หมวดเจี๊ยบ ขออย่าใช้วิธีต่ำ ๆ ดูถูกเพศแม่

ถือเป็นเรื่องดี ยิ่งลักษณ์พูดมองโกเลีย

สุณิสา เลิศภควัต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแสดงพฤติกรรมหยาบคายต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจุดยืนเรื่องประชาธิปไตยของรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด เพราะคนส่วนใหญ่ก็เข้าใจตรงกัน ว่าสิ่งที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์พูดที่มองโกเลียนั้น ส่งผลดีต่อประเทศไทย เพราะท่านนายกฯพูดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับประชาคมโลกว่าคนไทยมีอุดมการณ์ประชาธิปไตยตรงกับประเทศอื่นๆในโลกประชาธิปไตย ไม่ได้เป็นการต่อว่าประเทศไทยให้โลกฟัง แต่พูดถึงความไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาคมโลกรู้มาตั้งนานแล้ว และความกล้าหาญของประเทศไทยในการพูดความจริงนั้น เป็นสิ่งที่น่ายกย่องในสายตาของประเทศที่เจริญแล้ว เพราะผู้ที่กล้าพูดความจริง ย่อมมองเห็นปัญหาของตนเอง และสามารถแก้ไขปัญหาทุกเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ขณะนี้ประชาคมโลกกำลังมองอยู่ว่าประเทศไทยจะเดินไปสู่ทิศทางไหนกันแน่ ระหว่างการก้าวไปข้างหน้าพร้อม ๆ กับโลกฝ่ายประชาธิปไตย หรือ จะเดินถอยหลังไปใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความกลัวอำนาจของคนกลุ่มเดียว

ซึ่งคำพูดของนายกฯ เป็นคำตอบว่าประเทศไทยเลือกที่เดินบนถนนสายประชาธิปไตยพร้อม ๆ กับคนทั้งโลก จึงไม่แปลกที่ จะทำให้ผู้ยอมขายวิญญาณของตัวเองเพื่อเป็นเครื่องมือของคนกลุ่มเดียว ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ วุฒิสมาชิกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และเครือข่าย จะต้องออกมาโจมตี นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ด้วยวิธีการที่สกปรก เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนกลุ่มเดียว ทั้ง ๆ ที่ นายกฯยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่รัฐบาลจะไม่หวั่นไหว และจะยืนเคียงข้างประชาชนเพราะสำนึกดีว่า รัฐบาลมาจากประชาชน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลขอเรียนด้วยความเคารพว่า อันที่จริง ทุกคนมีสิทธิที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล หรือ ท่านนายกรัฐมนตรี แต่ไม่เห็นต้องใช้ถ้อยคำที่หยาบคายขนาดนี้ เพราะจะส่งผลเสียต่อตัวผู้พูดเอง ทั้งนี้ การแสดงพฤติกรรมที่หยาบคายมันสะท้อนตัวตนของคนพูด ว่าเป็นคนชนิดไหน และน่าเสียดายถ้าความดีที่คนบางคนสะสมมาทั้งชีวิต ต้องย่อยยับไปและ ถูกคนรุ่นลูกรุ่นหลานมองด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม เพราะคำพูดพล่อย ๆ เพียงประโยคเดียว น่าเสียดายงานศิลปะหรืองานเขียนที่เคยถูกใช้สื่อสารในเรื่องที่ดี แต่ปัจจุบันกลับเปลี่ยนแปลงไป เป็นการแต่งเรื่องหรือการนั่งวาดรูปทิ่มแทงเสียดสีสตรีเพศแม่ไปวัน ๆ น่าตกใจที่คนซึ่งพยายามยกตัวเองว่ามีคุณธรรมสูงส่งเหนือกว่าคนอื่น แต่กลับใช้วิธีต่ำ ๆ ในการทำลายคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทำกับผู้หญิงที่เป็นเพศแม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าละอาย ไม่ใช่หรือ

