อลหม่าน ภาษีคนโสด วิกฤติรับข่าวคนไทย-นโยบายเพิ่มลดประชากร

จากกรณีที่เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั่วโลกสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับเรื่อง ภาษีคนโสด ซึ่งเป็นเพียงแนวคิดของนักวิชาการท่านหนึ่งที่หวังเพิ่มจำนวนประชากรเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคต ซึ่งมีชาวสังคมออนไลน์ต่างเข้าใจผิดว่า แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากรัฐบาล ทำให้งานนี้รัฐบาลโดยด่าฟรีไปเต็มๆ

จากเหตุการณ์นี้มีผู้แสดงความคิดเห็นว่า เป็นการสะท้อนวุฒิภาวะทางปัญญาของคนไทยในการรับข่าวสาร เพราะสาเหตุที่ทำให้คนไทยเข้าใจข่าวนี้ผิดไป เพราะอ่านหนังสือเพียงแค่พาดหัวข่าวหรือไม่ได้อ่านข่าว แต่ฟังคนอื่นเขาพูดต่อๆกันมาโดยไม่สนใจที่จะหาข้อเท็จจริงของข่าวสารนั้นๆ ซึ่ง

ภาวะดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากกว่าการเพิ่มจำนวนประชากรอีก เพราะต่อไปหากมีข่าวลืออะไรคนไทยก็จะยิ่งรับรู้ได้ง่ายโดยไม่ไตร่ตรองและมีวิจารณญาณ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกและความเสียหาย โดยในวีคนี้ Mthai ข่าวภาคซ่าส์ จะขอพาทุกท่านย้อนไปทำความรู้จักกับภาษีคนโสด เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ แต่เคยมีออกมาเป็นกฎหมายที่บังคับใช้จริงบนผืนแผ่นดินราชอาณาจักรไทยมาแล้ว

ภาษีคนโสด

ภาษีคนโสด

ปี2487 ในยุคของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี มีพระราชบัญญัติพาสีชายโสด (ใช้ตามคำและภาษาในสมัยนั้น) เนื้อหาข้อบังคับระบุว่า ชายไทยที่ไม่มีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอายุตั้งแต่ 25 ปีบริบูรณ์แต่ไม่เกิน 45 ปีบริบูรณ์ที่มีรายได้ตั้งแต่ปีละ 960 บาท ให้เสียภาษีเพราะยังเป็นชายโสดปีละ 5 บาท หรือร้อยละ 10 ของภาษีที่ต้องเสียแล้วแต่อัตราใดจะมากกว่ากัน โดยข้อบังคับดังกล่าวมีข้อยกเว้น ถ้าชายโสดสามารถแสดงหลักฐานได้ว่า ตลอดปีภาษีที่ล่วงมา เป็นพระภิกษุ หรือมีลูกที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือติดคุกอยู่ในเรือนจำ หรือเป็นโรคติดต่อร้ายแรง หรือทำการสมรสไม่ได้โดยมีอวัยวะสืบพันธุ์ไม่สมบูรณ์ หรือเป็นคนวิกลจริต หรือรับราชการทหารกองประจำการ หรือตำรวจตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการ

ซึ่งนโยบายดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนไทยรีบมีลูก และเพิ่มจำนวนประชากร หากลองไปดูที่ต่างประเทศ นโยบายด้านการเพิ่มลดจำนวนประชากรก็มีเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ มีแผนกระตุ้นให้คนมีลูกมากขึ้น รัฐบาลสิงคโปร์ต้องการเพิ่มจำนวนประชากรถึง30% ในอีก ประมาณ 17 ปีข้างหน้า เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศไม่หยุดนิ่ง เนื่องจากมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในสิงคโปร์40 % ซึ่งชาวสิงคโปร์มองว่า ชาวต่างชาติเหล่านี้ คือปัญหาสำคัญ ที่ทำให้ค่าครองชีพและราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ในประเทศจีน ได้มีหน่วยงานจัดตั้งที่ดูแลเฉพาะด้านเกี่ยวกับนโยบายการวางแผนครอบครัว โดยมุ่งตั้งเป้าเพื่อลดจำนวนประชากร เพื่อลดผลกระทบทางลบจากการเพิ่มจำนวนของประชากรที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม พลังงานและสิ่งแวดล้อม ในปี 1979 รัฐบาลจีนได้มีกฎหมายให้แต่ละครอบครัวอนุญาติให้มีลูกได้คนเดียวเท่านั้น สำหรับประชากรในชนบท ถ้าลูกคนโตเป็นลูกสาว อนุญาติให้มีลูกคนที่ 2 ได้และครอบครัวที่ลูกคนโตเป็นเด็กพิการหรือเสียชีวิตไป อนุญาติให้มีลูก 2 คนได้

ทั้งนี้มีข้อมูลระบุว่า ประชากรโลก มี 7,087 ล้านคน และในปี 2050 จะมีคนทั่วโลกมากกว่า 10,500 ล้านคนซึ่งจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ปริมาณอาหารโลก และทรัพยากรพลังงาน อาจก่อให้เกิดปัญหาประชากรล้นโลกได้

