ยิ่งลักษณ์ ลุยต่างแดน หารือเอกชนกำหนดยุทธศาสตร์ การค้า-ลงทุน

ยิ่งลักษณ์ ลุยต่างแดน หารือเอกชนกำหนดยุทธศาสตร์ การค้า-ลงทุน ลั่น! บุกตลาด ในสวิส-อิตาลี-มอนเตรเนโกร

MThai News วันนี้ 9 ก.ย.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ร่วมหารือกับผู้แทน สมาคมภาคเอกชนไทยที่กรุงเจนีวา ในโอกาสเดินทางเยือนสวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และมอนเตเนโกร เพื่อชี้แจงยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ ในการการผลักดันโอกาสการค้าและการลงทุนของไทยในสาขาที่มีศักยภาพในยุโรป

ยิ่งลักษณ์เยือนต่างประเทศ, ข่าวยิ่งลักษณ์, นายกฯ เยือนต่างประเทศ

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนกับไทย สวิสฯถือเป็น คู่ค้าอันดับ 11 ของไทย (อันดับ 1 ใน EFTA) FDI อันดับ 2 จากยุโรป อันดับ 9 จากทั่วโลก และเป็นตลาด nitche market โดยเฉพาะ อัญมณี และเครื่องประดับ เสื้อผ้า และของตกแต่งบ้านแทนตลาดเดิม (US / EU)

นอกจากนี้ ยังมีองค์ความรู้ซึ่งส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย (อาหาร ท่องเที่ยว โรงแรม ไฮเทค) นำเข้าข้าวประมาณ 1 แสนสองหมื่นตันต่อปี (รวมข้าวไทย) เพื่อส่งออกต่อไปยังเยอรมนี อิตาลี และฝรั่งเศส มีนักท่องเที่ยว 190,984 (2555) คน เพิ่มจากปี 2554 ร้อยละ 12 มีคนไทย 30,000 คน ร้านอาหารไทย 124 ร้าน

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการวางยุทธศาสตร์การขยายการค้าระหว่างกันและการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุน โดยมีกลยุทธ์ คือ การผลักดันการรื้อฟื้นการเจรจา FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป(Thai–EU FTA) การผลักดันให้สวิสฯนำเข้าสินค้าจากไทยให้มากขึ้น

โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อลดการขาดดุลการค้าของไทย และผลักดันให้ สวิสฯ แก้ปัญหาการเก็บภาษีสินค้าจากประเทศที่สามซ้ำซ้อน การจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายให้ภาคเอกชนไทยทำความรู้จักกับผู้บริหารซุปเปอร์มาร์เก็ต Migros และ COOP เพื่อหาลู่ทางเจาะตลาดสวิส เพิ่มเติม รวมทั้ง โอกาสการผลิตสินค้าใน brand CO-OP

การชักจูงการลงทุนเชิงรุกในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงโดยเน้นอุตสาหกรรม engineering industry เครื่องจักร อุปกรณ์และชิ้นส่วนที่มี ความแม่นยำสูง ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตใน ASEAN การจัด Business Forum สร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนและตลาดทุนไทย

รวมทั้งโอกาสการเข้าร่วมในโครงการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลไทย และลงทุนในตลาดทุนไทย รวมทั้ง การส่งเสริม Competitiveness ของไทย โดยการศึกษาดูงานสร้างความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรมไทย อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร ด้านการบริหารจัดการ SMEs การท่องเที่ยว การโรงแรม การจัดการสิ่งแวดล้อม และพลังงานทดแทน

สำหรับอิตาลี เป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งด้านอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (ออกแบบและแฟชั่น) มีรากฐานอุตสาหกรรมที่มั่นคง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล ยานยนต์ การก่อสร้าง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การต่อเรือ การเดินเรือสินค้า การผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ และมีภาค SMEs ที่เข้มแข็ง อาทิ เสื้อผ้า และแฟชั่น สิ่งทอ

