เพื่อไทย ถาม มาร์ค เป็นโหรสำนักไหน ทายรัฐบาลยุบสภา

เพื่อไทย ถาม มาร์ค เป็นโหรสำนักไหน ทายรัฐบาลยุบสภา มั่นใจไม่ทางทำอย่างนั้นแน่ เหตุทุกนโยบายดำเนินไปได้ด้วยดี

จากกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ใหสัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งระบุว่า รัฐบาลจะยุบสภา และมีการเลือกตั้งใหม่เน่องจากการดำเนินนโยบายประชานิยมของรัฐบาลล้มเหลวไม่เป็นท่าหลายโครงการนั้น

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, หาญส์ หิมะทองคำ, ยุบสภา

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

วันนี้ (17 พ.ค.) นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบโตถึงเรื่องดังกล่าวว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายและไม่มีทางจะยุบสภาในปลายปีนี้แน่นอน เพราะทุกวันนี้รัฐบาลดำเนินงานตามนโยบายที่ให้ไว้กับพี่น้องประชาชน

และหลายโครงการเริ่มประสบผลสำเร็จไปบ้างแล้ว ไม่ทราบว่านายอภิสิทธิ์ เป็นโหรสำนักไหน จึงทำนายทายทักไปแบบนั้น ขณะเดียวกัน ครม. ก็มีภารกิจมากมายไม่มีเวลามาคิดเรื่องแบบนี้ทำลายฝันของประชาชนแน่นอน

ส่วนสาเหตุที่ทำให้นายอภิสิทธิ์ มั่นใจว่าจะมีการยุบสภาในปลายปีนั้นคงเป็นเพราะเห็นว่า นายอภิสิทธิ์ เห็นพรรคเพื่อไทยกับกลุ่มคนเสื้อแดงเร่งแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 รวมไปถึงความพยายามกดดันศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นมุมมองเดิมของนายอภิสิทธิ์ ที่ค้านการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 จึงทำให้ออกมาทำนายทายผลดังกล่าว

MThai News

ใบปลิวว่อน แฉ วรวัจน์ ใช้งบไม่เหมาะสม เตรียมประท้วง 20 พ.ค.

MThai News: สำนักข่าวอิศรารายงานว่า ขณะนี้มีแจกใบปลิวทั้งในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อเปิดเผยพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล รมว.วิทยาศาสตร์ฯ พร้อมกับนัดแต่งชุดดำประท้วง ในวันที่ 20 พ.ค.2556

hgfjnhgj

โดยเนื้อหาในใบปลิวที่ใช้หัวข้อว่า “ความไร้ธรรมาภิบาลของ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ” มีข้อความ อาทิ กล่าวหาว่ามีการใช้งบประมาณกระทรวงฯ ซื้อของไปแจกในวันเด็ก ในเขตเลือกตั้งของตัวรัฐมนตรี เป็นเงินนับ 10 ล้านบาท, กล่าวหาว่ามีการขัดขวางกระบวนการทำงานภายในกระทรวง โดยยกตัวอย่างกรณีของไม่แต่งตั้งเลขาธิการ สวทน. (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ) ทั้งที่ที่ผ่านการสรรหามาอย่างถูกต้อง ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีจดหมายเปิดผนึกจากเจ้าหน้าที่ สวทช. ในหัวข้อ “ไว้ทุกข์ให้กับความถดถอยของการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทย” สะท้อนเห็นวิสัยทัศน์ของนักการเมืองที่เข้ามาเป็นผู้บริหารว่า เป็นอย่างไร โดยมีข้อความทั้งหมด ดังนี้

หลังที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ ได้ประกาศนโยบายเพิ่มค่าใช้จ่ายวิจัยของประเทศเป็น 1-2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จากเดิมที่อยู่ที่ประมาณ 0.25% ซึ่งพวกเราก็รู้สึกชื่นชมในวิสัยทัศน์ที่ต้องการเห็นประเทศขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

