ไทย อัดซ้ำ ซีเรีย อาชญากรรม ร้ายแรง

กระทรวงต่างประเทศไทย ออกแถลงการณ์ วิกฤติซีเรียเป็นอาชญากรรมร้ายแรงระหว่างประเทศ เชื่อ ประชาคมนานาชาติจะต้องดำเนินการทุกช่องทาง หาข้อยุติโดยสันติในความขัดแย้งนี้

ซีเรีย

เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ ได้เผยแพร่แถลงการณ์เกี่ยวกับท่าทีประเทศไทยต่อกรณีวิกฤตการณ์ซีเรีย มีเนื้อหาระบุว่า ไทยยังคงมีความห่วงกังวลเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับวิกฤติในซีเรีย และขอเน้นย้ำการประณามอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่ทำได้เรื่องการใช้อาวุธเคมี ซึ่งเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศที่ร้ายแรงและผิดต่อบรรทัดฐานระหว่างประเทศ ในการนี้ประชาคมระหว่างประเทศ จะต้องมีการตอบโต้ที่เข้มแข็งและพร้อมเพรียง เพื่อหาผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว

ในแถลงการณ์ได้เรียกร้องให้คณะค้นหาข้อเท็จจริงของสหประชาชาติเกี่ยวกับซีเรียรายงานผลการตรวจสอบโดยเร็วที่สุดและขอเรียกร้องอย่างจริงจังให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ให้เผชิญกับความท้าทาย ที่จะดำเนินการอย่างได้ผลในเรื่องสำคัญดังกล่าว เพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์ในซีเรีย ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเชื่อว่า ประชาคมนานาชาติ จะต้องดำเนินการทุกช่องทางในการหาข้อยุติโดยสันติในความขัดแย้งนี้ เพื่อประชาชนชาวซีเรีย จะได้ตัดสินใจอนาคตของประเทศตน โดยมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และผ่านกระบวนการประชาธิปไตย

ในหลวง โปรดเกล้าฯจนท.โครงการพระราชดำริ ถวายรายงาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ผู้แทน กปร. เฝ้าฯ กราบบังคมทูลรายงาน และแนวทางการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ในหลวง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี ที่ปรึกษาคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร. ประธานคณะกรรมการบริหารโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นำ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี รองประธานคณะกรรมการบริหารโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ ที่ปรึกษาสำนักงาน กปร. และ นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ เลขาธิการ กปร. เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลรายงานสถานะการดำเนินงาน และแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และรับพระราชทานพระราชดำริ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานต่อไป

ในโอกาสนี้ คณะผู้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ได้กราบบังคมทูลรายงานการดำเนินงานเกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่สำคัญ ได้แก่ สถานะของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งขณะนี้มีจำนวน 4,350 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ คิดเป็นร้อยละ 68 หรือจำนวน 2,955 โครงการ

โดยดำเนินการตามแนวพระราชดำริส่งเสริมการใช้น้ำอย่างถูกวิธี และเกิดประโยชน์สูงสุด ให้ราษฎรผู้ใช้น้ำได้มีส่วนร่วมบริหารจัดการน้ำ และแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหา ผ่านการประชุมร่วมกับหน่วยงานราชการ การขยายผลปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่นำไปสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งพบตัวอย่างความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมของประชาชน กลุ่มเกษตรกร และองค์กรต่าง ๆ ที่น้อมนำแนวพระราชดำริดังกล่าวไปปฏิบัติกว่า 2,800 ราย ทั่วประเทศ และขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

โครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีการวิจัยและส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ ตลอดจนประโยชน์อื่น ๆ เช่น ช่วยลดสภาวะโลกร้อน ดูดซับสารโลหะหนัก กำจัดสารปนเปื้อนกัมมันตรังสี เป็นต้น

รวมทั้งผลการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 6 แห่ง ในฐานะแหล่งศึกษา ทดลอง รวบรวม และขยายผลองค์ความรู้ ที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในแต่ละภูมิภาค อย่างครบวงจร ซึ่งคัดเลือกผลการศึกษาวิจัยดีเด่นไว้แล้ว 93 เรื่อง ไว้เผยแพร่แก่ประชาชนต่อไป

ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่ผ่านมา ศูนย์ศึกษาการพัฒนาแต่ละแห่ง ได้ขยายผลสำเร็จแก่ราษฎรอย่างกว้างขวาง โดยอาศัยการฝึกอบรม ศึกษาดูงาน และสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้ผ่านศูนย์สาขา รวมถึงศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริที่ราษฎรจัดตั้งขึ้นอีก 120 แห่งทั่วประเทศ

