JAS ตั้งกองทุน 7หมื่นลบ.ขยายโครงข่ายอินเทอร์เนตความเร็วสูง

บอร์ด JAS อนุมัติตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน มูลค่า 50,000-70,000 ล้านบาท ขยายโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ตั้งเป้าเพิ่มยอดลูกค้าอีก 50 เปอร์เซ็นต์ใน 3 ปี

17

รายงานข่าวจากบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (JAS)เปิดเผยว่า  ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 4/2556 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2556 ได้มีมติอนุมัติให้ดำเนินการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน   (Infrastructure Fund)

สำหรับธุรกิจบรอดแบรนด์อินเทอร์เนต มูลค่า 50,000-70,000 ล้านบาท   โดยให้บริษัทฯ  และ/หรือ บริษัทย่อยขายหรือให้เช่า  โครงข่าย บรอดแบรนด์ทั่วประเทศของบริษัท ซึ่งประกอบด้วยโครงข่ายใยแก้วนำแสง (Optical Fiber Cable) จำนวนประมาณ 610,000คอร์กิโลเมตร (core. km.)Access Node จำนวนประมาณ 16,000 node Cable ที่เชื่อมโยงถึงลูกค้าทั้งหมด

ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวมีมูลค่าตามบัญชี ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2556 ประมาณ 10,000 ล้านบาท และอนุมัติให้บริษัทฯ และ/หรือ บริษัทย่อย เช่ากลับ เช่า หรือเช่าช่วง ทรัพย์สินข้างต้นจากกองทุนเพื่อใช้ทรัพย์สินดังกล่าวในการดำเนินธุรกิจต่อไป

เงินที่ได้จากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานจะนำมาขยายงานบรอดแบรนด์อินเทอร์เนต ซึ่งรวมถึง Fiber Optic FTTX เพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนของลูกค้า Fiber Optic FTTXให้ถึง 50%  โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 3 ปี

นอกจากนี้ อนุมัติให้บริษัทฯ และ/หรือ บริษัทย่อย ลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว ประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมดของกองทุน คิดเป็นจำนวนเงินลงทุนประมาณ 16,667-23,334 ล้านบาท

รวมทั้งอนุมัติให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมีอำนาจในการจัดจ้างและลงนามในสัญญาแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน  ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ ที่ปรึกษากฎหมาย ผู้ประกันการจัดจำหน่าย ทั้งไทยและต่างประเทศรวมทั้งผู้จัดการกองทุน

ที่ประชุมฯยังได้อนุมัติให้ดำเนินการเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุนให้แก่ประชาชนโดยทั่วไปภายในสิ้นปี 2556 ทั้งนี้  คณะกรรมการบริษัทฯ จะจัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อให้ความเห็นชอบโดยเร็ว

MThai news

ณัฐวุฒิ เตือน! ใครดึงราคายางเอี่ยวการเมือง ระวังคะแนนเสียงจะตก

ณัฐวุฒิ เตือน! ใครดึงราคายางเอี่ยวการเมือง ระวังคะแนนจะตกกว่าราคายาง ยันรัฐบาลจริงใจกับพี่น้องสวนยางช่วยซื้อสูงกว่าราคาตลาดแล้วก่อนหน้านี้

วันนี้ 26 ส.ค.56 ผู้สื่อข่าว MThai News รายงานว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีชาวสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ชุมนุมปิดถนนเรียกร้องราคายางพารา 120 บาทต่อกิโลกรัมว่า

ม็อบสวนยาง, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

มติครม.เมื่อวันที่ 24 ม.ค.55 ซึ่งเป็นวันแรกที่ตนทำหน้าที่เห็นชอบโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ให้องค์การสวนยาง หรือ อสย.ซื้อยางนำราคาในตลาดแล้วขยับขึ้นไปเรื่อยๆ โดยมีเป้าหมาย 120 บาทต่อกิโลกรัม

ซึ่งตัวเลขราคาดังกล่าวตลอดจนรายละเอียดการดำเนินงานเป็นผลมาจากการชุมนุมเรียกร้องราคายางของเกษตรกรที่จ.สงขลา ช่วงปลายปี 54 โดยมีตัวแทนชาวสวนยางเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ หรือ กนย.และหาข้อสรุปร่วมกัน