โดยเฉพาะผ้าไหม อัญมณี และเฟอร์นิเจอร์ มีความสนใจขยายการลงทุนในเอเชียและไทย และมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นที่ต้องการของภาคการผลิตไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร การพัฒนาสินค้าโอท็อป และตลาดท่องเที่ยวระดับบน อุตสาหกรรม MICE และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะเน้นย้ำภาพลักษณ์ของไทยในฐานะนักลงทุนที่มีศักยภาพ

นอกจากนี้ อิตาลียังเป็นประเทศที่ไทยสามารถร่วมมือเพื่อการพัฒนาศักยภาพและจุดเด่นของกันและกันในหลายๆด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการและการพัฒนาธุรกิจ SMEs ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และแฟชั่น ดังนั้น รัฐบาลจึงได้เสนอยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของไทยต่ออิตาลี โดย การขยายการค้าระหว่างกัน ผ่านการร่วมกันผลักดัน Thai–EU FTA และศึกษาดูงานสร้างเครือข่ายกับ Eataly Roma

ซึ่งเป็น food market / mall chain ระดับ high-end การดึงดูดการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวเพิ่มเติม โดยชักจูงการลงทุนเชิงรุกในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง อาทิ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร และอัญมณี การจัด Business Forum สร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว การพัฒนาอุตสาหกรรมและ SMEs ไทย

โดยส่งเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานส่งเสริม SMEs และสถาบันด้าน design ของอิตาลี เพื่อแสวงหาแนวทางความร่วมมือในการสร้าง มูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและ SMEs ไทย รวมทั้ง หุ้นส่วนในการพัฒนาอุตสาหรรมแฟชั่นของไทย

ส่วนมอนเตรเนโกร ให้ความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ โดยมุ่งหวังที่จะเข้าเป็นสมาชิกของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) และ EU ในปัจจุบัน มอนเตเนโกรใช้เงินสกุลยูโร และเป็นสมาชิกของ Central European Free Trade Agreement ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมที่จะบูรณาการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ EU โดยที่มอนเตรเนโกรเป็นประเทศเกิดใหม่ และยังไม่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมากนัก

ซึ่งเศรษฐกิจพึ่งพาธุรกิจบริการ (service-based economy) โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ดังนั้น รายได้หลักของมอนเตเนโกรมาจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการแปรรูปอลูมิเนียม และต้องการรับความสนับสนุนในด้านการเกษตร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

อีกทั้ง มอนเตรเนโกรนำเข้าอาหารร้อยละ 80 รวมไปถึงอาหารทะเล ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สำคัญของมอนเตเนโกรอีกด้วย สำหรับยุทธศาสตร์ของไทยต่อมอนเตรเนโกร ในด้านเศรษฐกิจ นั้นจะเป็นการบุกเบิกตลาดใหม่ของไทยในภูมิภาคบอลข่าน และส่งเสริมความเชื่อมั่นต่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทย

ปัจจุบัน เศรษฐกิจเศรษฐสัมพันธ์ระหว่างไทยและมอนเตเนโกรมีปริมาณน้อย จึงมีศักยภาพที่จะขยายการค้าระหว่างกันได้อีกมาก มอนเตเนโกรมีท่าเรือที่เมืองบาร์ (Luka Bar) ตั้งอยู่ปากทะเลเอเดรียติก เป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มีปริมาณขนส่งสินค้าร้อยละ 95 จากปริมาณการขนส่งสินค้าทั้งหมดของมอนเตเนโกร (เป็นปริมาณ 8.5 แสนตัน/ปี)

จึงสามารถเป็นแหล่งขนถ่ายสินค้าจากไทยไปยังภูมิภาคบอลข่านและยุโรปตะวันออกได้ สำหรับการลงทุนจะผลักดันให้มีความร่วมมือด้านการลงทุนมากขึ้น โดยมอนเตเนโกรยังต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมต่าง ๆ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ภาคธุรกิจของไทยจะเข้าไปลงทุน โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ เช่น การเกษตร การผลิตอาหาร ธุรกิจการท่องเที่ยว การประมง และอุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นต้น