‘ตอยิบ’ เผยไทยยอมรับ 4ข้อเสนอBRN นัดถก20ตค.นี้

BRN ส่งเอกสารภาษาอังกฤษ 38 หน้า แจงรายละเอียดข้อเสนอ 5 ข้อ ผ่านผู้อำนวยความสะดวก ด้าน”ฮัสซัน ตอยิบ” ระบุ ไทย ยอมรับเพียง 4 ข้อ นัดถก20ตค.นี้ ขณะ มทภ.4บอกปชช.ยังหวังสันติภาพ

479054-01

เว็บไซต์ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ รายงานจากการเปิดเผยจากแหล่งข่าวจากประเทศมาเลเซียว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา ดาโต๊ะ สรี อาห์มัด ซัมซามิน ฮาซิม  อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติมาเลเซีย ในฐานะ ผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับตัวแทนกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ขบวนการบีอาร์เอ็น ได้เดินทางไปที่ กทม. เพื่อนำคำอธิบายข้อเสนอ 5 ข้อของ BRN ความยาว 30 กว่าหน้า ไปมอบแก่ตัวแทนพูดคุยสันติภาพของฝ่ายรัฐบาลไทยแล้ว

แหล่งข่าวคนเดิม เผยต่อว่า ขณะที่ ฮัสซัน ตอยิบ แกนนำ BRN เปิดเผยกับตนเอง เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ว่าฝ่ายรัฐบาลไทย ได้ตอบรับข้อเสนอของ BRN จำนวน 4 ข้อ จากทั้งหมด 5 ข้อแล้ว  แต่ยังไม่ได้ส่งเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรมาให้ฝ่ายขบวนการ BRN แต่อย่างได ทั้งนี้ มาเลเซีย ในฐานะผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุย ต้องการให้ส่งเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร

สำหรับข้อเสนอที่ฝ่ายรัฐบาลไทย ยังไม่ตอบรับคือ ข้อที่ 4 ที่ว่า รัฐบาลไทย ต้องยอมรับว่า ชาวมลายูปาตานี มีสิทธิความเป็นเจ้าของเหนือดินแดนปาตานี แหล่งข่าวเผยอีกว่า ฮัสซัน ตอยิบ บอกด้วยว่า  การพูดคุยสันติภาพครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นหลังวัน อีดิ้ลอัฎฮา (หรือ วันอิดใหญ่ เป็นวันฉลองการเสร็จสิ้นพิธีฮัจญ์) การพูดคุยจึงน่าจะมีขึ้น ระหว่างวันที่ 20 – 21 ต.ค.นี้  และการเจรจาระหว่างผู้แทนรัฐบาลไทยกับ BRN ที่ผ่านมา มีการดำเนินการ 2 ลักษณะ คือ 1.เจรจาบนโต๊ะเจรจา 2.การเจรจาแบบลับ

สำหรับการเจรจาลับมี 2 แบบ ได้แก่ 1. การพูดคุยผ่านผู้อำนวยความสะดวก โดยทั้ง 2 ฝ่าย ไม่เจอหน้ากัน แต่อยู่ในสถานที่เดียวกัน และ 2. ผู้อำนวยความสะดวก เรียกตัวแทนของ BRN มาคุยก่อน  หลังจากนั้นจึงเดินไปพูดคุยกับตัวแทนตัวแทนฝ่ายไทย

รายงานข่าวแจ้งว่า เอกสารดังกล่าว มีความยาว 38 หน้า ชื่อเอกสารว่า บรรยายสรุปข้อเรียกร้อง 5 ข้อของ BRN โดยเป็นเอกสารภาษาอังกฤษ มีเนื้อหาเป็นการชี้แจงรายละเอียดข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อดังกล่าว

มทภ.4บอกปชช.ยังหวังสันติภาพ

พล.ท.สกล ชื่นตระกูล แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงความคืบหน้าคดีคนร้ายซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) เสียชีวิต 5 นาย ว่า เรื่องของคดีความเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบ ของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ ขณะที่กว่า 20 วัน ที่ผ่านมา ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นแต่อย่างใด แต่ 2 วัน ที่ผ่านมานี้ กลับมามีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นอีกครั้ง และเจ้าหน้าที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี ทั้งนี้ พล.ท.สกล กล่าวต่อว่า การพูดคุยสันติภาพ ขึ้นอยู่กับการกระทำทั้งเจ้าหน้าที่ และกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ประชาชนต่างตั้งความหวังว่าจะเกิดความสันติสุขในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่า กำลังประสานงานเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ เพื่อนำโครงการพัฒนาต่าง ๆ ลงพื้นที่ เพราะช่วงที่เกิดเหตุความรุนแรง ประชาชนถูกกรีดขวาง และประชาชนมีความเข้าใจเจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น