‘บุญทรง’ ยัน ไม่ยุติจำนำข้าว ปัดขาดทุน2แสนล้าน

รมว.พาณิชย์  ยัน ไม่ยุติจำนำข้าว ปัดขาดทุน 2 แสนล้านบาท ระบุ ไม่หนักใจมูดีส์ลดเครดิตประเทศไทย ด้าน”หม่อมอุ๋ย” ชี้ ประเทศขายหน้า มูดีส์เล็งหั่นเครดิตเซ่นจำนำข้าว ลั่น ไม่เคยเห็นโครงการใดทำชาติเสียหายมากเท่านี้มาก่อน

457334-01

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ตัวเลขในการรับจำนำข้าว ที่ทางฝ่ายค้านนำออกมาเป็นตัวเลขที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง จะมีการนำตัวเลขทั้งหมดรวบรวมและวิเคราะห์ เพื่อชี้แจงต่อสาธารณชนในวันพรุ่งนี้ ยืนยัน เป็นไปไม่ได้ที่โครงการรับจำนำข้าวจะขาดทุนถึง 2 แสนล้านบาท เนื่องจากการระบายข้าวของรัฐบาลยังไม่แล้วเสร็จ และโครงการก็จะดำเนินการต่อไปตามปกติ

นอกจากนี้ ในส่วนการเข้าพบของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ เป็นเรื่องปกติในการพบปะประเทศสมาชิกเป็นประจำอยู่แล้ว พร้อมยืนยัน ไม่หนักใจในเรื่องการลดเครดิตประเทศไทยของมูดีส์ และพร้อมให้ข้อมูลต่อไปโดยทางกระทรวงการคลัง

หม่อมอุ๋ยอัดจำนำข้าวเจ๊งทำชาติขายหน้าจี้หยุด

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ว่า ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยเห็นโครงการใดจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติได้มากเท่าโครงการนี้มาก่อน ซึ่ง นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เคยออกมาเตือนรัฐบาลแล้วว่า เป็นโครงการที่สร้างความเสียหายให้ประเทศ ซึ่งไม่รู้ว่ารัฐบาลจะดื้อดึงไปทำไม

ทั้งนี้ตัวเลขการขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท ที่ถูกเปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้นั้น ก็ใกล้เคียงกับตัวเลขที่ตน และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เคยประเมินไว้ ซึ่งวันนี้ชัดเจนแล้วว่า ฝีมือในการบริหารงานของรัฐบาลไม่เก่ง บริหารงานผิดพลาด พร้อมกับระบุว่า ผู้บริหารบ้านเมือง จะต้องมีจิตใจที่คิดถึงประเทศชาติเป็นหลัก ถ้าทำอะไรแล้วเสียหายก็จะต้องหยุด

นอกจากนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวด้วยว่า มีความเป็นไปได้สูงที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ หรือ มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส จะปรับลดเครดิตของประเทศไทยลง หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าโครงการรับจำนำต่อไป เนื่องจาก เป็นโครงการที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ ซึ่งข่าวการเตรียมปรับลดเครดิตประเทศไทยของมูดีส์นั้น ก็สร้างความอับอายให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก

ec0000140

ชาวบ้าน ตอกหน้า ตร.ไม่ช่วยโบกรถ มัวดักจับรถ หลังอ้างรถกู้ชีพขวางทุกเลน

วรศักดิ์ แจงยิบ ตร.ช่วยโบกรถแล้ว อ้างรถกู้ชีพขวางทุกเลน แย้ง! ผู้เห็นเหตุการณ์สวนกลับ ตำรวจยื่นดักจับรถจริง ไม่มาช่วยรถพยาบาลโบกรถ

ตำรวจมีนบุรี,ไล่รถกู้ชีพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รองผบช.น. (ดูแลด้านงานจราจร) เขียนหน้าเพจเฟชบุคชี้แจงถึงกรณี ตำรวจไล่รถกู้ชีพโรงพยาบาลนพรัตน์ฯว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของนายทวีพงษ์ฯ อายุ 25 ปี ชาวหนองจอก จังหวัดกรุงเทพฯ ซึ่งได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกนิรภัยไปเฉี่ยวชนกับเสาไฟฟ้าแล้วหัวกระแทกพื้นจนเสียชีวิตคาที่เกิดเหตุ และผลจากการเสียชีวิตครั้งนี้ มีบุคคลในศูนย์กู้ชีพฯนำภาพมาโพสลงใน โซเซี่ยลเนตเวิรค์ และใช้ข้อความว่า”ตำรวจไล่รถพยาบาลขณะช่วยคนเจ็บ”
 
