ซ้อมเมีย ‘เอ็กซ์ จักรกฤษณ์’ มือปืนทีมชาติซ้อม เมียร้องปวีณา

ภรรยา “เอ็กซ์ จักรกฤษณ์” อดีตนักยิงปืนทืมชาติ เข้าร้องปวีณาหลังถูกสามี ข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย ด้าน เจ้าตัวยัน พร้อมตั้งทนายสู้คดี รับ เคยเสพยา แต่เลิกแล้ว

'เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ซ้อมเมีย

ครอบครัวและภรรยาของ นายจักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม อดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย เข้าขอความช่วยเหลือกับนางปวีณา หงสกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นของมนุษย์ ภายหลังถูก นายจักรกฤษณ์ ทำร้ายร่างกาย และใช้ปืนข่มขู่ ที่บ้านพัก ภายในหมู่บ้านบัวขาว ย่านรามคำแหง 174

ด้าน แม่ของนายจักรกฤษณ์ เปิดเผยว่า คบกับ นายจักรกฤษณ์ มา 6 ปี มีลูกด้วย 2 คน ซึ่งที่ผ่านมา นายจักรกฤษณ์ มีพฤติกรรมเสพโคเคนและยาไอซ์ โดยครอบครัวเคยพาไปรักษามาแล้ว กระทั่งต่อมา นายจักรกฤษณ์ มีพฤติกรรมชู้สาวและก้าวร้าว รวมไปถึงทำร้ายร่างกายคนในครอบครัว ชักปืนข่มขู่คนในบ้านหลายครั้ง และระยะหลัง มีอาการหลอน กลัวว่า ภรรยาจะไปมีชู้ บังคับไม่ให้ภรรยาออกนอกบ้าน กระทั่ง ล่าสุด นายจักรกฤษณ์ ได้มีปากเสียงกับภรรยา และชกที่ท้องภรรยาหลายครั้ง ครอบครัว จึงรู้สึกหวาดกลัวและกดดัน วันนี้ สบโอกาส นายจักรกฤษณ์ ออกไปดื่มสุรานอกบ้าน ครอบครัวจึงตัดสินใจ หนีออกมาขอความช่วยเหลือจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่ โรงแรมเอสซี ปาร์ค ย่านเลียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์

 ’ปวีณา’ รับดูแลภรรยา’เอ็กซ์’ ประสานยธ.คุ้มครองพยาน

เมื่อเวลาประมาณ 23.00น. นางปวีณา หงสกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นของมนุษย์ ได้นำ ภรรยา และแม่ของนายจักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม อดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับพนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี หลังถูก นายจักรกฤษณ์ ทำร้ายร่างกาย และใช้อาวุธปืน พร้อมมีดสปาต้า ข่มขู่

ด้านภรรยา ยืนยันว่า จะดำเนินคดีกับ นายจักรกฤษณ์ ถึงที่สุด เนื่องจากที่ผ่านมา ครอบครัวตกอยู่ในอันตราย โดนทำร้าย และข่มขู่ จนตนเองทนไม่ไหว จึงต้องเข้าแจ้งความดำเนินคดีดังกล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังเข้าแจ้งความกับนักงานสอบสวน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นของมนุษย์ ได้รับภรรยาและครอบครัวของนายจักรกฤษณ์ ไปอยู่ในความดูแล ก่อนที่ในช่วงบ่ายวันพรุ่งนี้ จะมีการสอบปากคำร่วมกับพนักงานสอบสวน เพิ่มเติม โดย นางปวีณา ระบุว่า กรณีนี้ถือเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งทางกระทรวง จะเข้าไปดูแลอย่างเต็มที่ รวมถึง เตรียมประสานกระทรวงยุติธรรม ในการคุ้มครองพยานด้วย

อย่างไรก็ตาม นายจักรกฤษณ์ ยังคงหลบหนี โดยไม่เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อชี้แจงถึงกรณีต่าง ๆ แม้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะพยายามโทรศัพท์ติดต่อและร้องขอให้เข้ามาพบก็ตาม

