การพัฒนาคน กับพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเหมือน ไก่กับไข่ อะไรควรเกิดก่อน ซึ่งกิตติรัตน์เชื่อว่า ในดอีตนั้น หลายครั้ง เศรษฐกิจพัฒนาไปก่อน แล้วคนก็พัฒนาตาม เช่น โครงการอีสเทิร์น ซีบอร์ด (สมัย พลเอกเปรม) ทำให้เกิดการฝึกฝนนักบริหารที่ต้องเก่งปฏิบัติการและภาษาต่างชาติ รวมถึง สุวรรณภูมิ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โครงการรถคันแรก ก็ดีล้วนเป็นไปในทิศทางนี้ ขอแรงศรัทธาร่วมที่เชื่อว่า จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นจริงๆ

 

ส่วนเรื่องการให้ภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วมตรวจสอบโครงการสองล้านล้าน ก็จะได้พิจารณานำภาคเอกชนมาเป็นที่ปรึกษาและตรวจสอบแล้ว

และนั่นก็เป็นวิสัยทัศน์ของสองขุนคลังจากสองพรรค ซึ่ง MThai News รู้สึกว่า เก่ง และมีความสามารถสมน้ำสมเนื้อกัน ไม่ว่าใครจะคุมการคลังก็เชื่อว่า เขาทั้งสองเหมาะสมทั้งนั้น เพียงแต่นโยบายที่ต่างกัน ฝ่ายนึงเน้นวาดฝันการก้าวกระโดดทางเศษฐกิจซึ่งทำให้นโยบายแปลกใหม่น่าสนใจแต่ไม่เห็นภาพชัดเจน และอีกฝ่ายเน้นความมั่นคงของชาติที่เห็นได้ชัดกว่า แต่ก็ยอมรับว่ามันอาจจะเป็นขั้นตอนการพัฒนาที่ช้ากว่า

ถ้าไม่เลือกสีเลือกข้าง ไม่ได้เกลียดใคร ผมว่า ดีกันไปคนละแบบ และอยากเห็นทั้งความมั่นคงและเศรษฐกิจดีไปพร้อมๆกัน (และตรวจสอบได้) ส่วนผสมนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ต้องลุ้นกันต่อไป

สุดท้ายนี้ ขอบคุณ ผู้บริหารจาก DTAC ดร.ดามพ์ สุคนธทรัพย์ ที่ได้ซื้อที่นั่งในงานให้เกียรติกับ MThai News เข้ารับฟังงานนี้ด้วยครับ

ขอบคุณภาพประกอบจากเฟซบุ๊ค NationPhoto

Mthai News

ประยุทธ์ สั่งด่วน สอบคลิปทำร้ายทหารใหม่ ลั่น ฟันเด็ดขาด ถ้าผิดจริง

รู้ตัวแล้ว เป็นพลทหารใต้ด้วยกัน

taharn

ผู้สื่อข่าว MThai News รายงานจากกองบัญชาการกองทัพบกว่า  พันเอกวินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีมีการเสนอคลิปทหารทำร้ายร่างกายพลทหารผ่านทางโซเซียลมีเดียว่า กองทัพบกขอแสดงความเสียใจต่อกรณีที่เกิดขึ้น เบื้องต้นตรวจสอบพบว่าเป็นกลุ่มพลทหารที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยครูฝึกทหารใหม่ ของหน่วยกองพันทหารช่างที่ 15 จังหวัดปัตตานี ซึ่งผู้กระทำไม่เหมาะสมมีจำนวน 4 คนด้วยกันมีปลดจากประจำการไปเมื่อปีที่แล้วจำนวน 3 คนส่วนอีก 1 คนยังอยู่ในกองประจำการเพราะสมัครใจขออยู่ต่อโดยมีกำหนดจะปลดประจำการในปลายเดือนตุลาคมนี้ โดยกำลังพลทั้งหมดยังคงอยู่ในขอบข่ายที่กองทัพบกสามารถจะดำเนินการเอาโทษทางความผิดได้ ซึ่งขณะนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกได้สั่งดำเนินการสอบสวนลงโทษกำลังลังพลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาผู้บัญชาการทหารบกได้กำชับให้ทุกหน่วยดูแลกำลังพลให้อยู่ในระเบียบวินัยโดยเฉพาะเรื่องการฝึกต้องเป็นไปตามมาตราฐานกฎระเบียบข้อบังคับที่กองทัพบกกำหนดเท่านั้น ดังนั้นถ้าตรวจพบว่ายังมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตัวให้เป็นไปตามกฎระเบียบ จะต้องมีโทษและถูกดำเนินการทางด้านวินัยอย่างเด็ดขาด

MThai News

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โหด คลิปครูฝึกทำโทษทหารใหม่ ว่อนเน็ต โหด คลิปครูฝึกทำโทษทหารใหม่ ว่อนเน็ต