ทั้งนี้ ก่อนจะไปว่าคนอื่นขายตัวหรือขายชาติ ควรดูตัวเองก่อน ว่าได้ขายจิตวิญญาณของตัวเอง เพื่อรับใช้เผด็จการหรือไม่ ทั้งนี้ การดูหมิ่นศักดิ์ศรีของเพศหญิงและการใช้วิธีสกปรกทำลายคนที่กล้าพูดความจริงนั้น เป็นเรื่องที่สังคมไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป เพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมสถานภาพของสตรีไทยทั้งระบบ และทำลายวัฒนธรรมการพูดความจริงของประเทศไทย เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดี ในการปฏิบัติต่อสตรี และคนที่กล้าพูดความจริง ถ้าสังคมปล่อยผ่าน ก็เท่ากับเรายอมรับว่า เราควรจะกดหัวผู้หญิงให้อยู่แต่ในครัว และกดหัวคนดี ให้อยู่ในบ้าน ไม่ให้ออกมาพูดความจริง เห็นได้จากกรณีของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เป็นตัวอย่าง แค่กล้าออกมาพูดความจริงแทนคนไทยผู้รักประชาธิปไตยทั้งประเทศ ก็มีคนดิ้นพล่าน ทนฟังไม่ได้ แต่แทนที่จะโต้แย้งด้วยเหตุผล แบบผู้ที่เจริญแล้ว กลับแสดงธาตุแท้ออกมา ชนิดที่สังคมก็คาดไม่ถึงว่าคนที่พยายามยกตัวเองว่ามีคุณธรรมสูงส่งกว่าคนอื่น จะมีวิธีการแสดงออกที่ต่ำได้ถึงขนาดนี้

MThai News

สมาคมนักข่าวนสพ.-วิทยุโทรทัศน์ แถลงการณ์ ไม่คุกคามเสรีภาพสื่อ

เนื่องในวันที่ 3 พ.ค. ของทุกปีเป็นวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จึงเรียกร้องฝ่ายต่างๆ ให้ร่วมกันตระหนักถึงคุณค่าของเสรีภาพ “เสรีภาพที่ ไม่คุกคาม” โดยได้ออกแถลงการณ์ดังต่อไปนี้

วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก

“แถลงการณ์ 3 พฤษภาคม 2556 วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกหัวข้อ เสรีภาพที่ ไม่คุกคาม”

องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ประกาศให้วันที่ 3 พฤษภาคมของทุกปีเป็น “ วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก ” เพื่อย้ำถึงเจตนารมณ์และหลักการพื้นฐานของเสรีภาพการแสดงความเห็น และ การแสดงออก ซึ่งในปี2556 ยูเนสโก ได้จัดให้มีการรณรงค์ในเรื่องความปลอดภัยในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน โดยเน้นการส่งเสริมให้สื่อมวลชนทุกแขนงสามารถเข้าถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยปราศจากการแทรกแซงและคุกคาม เสรีภาพของสื่อมวลชน มีความสัมพันธ์กับเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการแสดงออกของบุคคล หากสื่อมวลชนไม่มีเสรีภาพ ก็ยากที่บุคคลจะมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นและแสดงออก เนื่องจากบุคคล ต้องใช้ในเสรีภาพดังกล่าว ผ่านสื่อต่างๆ

สำหรับบรรยากาศการใช้ เสรีภาพของสื่อมวลชนในทุกประเภท ในยุคที่มีการบรรจบกันของเทคโนโลยีโทรคมนาคมและเทศโนโลยีสารสนเทศ สังคมไทยได้เกิดสื่อขึ้นอย่างมากมาย แต่ละฝ่ายได้เปิดดำเนินการสื่อของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิ้ลทีวี วิทยุชุมชน สื่อออนไลน์ ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างใช้สื่อเพื่อรายงานข่าว ความคิดเห็นหรือจุดยืนทางการเมืองของตัวเอง ส่งผลให้การทำหน้าที่ของ สื่อมวลชนถูกสังคมตั้งคำถามถึงการใช้เสรีภาพ ว่า มีส่วนที่ทำให้สังคมเกิด ความขัดแย้ง ความแตกแยก ไม่รับผิดชอบต่อสังคม ละเมิดกฎหมาย สิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นเสียเอง