แต่ในทางปฏิบัติ จากที่ผ่านมา 6-7 เดือน พบว่า การมอบหมายนโยบาย และการสั่งการต่างๆ ในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ลงมายังหน่วยปฏิบัติอย่าง เช่น สวทช. ดูไม่ค่อยสอดคล้องกับนโยบายที่ประกาศดังกล่าว

จึงเกิดความเป็นห่วงว่า ในสภาวะที่มีพลวัติของการเปลี่ยนแปลง และความท้าทายหลายประการที่เกิดกับประเทศของเรา จากทั้งภายในและภายนอกประเทศ และเรายังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้ การสร้างนวัตกรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว

แต่ให้ความสำคัญกับการมองงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือการสร้างธุรกิจเพื่อหารายได้เข้าหน่วยงานวิจัย เช่นที่เป็นอยู่ จะทำให้ขีดความสามารถและความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศเราลดลงเรื่อยๆ

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับ สวทช. ที่สำคัญๆ และจะส่งผลกระทบที่น่าจะไม่เป็นผลดีกับประเทศในระยะยาว ได้แก่

1. การตัดงบประมาณสำหรับการวิจัยในเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศน์ การวิจัยพลังงานจากชีวมวล ฯลฯ ซึ่งมีความจำเป็นที่เราต้องมีการวิจัยเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นกับโลก

ประโยชน์ของการวิจัยเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ คือนักวิจัยเข้าไปค้นหายีนที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ยีนทนแล้ง ซึ่งอาจมีในพืชป่า เมื่อประเมินคุณค่าของยีนแล้วก็สามารถนำมาเก็บไว้และเพิ่มจำนวน แล้วนำยีนนี้ไปใส่พืชทางเกษตรกรรม เช่น ข้าวหรือข้าวโพด

ในทำนองเดียวกัน นักวิจัยก็ค้นหาจุลินทรีย์เพื่อใช้ผลิตยา เช่น ยาปฏิชีวนะ แล้วนำจุลินทรีย์มาเก็บและเพิ่มจำนวน ถ้าไม่ทำเช่นนี้ พืชที่มียีนทนแล้งและแหล่งที่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ก็อาจจะสูญพันธ์ไปเมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ งบประมาณเพื่อการวิจัยเทคโนโลยีฐาน ซึ่งเป็นการสร้างองค์ความรู้เพื่อวางรากฐานสำหรับการประยุกต์ใช้ในการพัฒนาด้านต่างๆ ในระยะยาวก็ถูกตัด

ในภาพรวม สวทช. ถูกปรับลดงบประมาณปี 57 ลงเกือบ 30% ของงบประมาณที่ได้รับในปี 56 ในขณะที่ สวทช. มีบุคลากรวิจัยในระดับปริญญาโท-เอก กว่า 870 คน และกว่า 43% เป็นนักเรียนทุนที่รัฐบาลส่งไปเรียน ด้วยมุ่งหวังว่าจะให้กลับมาทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ และช่วยเพิ่มสัดส่วนบุคลากรวิจัยต่อประชากรของประเทศซึ่งยังต่ำอยู่ และต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น สิงคโปร์ มาก

2. การสั่งการให้ดำเนินงานโดยเน้นกิจกรรมที่มุ่งทำรายได้ให้แก่องค์กร (หลายเรื่องเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนทำได้และทำอยู่แล้ว) มากกว่าการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้สำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ ซึ่งถือเป็นการใช้คนผิดประเภท ไม่ตรงกับความเชี่ยวชาญและความสามารถที่อุตส่าห์ใช้เงินภาษีของประชาชนส่งเขาไปเรียนจนจบปริญญาเอกมา

ทำให้นักวิจัยหลายคนที่รักงานวิจัย ไม่ได้ทำงานวิจัย แต่ต้องไปเริ่มศึกษางานที่ตนเองไม่มีความถนัด และมีคนอื่นที่ทำได้ดีกว่า เช่น การค้าขายพืชผลทางการเกษตร ซึ่งน่าจะเป็นบทบาทของกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งภาคเอกชน

