ปอท.ยันคุยLINEแล้วตอบรับให้สอบ-ปิดข้อมูลกลัวคนด่า

ผบก.ปอท. ยืนยัน คุยกับบริษัทไลน์จริง พร้อมให้ความร่วมมือตรวจสอบกลุ่มเสี่ยง ชี้ แถลงการณ์เพราะกลัวลูกค้าต่อว่า ลุยสอบทางลับต่อ

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผบก.ปอท. เปิดเผย ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า ตามที่ บริษัท ไลน์ คอร์ปอเรชั่น แถลงข่าวว่า ยังไม่ได้รับคำขออย่างเป็นทางการ จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.)

ดังนั้น บริษัทไลน์ ยังคงไม่สามารถให้ข้อมูลใดๆ ในประเด็นดังกล่าวได้ในตอนนี้ และบริษัทไลน์ยังคงมีนโยบายหลักในการรักษาข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานโดยรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากลนั้น ยืนยันว่า ตนเองได้พูดคุยกับบริษัทไลน์ไปก่อนหน้านี้จริง และทางบริษัทไลน์ก็ตอบรับพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ ในการตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายแล้วด้วย

ส่วนแถลงการณ์ที่ออกมานั้น ถือเป็นการปกป้องธุรกิจของเขา เพราะกลัวลูกค้าจะต่อว่าได้ ซึ่งทาง ปอท. จะทำการสอบในทางลับต่อไป ตามที่ได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้

ปอท.ยันตรวจไลน์ไม่ละเมิดสิทธิ์ดูแค่ข้อมูลคนทำผิด

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) กล่าวถึงกรณีที่จะดำเนินการตรวจสอบข้อความที่กระทบกับความมั่นคง ในการคุยทางไลน์ ว่า จะตรวจสอบเฉพาะกรณีที่ผู้ใช้กระทำความผิดกฎหมายอาญา และเข้าเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อ คือกระทบกับความมั่นคงของรัฐ กระทบความสงบเรียบร้อยของประชาชน และกระทบศีลธรรมอันดีของประชาชน เนื่องจากที่ผ่านมา พบมีการใช้โซเชียลมีเดียในการซื้อขายอาวุธปืนเถื่อน ยาเสพติด ค้าประเวณี

ส่วนการที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า การตรวจสอบไลน์นั้นเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนั้น ได้มีการพูดคุยกับทาง
บริษัทไลน์ มาหลายครั้ง ว่าจะเป็นผู้คัดเลือกข้อความมาให้ตรวจสอบ ว่าเข้าเงื่อนไขหรือไม่ คงบังคับให้ส่งตรวจสอบทุกเรื่องไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ยังพบความผิดในไลน์น้อย ส่วนมากพบทางเฟซบุ๊ก แต่เตรียมไว้ในอนาคตหากเป็นช่องทางทำผิดกฎหมาย ก็จะดำเนินการได้ทันท่วงที ซึ่งขณะนี้เริ่มดำเนินการในส่วนที่มีการร้องเรียน หรือเคยทำผิดในโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ส่วนจะขยายผลการตรวจสอบไปยังแอพพลิเคชั่นแชทอื่น ๆ ก็กำลังพิจารณา ยืนยันว่าไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เพราะจะตรวจเฉพาะผู้ที่กระทำความผิดเท่านั้น ไม่ต้องขออำนาจศาล เพราะไม่ได้ดูข้อความ เพียงเป็นการขอข้อมูลจากต่างประเทศเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องขอผู้ใ

กระบะซิ่ง ชนตำรวจบนคู่ขนานลอยฟ้า เจ็บสาหัส

วานนี้(13 ส.ค.) แฟนเพจของศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร บก.02  เผยแพร่เหตุการณ์อุบัติเหตุรถกระบะ โตโยต้า วีโก้ ทะเบียน กธ 5783 นครปฐม ขับด้วยความเร็วสูงพรุ่งเข้าชน ด.ต.เจติการ วงษ์เมือง ผบ.หมู่.งานสายตรวจ 3 กก.1 บก.จร.(สน.คู่ขนานลอยฟ้า) ขณะปฏิบัติหน้าที่จัดการจราจรให้ประชาชนอยู่บนคู่ขนานลอยฟ้า