MthaiNews

พระวัดดัง อ้างมีคนเอากระดูกผี7ป่าช้าฝังที่ทำเนียบ หวังปองร้ายรัฐบาล

วานนี้(12 ก.ย.) มีรายงานข่าวว่าที่วัดศรีบุญเรือง ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พระครูสุเทพสิทธิคุณ หรือ “หลวงพ่อพันเทวา” อายุ 75 ปี เจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง พร้อมพระลูกวัดอีก 5 รูป ได้ร่วมกันทำพิธีเพ่งดวงอาทิตยืด้วยตาเปล่า เป็นเวลานานกว่า 30 นาที เพื่อขอให้บารมีแห่งเทพสุริยะ ช่วยปัดเป่าภัยคุกคามที่กำลังครอบงำรัฐบาล

มีคนเอากระดูกผี7ป่าช้าฝังที่ทำเนียบ

โดยอ้างว่าขณะนี้มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีทำคุณไสยใส่รัฐบาล โดยมีการนำดินและกระดูกผี 7 ป่าช้ามาฝังไว้ในทำเนียบ ทำให้รัฐบาลดำเนินงานไม่ราบรื่นและมีความวุ่นวายเกิดขึ้น ซึ่งแม้ทางรัฐบาลจะมีการนิมนต์พระมาสวดหรือทำบุญแล้วแต่นั่นก็ไม่ถูกหลักการ

โดยพระเกจิ ชื่อดังยังเล่าต่อไปว่า การเพ่งดวงอาทิตย์เพื่อขอบารมีสุริยะเทพจะช่วยลดกระแสความร้อนแรงของสถานการณ์บ้านเมืองลง โดยในช่วงขณะที่มีการการทำพิธีมีเมฆมาบดบังดวงอาทิตย์ จากนั้นเมฆก็เคลื่อนออกไป สามารถทำนายได้ว่า ประเทศชาติอาจจะประสบปัญญาภัยคุกคามในบางช่วง แต่จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทั้งนี้ได้มีการเพ่งมองดวงอาทิตย์เพื่อขอให้พลังสุริยะเทพแผ่พลังคุ้มครองให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมรัฐบาลด้วย

MthaiNews

อินเดียเดือด! คดีพลิก 4หื่นอาจถูกจำคุกเท่านั้น

ฮือ! ชาวอินเดียปะทุหนัก คำตัดสินใจศาลอินเดียส่อแววพลิกคดี ผู้ต้องหาข่มขืนอาจถูกจำคุกเท่านั้น

479377-01

สื่อยักษ์อังกฤษ ตีแพร่ความคืบหน้า ในวันนี้ (13 ก.ย.) เหตุประท้วงรุนแรงมากขึ้นของกลุ่มประท้วงในนิวเดลี ประเทศอินเดีย หลังจากที่ศาลอินเดีย คาดว่า ผู้ต้องหาคดีข่มขืนนักศึกษาแพทย์สาว วัย 23 ปี เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา จะถูกลงโทษขั้นสูงสุดคือ การประหารชีวิต ซึ่งเหตุการณ์เหมือนว่าจะจบลงด้วยดีท่ามกลางความพึงพอใจของชาวอินเดีย จนกระทั่ง ทนายของผู้ต้องหายื่น ต่อศาลอุทธรณ์ว่า คำตัดสินโหดเหี้ยมเกินไป และส่อแววไม่เป็นธรรมสำหรับจำเลย จึงขอให้ศาลพิจารณาคดีและบทลงโทษอีกครั้ง

โดยตัดสินให้จำเลยทั้ง 4 ได้รับโทษด้วยการถูกจำคุกเท่านั้น ขณะที่อัยการของศาลกล่าวชี้แจงต่อผู้พิพากษาว่า เหตุการณ์ความโหดร้ายที่ผ่านมา ถือว่าเป็นคดีอาชญากรรมที่รุนแรงต่อชาวอินเดีย เป็นอย่างมาก ดังนั้นจำเลยทั้ง 4 ควรได้รับโทษอย่างหนัก และ “ความตาย” เป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาสมควรจะได้รับ อีกทั้ง ยังสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้หญิงชาวอินเดียเป็นอย่างมาก ซึ่งพวกเขาต่างตกอยู่ในภาวะหวาดระแวงต่อกฎหมายที่ไร้การเคร่งครัดในคดีการทารุณสิทธิสตรี

อย่างไรก็ตาม การถกเถียงการพิพากษาในศาลอินเดีย ยังไร้วี่แววว่าจะยุติ ซึ่งคาดว่า ศาลน่าจะใช้เวลาในการพิจารณาคดีต่อไปอีก 2-3 วัน ขณะที่ชาวอินเดีย ที่รู้สึกโกรธแค้นผู้ต้องหา ตะโกนสาปแช่งให้ศาลมอบความเป็นธรรมกับสาวอินเดีย