เครียด นอนให้รถไฟทับขาด2ท่อน

หนุ่มนครพนม เครียด ถูกขโมยกระเป๋า เงินที่เก็บสะสมมาให้ครอบครัว ตัดสินใจ นอนให้รถไฟขบวนสุราษฎร์ธานี-สุไหงโก-ลก ทับขาด 2 ท่อน

นอนให้รถไฟทับขาด2ท่อน

ร.ต.ท.พิทักษ์ ถักขระ ร้อยเวร สภ.เมืองพัทลุง รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีคนถูกรถไฟขบวนท้องถิ่นทับเสียชีวิต โดยเหตุเกิด ระหว่าง สถานีชัยบุรี – สถานีพัทลุง ท้อง ม.10 ต.ชัยบุรี อ.เมือง หลังรับแจ้งจึงเดินทางรุดสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยพัทลุง

ในที่เกิดเหตุ พบรถไฟฟรี สุราษฎร์ธานี-สุไหงโก-ลก จอดนิ่งมีผู้โดยสารนั่งเต็มขบวน และตรงใต้โบกี้ที่ 3 เจ้าหน้าที่พบศพ นายคมสันต์ ว่องไว อายุ 40 ปี ชาว จ.นครพนม นอนเสียชีวิตขาด 2 ท่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงบันทึกไว้เป็นหลักฐานก่อนให้รถไฟเดินทางต่อไปยังปลายทางได้

จากการสอบสวน ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายคมสันต์ ผู้ตาย ได้เดินทางมาจากจังหวัดนครพนม เพื่อมาทำงานที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และทำมาได้หลายเดือน เก็บสมเงินและทรัพย์สินได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งเมื่อวานช่วงเช้า ขณะที่เตรียมตัวจะเดินทางกลับบ้านนำเงินสะสมกลับมาให้ครอบครัว ได้ถูกมือดีฉกกระเป๋า พร้อมกับเงินจำนวนหนึ่ง และได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช

จนกระทั้งช่วงเย็นได้เดินทางมายังจังหวัดพัทลุง เพื่อมาหางานทำต่อ และได้แวะพักที่วัดปากสระ ต.ชัยบุรี โดยช่วงเช้า ได้ช่วยพระทำงานในวัด ซึ่งก่อนที่รถไฟขบวนดังกล่าวจะขับมา ผู้ตายได้เดินขึ้นไปเดินบนรางและเป็นจังหวะที่รถไฟวิ่งผ่านผู้ตายได้นอนขวางจนรถไฟทับร่างเสียชีวิตดังกล่าว

นอนให้รถไฟทับขาด2ท่อน

สกู๊ป 2 ปี บทเรียนรัฐบาล แก้ปัญหาน้ำท่วม ล้มเหลว…

เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจสำหรับชาวบ้านในพื้นที่ประสบอุทกภัย ซึ่งในปีนี้มีพื้นที่กว่า 29 จังหวัดได้รับความเดือดร้อนหนัก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน และภาคกลาง จนกระทั่งหวั่นกันว่าเขตพื้นที่กทม. จะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำรอยเมื่อปี พ.ศ.2554 หรือไม่

483157-02

ที่ผ่านมามีการเสนอแนวทางในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทั้งการเร่งสร้างท่อระบายน้ำ ให้มีประสิทธิภาพสามารถรองรับอัตราการไหลได้อย่างเหมาะสม และจัดหาพื้นที่บางส่วนสำหรับทำเป็นแก้มลิงหรือบึงพักน้ำ ฝนชั่วคราว รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนผังเมือง ในการก่อสร้างอาคาร บ้านเรือน บางจังหวัดในเขตปริมณฑล มีการดำเนินการไปแล้ว โดยการทำถนนใหม่ รวางท่อระบายน้ำใหม่ ซื้อเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม ขุดเอาผักตบชวาในคลองออก และการพิจารณาก่อสร้างเขื่อน ที่ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันในช่วงนี้

แน่นอนว่า หากเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ประเมินความเสียหายเป็นจำนวนอย่างมหาศาล รัฐบาลจะต้องนำงบประมาณ มาช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย และจัดซื้ออุปกรณ์ยังชีพช่วยเหลือประชาชน ที่ผ่านมารัฐบาลงัดงบประมาณ 1.2 แสนล้านบาทในการเยียวยา ขุดลอกคูคลอง ทำผนังกั้นน้ำ และฝาย เพื่อให้มีการระบายน้ำอย่างรวดเร็ว