ทั้งนี้มีการปรับครม. แล้วผมไปทำหน้าที่ในวันที่เห็นชอบโครงการนี้พอดี จึงดำเนินการตามเป้าหมายที่ระบุไว้ไม่ได้ เป็นการประกาศราคาใหม่เรื่องนี้ตัวแทนพี่น้องชาวสวนยางที่ร่วมบริหารโครงการทราบดี และรับรู้ขั้นตอนว่าผมพยายามเร่งรัดการปฏิบัติของทุกหน่วยงานให้สามารถนำเม็ดเงินในโครงการมาใช้ให้ถึงมือเกษตรกรโดยเร็วที่สุด

ขณะเดียวกัน รัฐบาลชุดนี้มีความจริงใจต่อการแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวสวนยางและเป็นรัฐบาลแรกที่ประกาศราคารับซื้อยางในโครงการสูงกว่าราคาตลาดถึงกิโลกรัมละ 20บาทโดยใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 22,000 ล้านบาท

แต่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงส่งผลกระทบทำให้ราคายางไม่ขยับสูงขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น แนวทางขณะนี้รัฐบาลประกาศชัดเจนว่าจะไม่ระบายยางในสต็อกกว่า 200,000ตัน ออกสู่ตลาดเพื่อรักษาระดับราคาไว้และจะเร่งรัดการใช้ในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ส่วนมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ต้องบอกว่ารัฐบาลเข้าใจพี่น้องเกษตรกรเพียงแต่ต้องขอความเห็นใจให้รัฐบาลและเชื่อว่าหลังรับข้อเรียกร้องคงมีการพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงและทุกฝ่ายยอมรับได้

ส่วนความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีประเด็นการเมืองเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น ตนเชื่อว่าชาวสวนยางตัวจริงแยกแยะปัญหาราคายางกับเรื่องการเมืองได้ ถ้ามีใครพยายามเบี่ยงเบนประเด็นก็ต้องระวังว่าราคาของพรรคการเมืองนั้นจะตกยิ่งกว่าราคายาง

MThai News

เริ่มต้นที่ 50 บาท กลุ่มแท็กซี่ร้องขอปรับค่าโดยสาร

กลุ่มสมัชชาแท็กซี่ ยื่นศาลปกครอง ฟ้อง รมว.คมนาคม ต้องปรับอัตราขึ้นค่าโดยสารเริ่มแรกจาก 35 บาท เป็น 50 บาท อ้าง ค่าครองชีพสูง

กลุ่มสมัชชาแท็กซี่ ขอปรับค่าโดยสาร 50บาท

นายสมบุญ จรรยาเลิศ ตัวแทนกลุ่มสมัชชาแท็กซี่แห่งชาติ ได้ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้มีคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิจารณาปรับปรุงกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับกำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสาร สำหรับรถรับจ้างและอัตราค่าจ้างให้เพิ่มขึ้น โดยคิดจากค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้นตามความเป็นจริง

โดย นายสมบุญ กล่าวว่า กลุ่มสมัชชาแท็กซี่แห่งชาติ มีความต้องการให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดำเนินการปรับอัตราเรียกเก็บค่าโดยสารเริ่มแรกจาก 35 บาท เป็นเพดานขั้นต่ำไม่เกิน 50 บาท ในระยะทางไม่เกิน 2 กิโลเมตรแรก และกิโลเมตรต่อไปไม่เกินกิโลเมตรละ 12 บาท ในกรณีที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ หรือเดินรถต่อไปได้ให้เพิ่มขึ้นในอัตรานาทีละไม่เกิน 3 บาท

ส่วนกรณีการเรียกจ้างผ่านศูนย์บริการสื่อสารของผู้รับจ้าง จากเดิม 20 บาท ให้กำหนดได้ไม่เกิน 50 บาท และกรณีการจ้างจากท่าอากาศยาน หรือสถานที่ ที่กระทรวงคมนาคม ประกาศกำหนดให้กำหนดเรียกเพิ่มจากผู้โดยสารได้อีกไม่เกิน 100 บาท เนื่องจากเห็นว่า สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันมีค่าครองชีพ และต้นทุนสูงขึ้นจากอดีต โดยรัฐไม่สามารถควบคุมได้ แต่อัตราค่าโดยสารกลับถูกควบคุม ถือว่าไม่มีความยุติธรรมกับผู้ประกอบอาชีพแท็กซี่