กระบะซิ่ง ชนตำรวจบนคู่ขนานลอยฟ้า

โดยตำรวจคนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกนิ้วก้อยซ้ายหัก นิ้วนางขวาฉีก เอ็นโคนนิ้วขาด เหนือคิ้วขวาแตก มีเลือดไหลใต้กระโหลกศีรษะ มีอาการเวียนศีรษะ อาเจียน ซึ่งแพทย์ได้ทำการผ่าตัด ทำแผล และรักษาจนอาการทางสมองเป็นปกติ ซึ่งตอนนี้พักรักษาตัวอยู่ที่ตึกมงคลกาญจนา ชั้น 4 ห้อง ICU โรงพยาบาลตำรวจ

กระบะซิ่ง ชนตำรวจบนคู่ขนานลอยฟ้า

MthaiNews

กรรมการสิทธิ์แย้งตำรวจ ชี้ เอกยุทธ ไม่ได้ถูกฆ่ารัดคอ

ด้าน ทนายความ เอกยุทธ ขอยุติบทบาท

วานนี้ (13 ส.ค.)  ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กสม. แถลงผลการตรวจสอบกรณีการเสียชีวิตของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ว่า ตามรายงานของแพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพพบว่า นายเอกยุทธ์ไม่ได้ถูกฆ่ารัดคอหรือถูกบีบคอตามที่พนักงานสอบสวนและผู้ต้องหาได้ระบุไว้ หากแต่เป็นการถูกกระทำให้ขาดอากาศหายใจโดยใช้กระบวนท่าพิเศษ ซึ่งเป็นกระบวนการของบุคคลที่เป็นมืออาชีพนอกเหนือจากผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม  

อุ้มฆ่า,เอกยุทธ อัญชันบุตร

ทั้งนี้ที่บริเวณปลายจมูกมีรอยฟกช้ำ โคนลิ้นและลิ้นด้านซ้าย เนื้อเยื่อลำคอด้านขวา ซึ่งไม่พบรอยบีบรัดแต่มีการกดบีบลำคอกับปิดกั้นจมูกทำให้ขาดอากาศหายใจ และท่านี้สามารถทำให้เสียชีวิตโดยใช้ระยะเวลาไม่นาน ขณะที่บาดแผลบริเวณหัวไหล่ขวา สะบักซ้ายด้านหลังซึ่งเกิดจากการกระทำของผู้ที่อยู่ด้านหลังนายเอกยุทธ  ส่วนบาดแผลอีก 2 แห่ง ที่ข้อมือและส้นเท้าเกิดจากการถูกพัธนาการในบริเวณจำกัด ทำให้นายเอกยุทธ์ไม่สามารถต่อสู้ดิ้นรนได้

ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพศพหลังเสียชีวิต ซึ่งมีการเคลื่อนย้ายศพจากกรุงเทพฯไป จ.พัทลุง และเคลื่อนจากเขาจิ้งโจ้ จ.พัทลุง มาตรวจพิสูจน์ที่กรุงเทพฯ มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าจากผู้ชำนาญในการฆ่าคน  โดยมีเหตุผลสนับสนุนคือ การเตรียมวัสดุอุกรณ์ห่อศพและลำเลียงศพจากรุงเทพฯมาพัทลุง และลักษณะการห่อศพซึ่งรัดด้วยวัสดุผูกมัด เป็นเทคนิควิธีการเฉพาะของผู้มีความรู้และความชำนาญ อีกทั้งไม่พบหนอนในศพ แสดงว่าสภาพศพถูกห่อหุ้มเป็นอย่างดี

ส่วนการขุดหลุมฝังก็ไม่ลึกไม่เกิน 50 ซ.ม. และถูกฝังไม่เกิน 1 วัน  แสดงเจตนาว่าไม่ต้องการปกปิดศพ แต่ต้องการเปิดเผยเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง จึงไม่อยากให้ตำรวจเร่งสรุปสำนวนว่าเป็นคดีฆ่าชิงทรัพย์

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ได้ขอยุติบทบาทในการตรวจสอบเรื่องนี้โดยระบุว่าที่ผ่านมาตนเองพยายามหาความจริงแต่ทางญาติของ นายเอกยุทธ เอง กลับไม่ยอมให้ความร่วมมือ โดยนายสุวัตรพูดเพียงคำเดียวว่า “กลัว” ทั้งที่ผ่านมาทำเพื่อความถูกต้องโดยไม่ได้รับค่าจ้างใดๆ

MThai News