ชาวบ้านต่างก็คาดหวังว่า จะเห็นการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ แต่สุดท้ายแผนการจัดการน้ำถูกดองเค็ม ไม่สามารถบริหารจัดการได้ตามแผนที่วางเอาไว้ เกิดน้ำท่วมซ้ำรอยเดิม ซ้ำบางพื้นที่ยังหนักหนาสาหัสกว่าปี พ.ศ.2554 จนฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์มองว่าเป็นความล้มเหลวของการบริหารงานของรัฐบาล

แม้ว่านายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ออกมาการันตีว่า น้ำจะไม่ท่วมก็ตาม แต่บรรดาฝ่ายค้านก็ต่างเรียงหน้าโจมตีรัฐบาลว่าไม่ได้นำบทเรียนในปี 54 มาใช้เท่าที่ควร

url6

ย้อนกลับไปดูนโยบาย ก่อนจะมีการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคเพื่อไทยชูนโยบายแก้อุทกภัยด้วยข้อความที่ว่า “ลาก่อน! น้ำท่วมน้ำแล้ง สร้างโครงข่ายน้ำทั่วประเทศ สร้างกำแพงเขื่อนป้องกันน้ำท่วมกทม-ปริมณฑล” แต่เมื่อเข้ามาบริหารงานยังไม่ทันได้ตั้งตัว เกิดน้ำท่วมหนัก หลายคนต่างคิดไปว่า อาจจะยังไม่มีการวางแผน ป้องกันจนสุดท้ายเอาไม่อยู่ บทเรียนในครั้งนั้น มีเวลาให้ทบทวน จัดสรรงบประมาณ

ทั้งนี้ ต้องจับตาดูว่า อภิมหาโปรเจคโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทจะดำเนินไปได้อย่างไร เนื่องจาก ต้องหยุดชะงักจากคำสั่งปกครองไปก่อน อีกทั้งคำครหาที่ว่า อาจจะมีช่องโหว่ให้เกิดความไม่ความโปร่งใส รัฐบาลจึงกลับมายังจุดเดิม เร่งสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่า งบประมาณในส่วนนี้จะแก้ไขปัญหาได้จริง ที่สำคัญความบริสุทธิ์ใจ ไม่ละลายหายไปในกระเป๋าของเหล่าบรรดานักการเมือง

MThai News

‘พงศ์เทพ’ ระบุ ม.154 บังคับใช้กับ รธน. ไม่ได้

“พงศ์เทพ” ระบุ มาตรา 154 บังคับใช้กับ รธน. ไม่ได้ และศาล รธน. ไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติมขัดหรือแย้งต่อ รธน. หรือไม่ 

06

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงการนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. ขึ้นทูลเกล้าฯ ว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291(7) กำหนดไว้ว่า ถ้ามีการลงมติครบ 3 วาระแล้ว ต้องนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เมื่อรัฐสภาเห็นชอบ ก็จะส่งร่างไปถึง นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ตามมาตรา 150 ที่จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน 20 วัน ซึ่งรัฐธรรมนูญ เขียนไว้อย่างชัดเจน ไม่เช่นนั้น อาจถูกกล่าวหาว่าไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยออกมา ยังไม่ได้มีการหารือใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ให้นำมาตรา 150 กับ 151 มาใช้บังคับ ไม่มีบทบัญญัติว่า กรณีไหนที่ให้รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และไม่มีบทบัญญัติที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญ มาวินิจฉัยในเรื่องนี้

ต่างจากมาตรา 154 ของรัฐธรรมนูญ ที่ร่าง พ.ร.บ. ที่รัฐสภาเห็นชอบแล้ว ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ สมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 เห็นว่า มีข้อความขัดแย้ง ก็ส่งความเห็นไปยังประธานสภา มีหน้าที่ส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ และแจ้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งกรณี พ.ร.บ.เหล่านั้น ก็ต้องระงับการดำเนินการทุกอย่าง

แต่ในส่วนของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 154 บังคับใช้ และศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่