นอกจากนี้ยังมีคำกล่าวหาและข้อสงสัยอีกจำนวนมาก เช่น ความไม่เป็นกลาง, สื่อเลือกข้าง , สื่อไม่ได้สร้างหรือเปิดพื้นที่อย่างเป็นธรรมกับความเห็นที่แตกต่างหรือบุคคลที่ถูกพาดพิง , ข่าวที่สื่อนำมาเสนอแตกต่างกับเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่ที่เกิดขึ้นจริง ฯลฯ ซึ่งคำถามและข้อสงสัย เหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือและความน่าไว้วางใจในการทำ หน้าที่ของสื่อมวลชนในสังคมไทย

นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองที่มีมาต่อเนื่องหลายปี ก็ยังคงดำรงอยู่ ทั้ง การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมือง โดยแต่ละฝ่ายได้ใช้เสรีภาพเพื่อการแสดงออกถึงจุดยืนและความเห็นทางการเมือง ซึ่งเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมที่พึงกระทำได้ในสังคมประชาธิปไตย แต่จากข้อเท็จจริง การใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกทางการเมืองของบุคคลหรือ

กลุ่มการเมืองในช่วงเวลาที่ผ่านมา พบว่าในบางครั้งมีเจตนาเพื่อปลุกเร้า หรือก่อให้เกิดการกระทำที่ผิดทางกฎหมายหรือเป็นลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นในสังคมได้ ขาดความอดทนต่อความเห็นที่แตกต่าง ส่งผลให้การแสดงความคิดเห็นของบุคคลตกอยู่ในภาวะที่ไม่ปลอดภัย สังคมมีความหวาดกลัว และทำให้การใช้เหตุผลและปัญญาเพื่อหาทางออกร่วมกันในปัญหาสำคัญของประเทศลดน้อยลงไปด้วย
ในโอกาส วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จึงเรียกร้องฝ่ายต่างๆ ให้ร่วมกันตระหนักถึงคุณค่าของเสรีภาพ “เสรีภาพที่ ไม่คุกคาม” ดังนี้

1. สนับสนุนและส่งเสริมเสรีภาพการแสดงความเห็น และการแสดงออกของประชาชน ภายใต้ หลักการ “เสรีภาพ ที่ไม่คุกคาม” คือ เสรีภาพในการแสดงความเห็นและการแสดงออกของบุคคลและสื่อมวลชนต้องมีความปลอดภัย ปราศจากการถูกแทรกแซง คุกคาม ในขณะเดียวกันต้องไม่ใช้เสรีภาพ ไปคุกคามการใช้เสรีภาพของบุคคลอื่น รับฟังและอดทนต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง ต้องไม่ปลุกเร้า เพราะอาจก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นในคมได้

2. ขอเรียกร้องให้สื่อมวลชน พึงตระหนักถึงการทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ภายใต้กรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ นั้นคือ ต้องรายงานข่าวสาร ด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ด้วยข้อมูลรอบด้าน ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเที่ยงตรง เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์แห่งสาธารณะ ต้องตระหนักร่วมกันว่าหากนำเสนอข้อมูลที่ผิดจากข้อเท็จจริง หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง นั้น จะนำไปสู่การให้ทางเลือกที่ผิดกับประชาชน

3. ในสถานการณ์แห่งความขัดแย้งทางการเมือง การรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพก็เป็นเรื่องสำคัญ เสรีภาพในการแสวงหาข่าวสารและรายงานข่าวสารให้ประชาชนรับรู้เพื่อประโยชน์ สาธารณะ ต้องไม่ถูกขัดขวาง การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนต้องไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจรัฐ และอำนาจทุน รวมทั้งกลุ่มการเมืองและกลุ่มอิทธิพลใดๆ ที่สำคัญต้องร่วมกันสนับสนุนหลักการของรัฐธรรมนูญมาตรา46 ที่มุ่งคุ้มครองเสรีภาพผู้ที่เป็นสื่อมวลชนให้เป็นอิสระจากเจ้าของ ทั้งที่เป็นสื่อของรัฐและเอกชน