โดยกล่าวหาว่า ตำรวจจราจร สน.มีนบุรี เข้ามาไล่รถของหน่วยพยาบาลขณะกำลังช่วยชีวิตนายทวีพงษ์ฯอยู่บนถนนร่มเกล้าขาออก และมีการแชร์ด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งได้สั่งการให้ สน.มีนบุรี ตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้ทราบ พร้อมภาพทางคดีที่พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีได้บันทึกไว้ประกอบการทำคดี โดยงานจราจร สน.มีนบุรี ได้รายงานให้ทราบดังนี้ ” เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2556 เวลาประมาณ 09.15 น. ได้รับแจ้งอุบัติเหตุจากทางศูนย์วิทยุว่ามีเหตุรถจักรยานยนต์ชนเสาไฟฟ้า ตรงข้ามห้างบิ๊กซี ร่มเกล้า ถนนร่มเกล้าขาออก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ และพบว่าสภาพการจราจรรถติดขัดอย่างหนัก
 
เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบว่ามีรถมูลนิธิฯร่มไทรและศูนย์กู้ชีพนพรัตน์ฯ ได้นำรถมาจอดทุกช่องทางเพื่อทำการช่วยเหลือคนเจ็บอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจึงได้เข้าประจำจุดอำนวยการจราจรอยู่บริเวณด้านหน้าที่เกิดเหตุ เพื่อมิให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนและเมื่ออำนวยการจราจรไประยะหนึ่ง พบว่าปริมาณรถติดสะสมท้ายแถวยาวถึงแยกร่มเกล้า จึงได้เข้าไปดูยังจุดเกิดเหตุ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน.มีนบุรี รหัส 6625 เข้าไปตรวจสอบ เมื่อตำรวจเดินเข้าไปยังจุดที่นายทวีพงษ์ฯนอนอยู่นั้น พบว่าไม่มีการทำการช่วยเหลือใดๆ แก่ตัวนายวีรพงษ์ฯแล้ว และได้ถามถึงอาการของผู้บาดเจ็บ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่า ได้เสียชีวิตลงแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งว่าอย่าเคลื่อนย้ายศพ ต้องรอแพทย์และพนักงานสอบสวนมาทำการชันสูตรตามกฏหมาย

ตำรวจมีนบุรี,ไล่รถกู้ชีพ

และได้ให้รถตู้ที่จอดอยู่ช่องที่สามที่จอดปิดถนนอยู่ให้เคลื่อนย้ายรถออกไป เพื่อให้การจราจรเคลื่อนตัวได้ โดยยังต้องปิดช่องทางที่ 1 ที่มีศพผู้เสียชีวิตนอนตายอยู่ เพื่อรอแพทย์และพนักงานสอบสวนมาชันสูตร ซึ่งคนขับรถตู้คันดังกล่าวแสดงอาการไม่พอใจ และขับรถเคลื่อนออกไปอย่างเร็ว ต่อมารถของศูนย์กู้ชีพ นพรัตน์ฯก็ออกจากสถานที่เกิดเหตุไป คงเหลือรถของมูลนิธิฯบางส่วนที่รอเก็บศพของผู้ตาย เมื่อทำการชันสูตรศพตามกฏหมายเสร็จสิ้นแล้ว และเมื่อพนักงานสอบสวนมาถึง ได้ทำการถ่ายภาพที่เกิดเหตุทั้งหมดไว้ เพื่อทำการสอบสวนตามระเบียบต่อไป แต่ปรากฏว่ามีบุคคลในฝ่ายสื่อสาร ศูนย์กู้ชีพฯ ได้เข้าไปโพสในเฟซบุค พร้อมทั้งกล่าวหาว่า ตำรวจไล่รถพยาบาลขณะช่วยคนเจ็บ และลงภาพการช่วยเหลือคนเจ็บในช่วงแรกที่ไปถึง มาลงประกอบ เพื่อให้คนเข้าใจว่าตำรวจจราจรเข้าไปไล่ขณะเจ้าหน้าที่กู้ชีพกำลังปั้มหัวใจนายทวีพงษ์ฯอยู่ และต่อมาก็เอาคลิปตอนที่ตำรวจจราจรเดินเข้าไปที่ศพของนายทวีพงษ์ฯซึ่งเป็นตอนที่นายทวีพงษ์ฯได้เสียชีวิตลงแล้ว และไม่มีการช่วยเหลือหรือกู้ชีพใดๆให้กับนายทวีพงษ์ฯอีก และตำรวจได้บอกให้รถตู้ที่จอดกีดขวางอยู่ในช่องทางที่สามให้เลื่อนรถ เพื่อระบายการจราจร แต่คนบนรถไม่พอใจ และได้ขับรถออกไป พร้อมทั้งด่า คำว่า ค…ย ให้อีก นายทวีพงษืฯเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ไม่ได้ไปตายที่โรงพยาบาล ตำรวจและแพทย์ต้องมาชันสูตรยังที่เกิดเหตุตามระเบียบ ปรากฏตามภาพที่พนักงานสอบสวนถ่ายไว้ ซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่มาตรวจตามระเบียบแล้ว ก็มีการนำศพไปชันสูตรที่นิติเวช และตำรวจจราจรก็อยู่อำนวยการจราจรจนการจราจรคล่องตัว ขอเรียนว่าการโพส ภาพ และเรื่องที่ไม่ตรงกับภาพ ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความเสียหายต่อองค์กร มีความผิดตามกฏหมาย สาเหตุเกิดแค่การไม่พอใจกันระหว่างหน่วยงาน 2 หน่วย แต่เอาเรื่องมาโพสทำลายองค์กรทั้งองค์กร เรื่องนี้ต้องเข้าสู่กระบวนการของกฏหมายต่อไป โดยมีคลิปที่พวกโพสถ่ายไว้เองมาเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีต่อไป

