ดีเอสไอ นำกำลังเข้าตรวจค้นโรงงานประกอบรถหรูต้องสงสัยทั้ง 6 จุด ลั่น เจอยึดตรวจสอบทันที ขณะที่ รถที่ไฟไหม้ 6 คัน ยังไร้เจ้าของ

พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผู้บัญชาการสำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กรมสวบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยก่อนนำกำลังเข้าตรวจค้นโรงงานประกอบรถยนต์ และเต็นท์รถต้องสงสัย ว่า ในวันนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอ จะเข้าทำการตรวจค้นพร้อมกัน 6 จุด ประกอบด้วย โรงประกอบรถฯ ย่านลาดพร้าววังหิน และ อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี, เต็นท์รถเอกชัย, บริษัท เจดีพี ไฟเบอร์กลาสโปรดักส์ จำกัด และบ้านผู้ครอบครองรถ ท้องที่ สน.จักรวรรดิ และ สภ.ลำลูกกา ซึ่งการเข้าตรวจค้นครั้งนี้หากเจอรถยนต์หรูต้องสงสัย จะทำการยึดอายัดเพื่อนำมาตรวจสอบในทันที
ส่วนกรณีไฟไหม้รถหรูทั้ง 6 คันที่ ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา นั้น ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าของ รวมไปถึงจากการตรวจสอบยังไม่พบว่ารถทั้ง 6 คัน มีการจดทะเบียนและเสียภาษีตามกฎหมาย จึงเชื่อว่า รถยนต์เหล่านี้อยู่ระหว่างการลำเลียงเพื่อไปขอจดทะเบียน
ส่วนรถยนต์ทั้งหมดเป็นของใคร ทางดีเอสไอต้องรอสำนวนการสอบสวนจาก สภ.กลางดง และผลการตรวจหลักฐานจากสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน ก่อนจึงจะพิสูจน์ทราบได้
ดีเอสไอ บุกค้นอู่ต้องสงสัย หลังพบเคยจดประกอบรถหรูร่วม 100
พ.ต.ท.วิจิตร์ ชาติกิจเจริญ รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาค นำกำลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เข้าตรวจสอบ บริษัท ออโต้อาร์ตเซอร์วิส จำกัด เลขที่ 14 ซอยลาดพร้าววังหิน 85 หลังได้รับการประสานข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก ว่า เป็นสถานที่ ที่ นายพันธุ์วศิน วิไลแก้ว ใช้อ้างอิงเป็นสถานที่ในการจดทะเบียนรถจดประกอบช่วงปี 2554-2555 จำนวน 76 คัน ส่วนใหญ่เป็นรถหรู เช่น บีเอ็มดับเบิลยู, เมอร์เซเดส-เบนซ์ ,นิสสัน คิวบ์, มินิคูเปอร์, โตโยต้า อัลพาร์ด
โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบหลักฐานใบทะเบียนสรรพสามิต ที่ระบุชื่อ นายพันธุ์วศิน แต่จากการสอบถาม นายสะอาด วัฒนานิมิตร ช่างดูแลประจำอู่ ระบุว่า อู่ดังกล่าว มีเจ้าของคือ นายพรเทพ สุขะหุต ซึ่งเช่าช่วงมาเปิดกิจการเป็นอู่ซ่อมรถตั้งแต่ปี 2554 และที่ผ่านมาไม่เคยพบ นายพันธุ์วศิน มาก่อน รวมถึง อู่ดังกล่าวก็รับซ่อมแต่รถทั่วไป
ด้าน พ.ต.ท.วิจิตร์ ระบุว่า เบื้องต้นพบว่าอู่ซ่อมรถดังกล่าวไม่ได้มีการประกอบรถจริง และคาดว่าอาจถูกใช้เป็นสถานที่เพื่อสวมรอยเป็นสถานที่จดประกอบ แต่ต้องรอตรวจสอบให้แน่ชัดอีกครั้ง สำหรับนโยบายของดีเอสไอ ขณะนี้จะมุ่งเน้นไปที่ข้อมูลผู้ที่รับจดประกอบจำนวนมาก และจะเริ่มจากการคัดแยกจำนวนรถที่จดประกอบทั้งหมดก่อน จึงจะแยกได้ว่ามีกลุ่มเป้าหมายใดบ้างที่เข้าข่ายผิดกฎหมายจริง