 ‘เอ็กซ์’ ยัน พร้อมตั้งทนายสู้คดี รับเคยเสพยาจริง

นายจักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม อดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย ได้ติดต่อมายัง พนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี ภายหลัง แม่และแพทย์หญิงณัธวดี ภู่เจริญยุทธ ภรรยา เข้าแจ้งความ กรณีถูก นายจักรกฤษณ์ ทำร้ายร่างกาย และใช้อาวุธปืนข่มขู่ โดยได้มีการสอบถามพนักงานสอบสวน ถึงเรื่องการดำเนินคดีกับตนเอง พร้อมระบุว่า พร้อมที่จะแต่งตั้งทนายความเข้าสู้คดี รวมไปถึงยอมรับว่า ที่ผ่านมาตนเองเคยเสพยาเสพติดจริง แต่ปัจจุบันได้เลิกหมดแล้ว

สำหรับ นายจักรกฤษณ์ เป็นอดีตนักกีฬายิงปืน ทีมชาติไทย ประเภทปืนสั้นอัดลมยิงช้า เจ้าของหลายเหรียญทองในกีฬาซีเกมส์ และเอเชียนเกมส์ และที่ผ่านมาเคยถูกส่งตัวกลับประเทศ ทั้ง ๆ ที่ แข่งขันไม่จบ ในกีฬาซีเกมส์ 2009 ที่ กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว เนื่องจากมีปัญหากับผู้จัดการทีม

ประยุทธ์ ขออย่าห่วงคลิปเสียง จี้ม็อบเลิกร้องทหารปฏิวัติ

“ประยุทธ์” ขออย่าห่วง ”คลิปเสียง”  จี้ม็อบเลิกร้องทหาร”ปฏิวัติ” เชื่อไม่เกิดประโยชน์ รับรุนแรงแน่ถ้าทหารออกแก้ปัญหา เหล่าทัพ มั่นคงไม่หวั่นไหวคลิปเสียง วอนต้องไว้วางใจกองทัพ  พร้อมให้เกียรติทำงานร่วม”ยิ่งลักษณ์”

IMG_7629_resize-copy-451x300

ผู้สื่อข่าว MThai News รายงานว่า ที่ หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ เมื่อเวลา 16.30 น. 11 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.กลาโหมเข้ามาทำงานที่กระทรวงกลาโหมเป็นวันแรกว่า เหมือนกับวันอื่นที่มีการเปลี่ยนรมว.กลาโหม ไม่ว่า ใครจะป็นก็ต้องจัดพิธีให้สมเกียรติ เพราะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในกระทรวงกลาโหม ซึ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และนายกฯขอบคุณที่ให้เกียรติท่าน

ทั้งนี้ไม่ว่า จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายการทำงานก็ไม่แตกต่างกันมากนัก วันนี้เราต้องหันหน้าเข้าหากันช่วยกันทำงาน ซึ่งนายกฯได้บอกกับผบ.เหล่าทัพว่า ขอให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดด้วยความรักความสามัคคี และขอบคุณเหล่าทัพที่ให้ความร่วมมือทำงานมาตลอด 2 ปี

ส่วนเรื่องคลิปเสียงสนทนาที่มีเสียงคล้ายพ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกับพล.อ.ยุทธศักดิ์  ศศิประภา รมช.กลาโหมนั้น ในที่ประชุมวันนี้ไม่ได้พูดถึง เป็นเรื่องของผู้ที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการต่อไป ผบ.เหล่าทัพยังมีความมั่นคงต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไม่หวั่นไหวต่ออะไรทั้งสิ้น ถ้าเรามีเจตนารมณ์ที่บริสุทธิ์ สิ่งที่เราทำทุกวันนี้อาจทำให้มีคนพอใจและไม่พอใจ ตนไม่สามารถบังคับให้ใครชอบหรือไม่ชอบได้ แต่ตนไม่สบายใจอยู่อย่างหนึ่งว่า เมื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้น กองทัพบกจะถูกพาดพิงนำไปเกี่ยวข้องอยู่เสมอ แต่ทุกเหล่าทัพมีหลักการ มีวัฒนธรรมทางทหารอยู่ ทั้งหมดทะเลาะกันไม่ได้ เพราะเราต้องทำงานร่วมกัน

