ชูวิทย์ แจงเหตุถ่ายคลิปสภาวุ่น หลังถูก ส.ส.ปชป.ท้วงติง

ชูวิทย์ แจงเหตุถ่ายคลิปสภาวุ่น หลังถูก ส.ส.ปชป.ท้วงติง บอกเพื่อเปิดเผยความจริงให้สังคมได้รู้ ก่อนจะแนะตำรวจสภาหากอยู่ข้างนอกคงรวยเละ ไม่ได้เป็นหนังหน้าไฟ

วันนี้ (21 ส.ค.) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว อธิบายถึงสาเหตุของการถ่ายคลิปเหตุการณ์ความวุ่นวายภายในรัฐสภา ระหว่างการประชุมร่วมพิจารณาแก้กฎหมายที่มาของส.ว.วานนี้ (20 ส.ค.) หลังถูกส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ท้วงติง เนื่องจากเกิดความไม่สบายใจกับพฤติกรรมดังกล่าวโดยระบุว่า

ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์, ข่าวชูวิทย์, ข่าวสภา

เหตุผลที่ผมถ่ายคลิปในห้องประชุมสภาฯ

วันนี้มี ส.ส. อาวุโสจาก “พรรคประชาธิปัตย์” ท่านหนึ่ง ได้กรุณามาถามผมขณะถ่ายคลิปว่า “ชูวิทย์ถ่ายคลิปไปทำไม? อย่าทำให้เพื่อนๆพรรคประชาธิปัตย์เขากังวล”

ผมได้อธิบายกับท่านว่า “ไม่ต้องกังวลกับผมเลย เพราะการถ่ายคลิปของผมนั้น เพื่อให้สังคมได้เห็นความเป็นจริงในห้องประชุมอย่างใกล้ชิด ผมรับประกันว่า ไม่ถ่ายคลิปเรื่องส่วนตัว ซุบซิบนินทา ความลับของพรรคที่มีส่วนได้เสีย ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน หรือให้ร้ายใครโดยเด็ดขาด

อีกทั้งผมยังไม่เห็นมีการอภิปรายใดๆ รอมาทั้งวันแล้ว จะให้ผมนั่งบื้อติดเก้าอี้ “เล่นเกมส์” หรือ “ดูภาพโป๊” จากไอแพดแก้เซ็งก็ใช่ที่ ผมเคารพสถานที่ และยังอยู่ในหน้าที่ ผมทำไม่ได้หรอกครับ อีกอย่างสันดานผมไม่มีนิสัยไป “ตัดต่อคลิป” สถานการณ์จริงเป็นอย่างไร ผมถ่ายไปตามนั้น”

ผมเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ชอบการ “โกหก” ดังนั้นการถ่ายคลิป เป็นการนำความจริงมาเปิดเผยต่อประชาชนในมุมที่ใกล้ชิด เนื่องจากประชาชนไม่ค่อยเชื่อถือคำพูดของนักการเมือง การถ่ายคลิปจึงเป็นหลักฐานข้อเท็จจริง เหมือนกับที่ผมถ่ายในบ่อน

มีคนเขาบอกว่า “รูปภาพหนึ่งรูป สามารถอธิบายได้มากกว่าคำพูดเป็นพันคำ” ผมต้องขอบอกว่า “เพียงหนึ่งคลิป สามารถอธิบายได้มากกว่าคำพูดเป็นหมื่นคำ” ดังนั้น อย่าได้กังวลกับผมเลยครับ ผมเพียงรายงานข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบผ่านคลิป

แหม…แอ็คชั่นมันอยู่ที่ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ทั้งนั้นนี่ครับ จะให้ผมไปถ่ายใคร? ในคลิปก็เห็นอยู่ว่ามุมกล้องเหมือนคนอื่นซะที่ไหน? แถมมีคนถ่ายคลิปตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่ไปถามก็ไม่รู้ มาจ้องถามผมอยู่คนเดียว?