อีกทั้งยังมีการสั่งการว่า หน่วยงานใดต้องการบุคลากรของ สวทช. ไปทำงาน ให้แจ้งมาที่ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) รัฐมนตรีจะจัดการส่งคน สวทช. ไปทำงานกับหน่วยงานเหล่านั้น ซึ่งในแง่ของการบริหารบุคคล การกระทำดังกล่าว ถือเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจของบุคลากร สวทช. เป็นอย่างมาก

3. จากสิ่งที่เกิดในข้อ 1 และ 2 ทำให้สิ่งที่รัฐบาลประกาศไว้ว่าจะเพิ่มค่าใช้จ่ายวิจัยในภาพรวมของประเทศเป็น 1-2% ของ GDP ไม่น่าจะเป็นจริงได้ เนื่องมาจากทั้งการตัดงบประมาณ และงบประมาณที่ได้มาจำนวนมากถูกนำไปใช้ในกิจกรรม/การดำเนินงานที่ไม่ใช่การวิจัย

4. การทำงานขาดความคล่องตัว เนื่องจากมีการสั่งการว่ากิจกรรมหลายๆ อย่าง เช่น การลงนามในข้อตกลง (Agreement ) แม้จะเป็นกรณีที่ต่างประเทศให้ทุนวิจัย ซึ่งเป็นการผูกพันระดับหน่วยงาน การจัดซื้อจัดจ้างถ้ามีจำนวนเงินตั้งแต่ 2 ล้านบาท จะดำเนินงานได้ต้องให้รัฐมนตรีดูก่อน แม้ว่าจะอยู่ในแผนการทำงานที่ได้วางไว้แล้วก็ตาม

ในฐานะผู้ปฏิบัติ พนักงานเห็นว่าแนวทางเช่นนี้ ไม่น่าจะเหมาะกับองค์กรที่ทำงานวิจัยซึ่งในหลายประเทศ มุ่งให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน เพื่อให้สามารถรองรับพลวัติภายนอกรวมถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้อย่างทันการณ์ ซึ่งเป็นเหตุผลในการตั้งองค์กรอย่าง สวทช. มาตั้งแต่ต้น

5. การใช้ความคิดสร้างสรรค์ และการมีนวัตกรรมลดลง เนื่องจากต้องทำตามสั่ง ถูกจำกัดกรอบและวิธีคิด สวนทางกับการพัฒนาบุคลากรในประเทศต่างๆ ที่มุ่งกระตุ้นให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสร้างนวัตกรรม

ดังนั้น วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 ขอทุกองค์กรร่วมแสดงพลังแต่งชุดไว้ทุกข์พร้อมกัน.

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าวอิศรา

MThai News

ทึ่ง ! รถเมล์ชนกวาง รอดปาฏิหาริย์

ข่าวสังคมออนไลน์ วันที่ 17 พ.ค. สมาชิกเว็บไซต์ยูทูปรายหนึ่งได้เผยแพร่คลิปที่เมืองจอนห์ทาวน์ สหรัฐอเมริกา เป็นคลิปเหตุการณ์ที่รถประจำทางคันหนึ่งกำลังวิ่งอยู่บนถนน

กวาง

แล้วจู่ๆก็มีกวางตัวหนึ่งกระโดดตัดหน้ารถทำให้กระจกหน้ารถแตก ส่วนตัวของกวางได้ทะลุเข้ามาในตัวรถและยังไม่ตาย ซึ่งกวางตัวดังกล่าวมันพยายามหาทางออกจากรถประจำทางให้ได้ โดยวิ่งชนที่นั่งในรถ ซึ่งคนขับรถพยายามเปิดประตูเพื่อให้มันออกไปข้างนอก 

ขอบคุณคลิปจาก TribuneDemocrat

Mthai News