ตำรวจมีนบุรี,ไล่รถกู้ชีพ

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในเพจชื่อ หนุ่ม โดนัท ได้มีการชี้แจงไปยังหน้า เพจ พล.ต.ต.วรศักดิ์ โดยระบุว่าเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ ซึ่งหนุ่ม โดนัทระบุว่า “คนเจ็บ มูลนิธิคันอื่นไม่กล้าเคลื่อนย้ายครับ(หัวฟาดพื้นอย่างแรง พอดีขับตามหลังมาเห็นพี่เขาเสียหลักรถไปชนกับฟุตบาท คนกระเด็นประมาณสามเมตรได้) ส่วนเรื่องรถติตนั้นปกติโล่งครับ แต่พอเกิดอุบัติเหตุก็ติดพอสมควร แต่ถ้าตำรวจมาโบกรถไห้ อาจจะคล่องตัว ถ้าไม่มัวไปดักจับอยู่มุมโค้งสีแยก คันที่มาทีหลัง นั้นเป็นรถโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือครบ จึงต้องจอดเทียบเลนสอง (มีสามเลน ส่วนเลนแรกมีกู้ภัยจอดขวางอยู่ ต้องเข้าใจครับ นาทีชีวิต) แต่ที่สำคัญนะครับ ผมไม่เห็นตำรวจ แต่ผมเห็นตำรวจอยู่สี่แยก ยืนคอยดักจับรถที่โค้งมาไม่มีกรวยตั้ง คอยกระโดดขวางเอา ไม่มาสนใจโบกรถตรงนี้เลยครับ พอรถติดก็ออกมาโวยวาย ผมอยู่มีนบุรี เห็นประจำครับ จนละอา กับตำรวจแล้ว ทุกวันนีพึ่งตัวเองครับ ***เห็นกับตานะครับ ไม่ได้ใส่ร้ายตำรวจ***”

MThai News

………………………………………………………………………………………………..

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

3cd639ad735f8494eb04196a3338e9d36958e7fe ตำรวจมีนบุรี ไล่รถกู้ชีพ อ้างรถติด ก่อนทำคนเจ็บเสียชีวิตคาที่

ฟังกันอีกรอบ! กกต. ย้ำเลือกตั้งซ่อมส.ส. ดอนเมือง 9มิ.ย.นี้

ฟังกันอีกรอบ! กกต. ย้ำเลือกตั้งซ่อมส.ส. ดอนเมือง 9 มิ.ย.นี้ วอนผู้ขอใช้สิทธิ์อย่าลืม แต่หากติดธุระในวัน-เวลาดังกล่าวสามารถไปเลือกตั้งได้อีกครั้งในวันที่ 16 มิ.ย.

MThai News ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประพันธ์ นัยโกวิท คณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 12 (เขตดอนเมือง) แทนตำแหน่งที่ว่าง ที่กำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2556 เป็นวันเลือกตั้ง ว่า

เลือกตั้งซ่อมดอนเมือง, ดอนเมือง

มีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 12 ลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้งไว้ จำนวนทั้งสิ้น 185 คน จึงขอให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน 2556 เวลา 08.00-15.00 น. ณ ที่เลือกตั้งกลางที่สำนักงานเขตดอนเมือง

อย่างไรก็ตามหากผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิลงคะแนนล่วงหน้าในเขตเลือกตั้งไว้ แต่ในวันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน 2556 มีเหตุที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ก็ยังมีสิทธิไปลงคะแนนเลือกตั้งในวันที่ 16 มิถุนายน 2556 เวลา 08.00-15.00 น.ได้

นอกจากนี้ในวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน 2556 นั้น กฎหมายยังห้าม จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตเลือกตั้ง ในระหว่างเวลา18.00 น. ของวันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน 2556 จนถึงวันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน 2556 เวลา 24.00 น. ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

Mthai News