นอกจากนี้ ด้านการท่องเที่ยว จะมีการส่งเสริมให้ชาวมอนเตเนโกรมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยมากขึ้น ทั้งนี้ ปริมาณนักท่องเทียวของมอนเตเนโกรที่มาไทยยังมีปริมาณน้อย โดยในปี 2555 มีนักท่องเที่ยวมอนเตเนโกรมาไทยจำนวน 952 คน

ทั้งนี้ ผู้แทนภาคเอกชนไทยที่เข้าร่วมหารรือ ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้า สภาธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย

สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ และนักธุรกิจไทยที่มีศักยภาพในตลาดไทย-สวิส และไทย-อิตาลี ในสาขาต่างๆ อาทิ สาขาอาหารและการบริการ สาขาท่องเที่ยว สาขาพลังงาน สาขาก่อสร้างและอุตสาหกรรมยานยนต์ สาขาชิ้นส่วนยานยนต์ สาขาการออกแบบและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เป็นต้น

MThai News

ฮ่องกงถาม เป็ดยางยักษ์ในจีน ทำไมหน้าตาเปลี่ยนไป

วันนี้(9 ก.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากที่ประเทศจีนได้เปิดตัว ตุ๊กตาเป็ดยางตัวใหม่ที่มีความสูงกว่าของเดิมที่เพิ่งอำลาอ่าววิคตอเรียในฮ่องกงเมื่อไม่นานมานี้

เป็ดยางยักษ์ในจีน

โดยตุ๊กตาเป็ดยางตัวดังกล่าวเป็นผลงานของ Florentijn Hofman ศิลปินชาวดัตซ์ คนเดียวกับที่สร้างเป็ดตัวเก่า ซึ่งเป็ดยางยักษ์ของจีนตัวนี้ จะจัดแสดงในงาน Beijing Garden Expo Park จนถึงวันที่ 23 กันยายนนี้ ก่อนที่จะลาไปอยู่ในทะเลสาป พระราชวังฤดูร้อน ที่คุนหมิง โดยเจ้าเป็ดยางยักษ์ รุ่น รุ่นปักกิ่งมีความสูงถึง 18 เมตรสูง เมื่อเทียบกับรุ่นที่เคยจัดแสดงที่ฮ่องกงที่สูง 16.5 เมตร

เป็ดยางยักษ์ในจีน

ทั้งนี้จากการเปิดตัวเป็ดยางยักษ์ในปักกิ่ง ทีมงานที่เคยจัดแสดงเป็ดยางในฮ่องกง ได้ถามย้อนกลับมาว่า ทำไมคุณภาพเป็ดยางยักษ์ของปักกิ่งถึงหน้าตาแปลกๆ จงอยปากที่ออกมาเหมือนไก่และถูกเย็บแบบไม่เรียบร้อย ไม่เหมือนของจริง ต่างจากตัวเก่าที่เป็นงานปราณีต นอกจากนี้ภายในประเทศจีนได้มีการจัดแสดงตุ๊กตาเป็ดยาง ที่มีไข่สีเขียวลอยน้ำอีกด้วย เห็นแล้วชวนอมยิ้มนะ

เป็ดยางยักษ์ในจีน

MthaiNews

แรง!หุ้นไทยปิดตลาดพุ่งขึ้นเกือบ 50 จุด

 หุ้นไทยวันนี้ ( 9 ก.ย.56 )ปิดทำการดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,384.31 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 48.06 จุด หรือคิดเป็น +3.60% มูลค่าการซื้อขาย 49,039.11 ล้านบาท ปรับขึ้นตามตลาดต่างประเทศ ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ส่งสัญญาณการฟื้นตัว

31

5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด ได้แก่

TRUE                     ปิดที่   7.15 บาท เพิ่มขึ้น   0.40 บาท

ADVANC              ปิดที่ 274.00 บาท เพิ่มขึ้น  21.00 บาท

KBANK                  ปิดที่ 175.50 บาท เพิ่มขึ้น   8.50 บาท

SCB                         ปิดที่ 152.00 บาท เพิ่มขึ้น  11.00 บาท

PTT                         ปิดที่ 342.00 บาท เพิ่มขึ้น   8.00 บาท

MThai news