นอกจากนี้ นายชูวิทย์ ยังได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นอกเห็นใจตำรวจรัฐสภา หลังต้องทำตามคำสั่งของท่านประธานสภาด้วยว่า

ตำรวจสภาฯ หนังหน้าไฟ

“ความวุ่นวาย” ที่เกิดขึ้นในสภาฯ ทำให้ “ตำรวจรัฐสภา” ที่มีอำนาจหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบภายในอาณาเขตรั้วของรัฐสภา หาก ส.ส. ขัดคำสั่งประธานฯ ประธานฯสามารถเรียกตำรวจรัฐสภา เชิญ ส.ส. ผู้นั้นออกจากห้องประชุมได้

ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์, ข่าวชูวิทย์, ข่าวสภา

ผมเคยโดนมาแล้ว “วันแถลงนโยบาย” ลองของประธานฯ เมื่อประธานฯสั่งให้นั่ง ผมไม่นั่ง ประธานฯเลยยืน ตามระเบียบเมื่อประธานฯยืน ส.ส. ต้องนั่ง เมื่อไม่นั่ง ประธานฯจึงเชิญตำรวจรัฐสภามานำผมออกจากห้องประชุม ผมถูกไล่ออกจากห้องประชุมอย่าง “ละมุนละม่อม” ที่เป็นอย่างนี้เพราะผมมันพรรคเล็ก ต้องยอม

ปกติตำรวจรัฐสภาไม่ค่อยกล้ากับ ส.ส. เท่าใดนัก แต่ถ้าประธานรัฐสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ออกคำสั่งสำทับว่า “ถ้าไม่นำตัว ส.ส. ออกจากห้อง ผมจะตั้งกรรมการสอบสวนเอาผิดตำรวจ” ตำรวจรัฐสภาจึงต้อง “ขึงขัง” รีบทำตามที่ประธานฯสั่ง

ตำรวจรัฐสภา มี “พระราชบัญญัติยศตำรวจรัฐสภา พ.ศ. 2512” เครื่องแต่งกายเช่นเดียวกับตำรวจ แต่เครื่องหมายเป็นของรัฐสภา มีสถานะเป็นข้าราชการในสังกัด “สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา” ผู้บังคับบัญชาสูงสุดคือ ประธานรัฐสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์

ตอนนี้ตำรวจรัฐสภารับบทหนัก ถูกดึงเข้าไปใน “วังวนการเมือง” ฝ่ายค้านกล่าวหาว่า “คุกคาม” เพราะ ส.ส. ถูกเลือกมาโดยประชาชน เลยกลายเป็น “หนังหน้าไฟ” ไม่ทำตามประธานรัฐสภา ก็จะโดนตั้งกรรมการสอบ พอทำตาม ก็ถูกกล่าวหาว่าคุกคาม

คำเปรียบเปรยไทยว่าไว้ “หนังหน้าไฟ” มีความหมายถึง “ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากผู้อื่น เช่น ลูกทำความผิด พ่อแม่ต้องมารับความผิดเป็นหนังหน้าไฟให้ลูก”

ทำไปทำมา “ความซวย” มันจึงมาเกิดกับตำรวจรัฐสภาโดยไม่รู้ตัว ผมพบตำรวจรัฐสภาหน้าห้องประชุม ยืนหน้าเศร้าเปรยกับผมว่า “ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย ซวยแท้ๆ” เป็นตำรวจรัฐสภาก็แบบนี้แหละ นี่ถ้าเป็นตำรวจนอกรัฐสภา ป่านนี้รวยไปแล้ว

MThai News

น้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีกว่า 300 ตัน ไหลออกจากโรงไฟฟ้า ของญี่ปุ่น

วานนี้ (20 ส.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าบริษัทผลิตไฟฟ้าโตเกียว ( เท็ปโก ) ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกูชิมะ ไดอิจิ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์ระบุการตรวจพบน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีปริมาณ 300 ตัน รั่วไหลออกมาจากถังเก็บใบหนึ่งในภายโรงงานตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

radioactive-water-leaking-japan-nuclear-power-fukushima_70140_600x450

ทั้งนี้ ที่บริเวณใกล้กับถังเก็บน้ำมีระดับรังสีสูงราว 100 มิลลิซีเวิร์ตต่อชั่วโมง ซึ่งเท่ากับปริมาณที่พนักงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้รับอนุญาตให้สัมผัสในระยะเวลาถึง 5 ปี แต่ เท็ปโกยังไม่ได้เผยถึงตำแหน่งของจุดที่เกิดการรั่วไหลอย่างแน่ชัด