ทั้งนี้ คลิปเสียงดังกล่าวเหมือนกับว่า ผบ.เหล่าทัพเคยมีการตกลง และสนับสนุนให้พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนว่า ใครตกลงกับใคร ตนจะไปตกลงกับใครเขาได้ ต้องไปถามคนพูด ไม่ใช่มาถามตน  ซึ่งตนขอพูดว่า ไม่มี แต่ตนเป็นเจ้าหน้าที่จะพูดอะไรได้หรือไม่ ยืนยันในการทำหน้าที่ของกองทัพบก ถ้าเราไม่ทำกองทัพให้เข้มแข็ง มองกองทัพในทางที่ไม่ไว้วางใจ กองทัพและประเทศชาติจะอยู่ไม่ได้ ถ้าดิสเครดิตไปเรื่อยๆสักวันหนึ่งจะไม่เหลืออะไรอีกเลย และท่านจะไม่มีประเทศอยู่

134

ส่วนยืนยันได้หรือไม่ว่ากองทัพไม่ซูเอี๋ยกับการเมืองนั้น ตนจะซูเอี๋ยอะไร ตนไม่ได้ไปชกมวยหรือเล่นกีฬา ตนทำงานด้วยภารกิจ และยังคิดงานของตัวเองตลอด ไม่เคยคิดเรื่องอื่น เพราะไม่ใช่หน้าที่  วันนี้ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน การมีนายกรัฐมนตรีหญิงเป็นรมว.กลาโหมต้องให้เกียรติท่าน เพราะเราเป็นสุภาพบุรุษ การทำงานทุกอย่างต้องดำเนินการไปตามแผน ไม่ว่า ใครจะมาบังคับบัญชาทุกอย่างยังเหมือนเดิม ซึ่งอยู่ภายใต้ความพึงพอใจของประชาชนเป็นหลัก

ขณะที่ยังมองหน้ากับพล.อ.ยุทธศักดิ์ได้สนิทใจหรือไม่นั้น วันนี้ตนยังมองท่าน และท่านยังมองตนดีอยู่  ทั้งนี้คนเราต้องให้โอกาสทำงาน และแสดงความรู้สึกร่วมกัน ถ้าเราสะกิดและเกากันอยู่ไม่เกิดประโยชน์อะไร และเสียเวลากับคำถามที่ตอบยาก ส่วนความรู้สึกไม่ดี และไม่เคยเกิด แต่อาจจะเกิดตอนที่สื่อถาม ตนจึงพยายามไม่ให้ความสนใจเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องคน 2 คนที่พูดกัน ส่วนคลิปดังกล่าวจะเป็นของจริงหรือตัดต่อนั้น ตนไม่ทราบ เพราะไม่ใช่นักเทคนิค ต้องถามคนที่ตรวจสอบ และตนไม่ได้ฟังคลิปเสียง อ่านแต่เพียงสื่อ อย่าไปกังวล เพราะมีเรื่องอีกเยอะที่ต้องกังวล

ส่วนในคลิปเสียง พ.ต.ท.ทักษิณ จึงระบุว่า ไว้ใจผบ.ทบ.มากนั้น การที่กองทัพบกทำอะไรไป เมื่อได้รับความพึงพอใจจากใครก็ตาม แสดงว่า กองทัพทำหน้าที่ได้สมศักดิ์ศรี และเป็นที่พอใจของประชาชนทั่วป ตนไม่ได้ระบุว่า เป็นใคร

พร้อมกันนี้กรณีที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ออกมาปฏิวัติหลังจากมีคลิปเสียงนั้น ประเทศไทยประกอบด้วยส่วนงานหลายส่วน เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา หลายส่วนต้องช่วยกันแก้ปัญหา อย่านำทหารมาแก้ปัญหาทุกเรื่อง เรามีประสบการณ์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน มีการปฏิวัติมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ตนไม่รู้ แต่ต้องทบทวนว่า ทุกประเทศแก้ปัญหาโดยใช้องค์กรภายในประเทศมาแก้ปัญหา ไม่มีประเทศไหนบอกให้นำทหารออกมาแก้ปัญหา ไม่ใช่ว่า กองทัพปัดความรับผิดชอบ แต่อยากให้ทุกคนช่วยสร้างให้องค์กรต่างๆ ส่วนราชการมีตวามเข้มแข็ง ให้กำลังใจ วันนี้ต้องสร้างพลเรือน ตำรวจ ทหาร องค์กรอิสระ และศาลให้เข้มแข็ง มีสติ มีเหตุผล พอประมาณ มีภูมิคุ้มกันที่ดี