4. สื่อมวลชนต้องร่วมกันเสริมสร้างบทบาทในการขับเคลื่อนหาทางออกในสังคม แสดงบทบาทนำในการเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูล รับฟังเหตุผลที่แตกต่างหลากหลาย พร้อมร่วมกันสร้างบรรยากาศของการใช้เหตุผลหาทางออกให้กับสังคม เพื่อให้สังคมไทยออกจากความขัดแย้ง ความแตกแยก ได้อย่างสันติ

5. ขอให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยุติและทบทวนการบิดเบือนเจตนารมณ์ในการปฏิรูปสื่อ วิทยุ โทรทัศน์ โดยต้องกระจายคลื่นความถี่ที่อยู่ในการครอบครองของรัฐไปสู่สาธารณะชนอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม และต้องกำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาให้ใบอนุญาตโทรทัศน์ดิจิตอลสาธารณะ และโทรทัศน์ดิจิตอลเพี่อชุมชนให้ชัดเจน โดยต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนของสังคมอย่างรอบด้าน

6. ท่ามกลางความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ชีวิตประจำวันของประชาชนถูกแวดล้อมด้วยสื่อ มีปริมาณข่าวสารจำนวนมาก การรู้ทันสื่อ จึงมีความสำคัญ ต้องแยกความคิดเห็นออกจากข้อเท็จจริง ต้องหาข้อมูลจากสื่อหลายๆ สื่อ เพื่อประกอบการตัดสินใจ รวมทั้งพึงตระหนักว่า สื่อออนไลน์เป็นพื้นที่สาธารณะ หากไม่ระมัดระวังอาจมีผลกกระทบกับตัวเองและบุคคลอื่นได้

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

ที่มาเว็บไซต์ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

Mthai News

อึ้ง! บรรพบุรุษมะกัน กินเนื้อคน ประทังชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายวิลเลี่ยม เคลโซ่ นักโบราณคดีแห่งสถาบันสมิธโซเนียน ได้ตรวจสอบกะโหลกศีรษะเด็กหญิง วัย 14 ปี ที่ขุดพบที่เมืองเจมส์ฟอร์ทในรัฐเวอจิเนีย สหรัฐอเมริกา สถานที่ตั้งรกรากแห่งแรกของชาวอังกฤษเมือครั้งอพยพเข้ามาอาศัยในอเมริกาเหนือ กะโหลกนี้มีร่องรอยถูกสับด้วยมีดขนาดเล็ก และพบร่องรอยการเปิดกะโหลกเพื่อควักเอาเนื้อสมองออกมาด้วย

กินเนื้อคน,อเมริกัน,เวอร์จิเนีย
(ร่องรอยกะโหลกที่ถูกสับหยาบๆของเจน)

ทั้งนี้ กะโหลกศีรษะนี้ถูกตั้งชื่อว่า “เจน” นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างใบหน้าขึ้นมาจาเค้าโครงกะโหลกที่ยังเหลืออยู่ ซากกะโหลกนี้ถูกพบว่ากองรวมกับเศษขยะและซากสัตว์ที่มนุษย์กินเหลือ ซึ่งจากการตรวจสอบยังไม่สามารถระบุได้ว่าเธอเสียชีวิตเพราะถูกฆาตรกรรมหรือเสียชีวิตเอง แต่จากร่องรอยที่พบนักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่าซากศพของเธอถูกนำไปเป็นอาหาร

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า ซากร่างกายของเจนถูกนำไปเป็นอาหารในราวปี 1609-1610 ซึ่งเป็นยุคแห่งความหิวโซ ฤดูหนาวที่แสนโหดร้ายและวิกฤตขาดแคลนอาหารจนทำให้ประชาชนเสียชีวิตไปกว่า 300 คน ผู้คนต้องดิ้นรนหาทางเอาชีวิตรอดกินเนื้อสุนัข งู หรือแม้แต่ต้มรองเท้าหนังกิน ที่เลวร้ายกว่านั้นมีการขุดศพญาติพี่น้องของตัวเองขึ้นมากินประทังชีวิตด้วย

MThai News