ขณะที่เท็ปโกยืนยันว่า น้ำที่รั่วไหลออกมานี้ยังไม่เดินทางไปถึงชายฝั่งทะเลที่อยู่ใกล้กัน ล่าสุดบริษัทเก็บกู้น้ำที่รั่วออกมารวมถึงดินในบริเวณรอบๆได้ราว 4 ตัน พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งของเขื่อนดินที่อยู่รอบถังอีกด้วย ขณะที่คณะผู้ตรวจสอบของทางการญี่ปุ่นสั่งให้บริษัทเร่งตรวจสอบความเป็นไปได้ที่น้ำเหล่านี้จะไหลผ่านไปตามท่อแล้ว

MThai News

ส่งเครื่องบินลำที่ 3 รับคนไทยกลับบ้านอีก332 คน

บัวแก้ว จัดเครื่องบินลำที่ 3 รับคนไทยในไคโรอีก 332 คนกลับบ้านในวันที่  22 ส.ค.นี้

21-1

สมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ออกประกาศเพิ่มเติม ฉบับที่ 6 เกี่ยวกับความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยที่ต้องการอพยพออกจากอิยิปต์ โดยเที่ยวบินที่ 3 จะออกเดินทางจากกรุงไคโร สู่ประเทศไทย ในวันที่ 22 ส.ค. นี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 332 ที่นั่ง แบ่งเป็นสำหรับนักศึกษา 322 ที่นั่ง และสำหรบคนงานไทย 10 ที่นั่ง ส่วนกรณีหาตั๋วเพิ่มเติมได้ จะมีที่นั่งสำรองอีก 20 ที่นั่ง

ภายหลังสมาคมฯ ได้ประกาศรายชื่อผู้ที่จะเดินทางจำนวน 406 คน ที่ได้รวบรวมตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค. ถึงเวลา 15.00 น. ของวันที่ 20 ส.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โดยผู้ที่รายชื่ออยู่ในลำดับที่ 1 – 342 ให้เตรียมตัวพร้อมเดินทาง และไปถึงสนามบินภายใน 12.00 น. ของวันที่ 22 ส.ค. เวลาท้องถิ่น ส่วนที่เหลือให้รอเดินทางในเที่ยวบินต่อไป

พร้อมกันนี้ทางสมาคมยังจะเปิดรับรายชื่อต่อไป จนกระทั่งถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 22 ส.ค. 56 และหลังจากนั้นจะปิดทำการชั่วคราว ตลอดช่วงการอพยพครั้งนี้ ซึ่งคนที่ยังเหลืออยู่ที่อียิปต์นี้สามารถติดต่อกับ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร โดยตรง ทั้งนี้ คนที่มีชื่อขึ้นแล้ว และขอยกเลิกการเดินทาง จะต้องรับผิดชอบค่าปรับที่จะต้องจ่ายในการยกเลิกตั๋วเครื่องบิน เป็นเงิน 500 ปอนด์อิยิปต์ และจะหมดสิทธิ์เดินทาง

นายจักรกฤษณ์ ศรีวลี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีคนไทยในอียิปต์ได้ขอลงทะเบียนเพื่อเดินทางกลับประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานทูตมีประวัติคนไทยที่ยังอยู่ 300 คน โดยที่ทางสถานทูต กับสมาคมนักเรียนไทยในไคโร ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในเรื่องการประสานงานจัดเตรียมความพร้อมเรื่องเอกสารเดินทาง และเครื่องบินกลับประเทศ สำหรับคนไทยที่มาลงทะเบียนเพิ่ม

โดยทางสถานทูตได้จัดเตรียมเครื่องบินเหมาลำเที่ยวบินที่ 3 จะออกเดินทางจากรุงไคโรสู่ประเทศไทย ในวันที่ 22 ส.ค.2556 จำนวน 332 ที่นั่ง เป็นนักเรียนไทย 322 คน และคนงานไทย 10 คน รวมทั้งจะจัดที่นั่งสำรองอีก 20 ที่นั่ง หากสามารถจองที่นั่งเพิ่มเติมได้ ทั้งนี้ ได้ให้ผู้ลงทะเบียนไว้ได้ตรวจสอบรายชื่อกับทางสมาคมฯ จนถึงวันที่ 21 ส.ค. ทั้งนี้ เพื่อแสดงความพร้อม และทางสถานทูตจะได้นัดแนะจุด เพื่อให้สามารถเดินทางไปยังสนามบินและขึ้นเครื่องกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย

MThai news