พร้อมกันนั้นถ้าสร้างให้สังคมที่มีความแตกแยกไปเรื่อยๆ มันจะกู่ไม่กลับ แล้วที่ท่านบอกว่า อยากให้ทหารออกมาดูแล ถามว่า แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เพราะท่านคงนึกไม่ถึง หากเกิดขึ้นครั้งหน้า ความรุนแรงเกิดขึ้นแน่นอน แล้วท่านจะร่วมรับผิดชอบกับผมหรือไม่ และไม่เกิดประโยชน์ที่เราจะล้มทุกอย่างในขณะนี้ เพราะทุกอย่างขณะนี้ยังมีทางแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด ยังไม่ถึงจุดสุดท้ายที่จะตายกันทั้งประเทศ ดังนั้นต้องดึงกลับมาและแก้ไขกันทีละเรื่อง ถ้าส่งเสริมให้ทุกคนกลับมาแก้ปัญหาได้ในแต่ละปัญหา เดี๋ยวก็แก้ได้ แต่ถ้าเรียกทหารออกมา ถือว่า แก้ปัญหาด้วยยาแรงอันเดียว ผมว่า บางทีมันแก้ไม่ได้ เพราะตอนนี้โรคเยอะ และเกิดขึ้นหลายโรค

อย่างไรก็ตาม ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ กองทัพจะรับได้หรือไม่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่า อย่าถ้า หรือสมมุติก็ไม่ได้ เพราะตนไม่สมมุติด้วย ไม่มีคำว่า ถ้า แต่ทุกคนคงอยากกลับบ้าน ส่วนหากพ.ต.ท.ทักษิณ อยากเคลียร์กับตนนั้น จะมาเคลียร์กับตนได้อย่างไร ตนไม่ใช่ศาล  ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณต้องการให้พล.อ.ยุทธศักดิ์ มาเคลียร์ตนนั้น แล้วเคลียร์ได้หรือไม่ ลองไปถามผู้ร้ายว่า เคลียร์กับตนได้หรือไม่ ทุกอย่างต้องเป็นกฎหมาย วันนี้อยู่ด้วยกฎหมาย กติกา กองทัพมีวินัย ไม่สามารถทำตามใจชอบของพล.อ.ประยุทธ์ได้ ทำตามอารมณ์หรือความอยากไม่ได้ ทุกอย่าง คือ กฎหมาย ตนไม่ใช่พระเอก ขอแค่ไม่เป็นผู้ร้ายก็พอ

MThai News

ไฟไหม้ ชุมชนแออัดฟิลิปปินส์ เผากว่า300หลัง

ไฟไหม้ชุมชนแออัดในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ มีบ้านเรือนถูกทำลายไปถึง 300 หลัง แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

ไฟไหม้ชุมชนแออัด,ฟิลิปปินส์

ทางการฟิลิปปินส์ แถลงว่า เกิดเหตุไฟไหม้ชุมชนแออัดในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ มีบ้านเรือนถูกทำลายไปถึง 300 หลัง แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

รายงานระบุว่า บ้านเรือนในชุมชนส่วนใหญ่ ทำจากเศษไม้และแผ่นพลาสติกถูกเพลิงเผาวอดในเวลา 2 ช.ม. และมีเสียงถังแก๊สระเบิด และไซเรนรถดับเพลิงดังไปทั่วบริเวณ   หัวหน้าหน่วยดับเพลิงกล่าวว่า บ้านเรือน 1 ใน 3 ของจำนวน 1,000 หลัง ในชุมชนดังกล่าวถูกทำลาย ด้าน เจ้าหน้าที่สอบสวน กล่าวว่า เพลิงไหม้ครั้งนี้น่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร  ผลการศึกษาขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ร้อยละ 35 ของประชากร 14 ล้านคนในกรุงมะนิลา อาศัยในชุมชนแออัด