กรณ์โพสต์แจง เหตุ เชน เทือกสุบรรณ ทุ่มเก้าอี้ในสภา อ้างเพราะถูกรัฐบาลใช้เสียงข้างมากปิดปากฝ่ายค้าน
หลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อเมื่อช่วงค่ำวานนี้ (5 ก.ย.) หลังมีส.ส.จากประชาธิปัตย์ได้ทุ่มเก้าอี้ใส่ส.ส.พรรคเพื่อไทยในระหว่างการประชุม เนื่องจากไม่พอใจที่พรรคเพื่อไทยใช้เสียงข้างมาก เสนอให้มีการปิดอภิปรายเรื่องราคาผลผลิตทางการเกษตรราคาตกต่ำ ค่าครองชีพสูงและสินค้าราคาแพงนั้น
วันนี้ (6 ก.ย.) ในเฟซบุ๊กของนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีข้อความชี้แจงถึงสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า

“อะไรกันนักกันหนาในสภาฯของเรา”
ผมเห็นใจชาวบ้านที่เห็นแต่ข่าวสส.ฝ่ายค้านถูกลากออกจากห้องประชุมบ้าง โยนเก้าอี้ระบายอารมณ์บ้าง มันเกิดอะไรขึ้น? ชาวบ้านเห็นแต่ความวุ่นวาย และส่วนใหญ่ก็ไม่รู้หรือสนใจว่ามันวุ่นวายเพราะอะไร
ความขัดแย้งในสภาฯรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะรัฐบาลได้ใช้เสียงของตน ‘หักดิบ’ ฝ่ายค้าน เพื่อปิดปาก ปิดเสียง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่เรื่องปัญหาชาวสวนยาง
เมื่อวันพุธ ประธานสภาฯปิดการอภิปรายตามคำขอของพรรคเพื่อไทย ทั้งๆที่มีผู้เสนอขอแก้กฎหมาย ที่มีสิทธิอภิปราย รอที่จะพูดอีกหลายสิบคน
ที่ไม่อยากให้พูดเป็นเพราะเพื่อไทยอธิบายสังคมไม่ได้ ว่าการแก้ตามที่เสนอนั้น นอกจากช่วยการรวบอำนาจของฝ่ายบริหารแล้ว มีใครคนอื่นได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง
ลองพิจารณาดูสิครับ จากเดิมเขาให้ สมาชิกพรรคการเมือง สส. หรือรัฐมนตรี ที่อยากลาออกมาสมัครเป็นสว. ต้องเว้นวรรค ๕ ปี วันนี้รัฐบาลได้แก้ให้สามารถลาออกมาลงสมัครได้เลย และที่เป็นข่าวมากหน่อยก็คือการแก้กลับไปให้ พ่อแม่ลูกผัวเมีย ของสส. สามารถลงสมัครเป็นสว. ได้
ในประเด็นเหล่านึ้ก็มีคนอ้าง ‘สิทธิ’ ว่าทำไมต้องไปกีดกันเขา ควรให้ประชาชนตัดสินใจเลือกเอง ฯลฯ แต่เราอ้าง ‘สิทธิ’ โดยที่เราไม่พูดถึง ‘หน้าที่’ ซึ่งหน้าที่หลักของสว.คือการตรวจสอบ ถอดถอน สส. และรัฐมนตรีนั่นเอง ดังนั้นเราจึงต้องถามว่า เอาเข้าจริง ผัวจะกล้าถอดถอนเมียหรือไม่ พ่อจะตรวจสอบลูกอย่างจริงจังหรือเปล่า
คำตอบคือ ‘ไม่มีทาง’ และเรามีบทเรียนว่านี่คือจุดอ่อนที่เคยสร้างปัญหาในอดีตมาแล้วด้วย
และที่จะให้ประชาชนตัดสินเอง ผู้ที่ใช้ตำแหน่ง สส. หรือ รัฐมนตรีหาเสียงให้กับตัวเองจนนาทีสุดท้าย ก่อนลาออกมาลงสมัคร สว. จะมีความได้เปรียบอย่างมากในการแข่งกับผู้สมัครอิสระ จึงไม่เป็นการแข่งขันที่ยุติธรรม นี่ยังไม่นับความได้เปรียบในการเป็น ‘คนของพรรค’ อีกต่างหาก
สุดท้ายเราก็จะได้แต่ผู้ที่เป็น ‘พวก’ กับพรรคการเมืองใหญ่มานั่งอยู่เต็มวุฒิสภาฯ นอกจากไม่ตรวจสอบพวกเดียวกันแล้ว ยังจะมีการแต่งตั้งพวกเดียวกันเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระอย่างเช่น ปปช. กกต. หรือ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินอีกต่างหาก
เราคงคิดกันเองได้นะครับว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว กระบวนการตรวจสอบนักการเมืองจะอยู่ในสภาพใด อย่างที่ผมว่า มีแต่ประเทศชาติจะล่มจม และเราได้เริ่มเดินไปสู่จุดนั้นแล้ว
เพียงแต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็น เห็นแต่ภาพเก้าอี้ถูกโยน หรือตำรวจอุ้มสส.ออกจากห้องประชุม โดยไม่ถามต่อว่า อะไรกันนักกันหนา จริงๆแล้วเขาต่อสู้กันเรื่องอะไร”
MThai News




