ไม่ว่าประเทศใดบนโลกใบนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในการกระตุ้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญทั้งสิ้น ประเทศไทยเองก็เป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดู ทั้งน้ำตก ทะเล ภูเขา ดอย หรือจะเป็นโบราณสถานสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์และศาสนา แน่นอนว่าไม่ว่าเทศกาลไหน ประเทศไทยก็อ้าแขนรับนักท่องเที่ยวได้เสมอไป

ปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวอยากเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย นั่นก็คือ ภาพยนตร์ หรือละครโทรทัศน์ ซีรีส์เรื่องต่างๆ ที่ยกกองมาถ่ายทำในประเทศไทย เมื่อภาพยนตร์ ละคร หรือซีรีส์ เรื่องนั้นๆออกฉาย สถานที่ท่องเที่ยวที่ปรากฎในฉากก็จะกลายเป็น จุดเรียกแขก สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศจากการเดินทางมาเยือนของนักท่องเที่ยวนานาประเทศ
เช่นเดียวกับที่ชาวเชียงใหม่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ หลังการยกกองถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Lost in Thailand ที่ออกฉายเมื่อปลายปี 2555 ได้ยกกองมาปักหลักถ่ายทำในประเทศไทย ทั้งในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และโลเกชั่นหลักคือ จังหวัดเชียงใหม่
ภาพยนตร์เรื่อง Lost in Thailand หรือ “แก๊งม่วนป่วนไทยแลนด์” ได้ใช้สถานที่สำคัญทั้ง วัดบุปผาราม วัดแสนฝาง หมู่บ้านแม่กำปอง ที่ปางช้างเชียงดาว และอีกหลากหลายสถานที่ จนกลายเป็นที่มาของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปี พ.ศ. 2554 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามาประเทศไทยราว 1.7 ล้านคน แต่ในปี พ.ศ. 2556 จำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 2.7 ล้าน
ดูเหมือนจะเป็นแนวโน้มที่ดีที่จังหวัดเชียงใหม่ ของประเทศไทยจะกลายเป็นที่รู้จักของทั่วโลกมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเฉพาะชาวจีนเท่านั้น แต่เวลา 1 ปีกว่าที่ผ่านมา จากการแห่มาประเทศไทยของทัวร์ชาวจีน กลับก่อให้เกิดปัญหาต่อชาวเชียงใหม่มากมาย ด้วยความแตกต่างด้านมารยาท วัฒธรรม และภาษา กลายเป็นเหตุให้เกิดกระแสต่อต้านชาวจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว
ก่อนหน้านี้กับประเด็นความคลั่งไคล้ความสวยงามของสถานที่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนมีนักท่องเที่ยวชาวจีนกลุ่มหนึ่งแต่งกายเลียนแบบนักศึกษามช. ทั้งยังก่อความวุ่นวายภายในมช. จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ ซึ่งต่อมาก็ยังมีการเตรียมเปลี่ยนแผนจากมช.ไปเป็นมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งมีทัศนีภาพสวยงามไม่แพ้กัน แต่ทางม.แม่โจ้ก็เตรียมออกนโยบายควบคุมนักท่องเที่ยวเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง

เมื่อย้อนกลับไปดูที่ประเทศจีนเอง นักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเดินทางไปยังสถานที่สำคัญต่างๆของประเทศ ก็มพฤติกรรมไม่ต่างจากการเดินทางมาประเทศไทย ล่าสุดเจ้าหน้าที่ทางการจีนได้ออกคำสั่งให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปชม “กำแพงเมืองจีน” ช่วงบริเวณหอศึก หมายเลข 14 ของมู่เทียนหยู สามารถขีดเขียนข้อความต่างๆ ได้ตามอัธยาศัย เพราะทราบดีว่าไม่มีมาตรการใดๆหยุดยั่งเหล่านักท่องเที่ยวมือบอนได้
อีกประเด็นที่มีการกล่าวขานถึงมาก ก็คือ วงเงินที่ใช้ในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีนนั้นไมได้มากมาย เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวจีนจะเน้นการเดินทางและที่พักแบบประหยัด
โดยเริ่มจากการใช้บริการสายการบินราคาถูกมาลงที่กรุงเทพฯ ก่อนจะนั่งรถไฟต่อไปยังจ.เชียงใหม่ จากนั้นก็จะเช่ารถจักรยานยนต์ หรือจักรยานมาใช้เป็นยานพาหนะ ทั้งที่ไม่ทราบกฎจราจร หรือจะเป็นการใช้บริการรถสามล้อ รถตุ๊กตุ๊ก และรถสองแถว ซึ่งหมายความมว่านักท่องเที่ยวเหล่านี้ไมได้สูญเสียเงินมากมายให้ประเทศไทย
ในส่วนของที่พัก นักท่องเที่ยวชาวจันไม่นิยมการพักโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมระดับ 5 ดาว ดังเช่นที่นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นนิยมกัน แต่จะพักที่เกสท์เฮาส์ หรือบูติคโฮเทล หรือการเช่าห่อพักเป็นรายวันซึ่งมีราคาถูกกว่า
หรือประเด็นล่าสุด ภาพบุคคลเปลือยท่อนล่างนั่งยองๆคล้ายกำลังถ่ายอุจาระ ในคูเมืองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา ในตอนแรกมีการระบุว่า บุคคลดังกล่าวเป็นนักท่องเที่ยวสาวชาวจีน ที่เกิดปวดท้องกะทันหันจึงลงไปถ่ายอุจจาระในคูเมืองเชียงใหม่ ต่อหน้าเพื่อนร่วมทัวร์และประชาชนที่อยู่แถวนั้น ต่อมาได้มีผู้ออกมาแสดงความเห็นว่า บุคคลในภาพนั้นเป็นผู้ชายสติไม่ดี ซึ่งวนเวียนอยู่แถวประตูท่าแพ เป็นประจำ

(ภาพประกอบจาก paipaiphuart สมาชิกพันทิป )
แม้ประเด็นนี้จะยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่กระแสการต่อต้านนักท่องเที่ยวของชาวเชียงใหม่ก็หนักพอดู จนมีการตั้งเฟสบุ๊กกลุ่ม “ร่วมต่อต้านนักท่องเที่ยวชาวจีน” และ แฟนเพจเฟสบุ๊ก “ฮา จัง เจ๊ก” ในการแสดงความเห็นต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีน
ในแฟนเพจดังกล่าวมีการกล่าวถึงเหตุผลที่ชาวเชียงใหม่ไม่พอใจนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยมีการโพสต์เป็นข้อความคร่าวๆ ดังนี้
นักท่องเที่ยวชาวจีนกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยมากเหมือนคนไทยธรรมดาทั่วไป ไม่ว่าจะด้านใด
1.เช่นที่พัก เราจะพบว่าไม่เคยเลยที่จะพักโรงแรมดีๆ แต่ชอบพักหอพัก อพาร์ตเม้นต์ ถูกๆ
2. อาหาร ที่ไหนถูกจะไปที่นั่น ไม่มีรสนิยมเหมือนนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น นักท่องเที่ยวจีนชอบกินตามข้างถนนหรือร้านอาหารระดับต่ำถึงกลางเท่านั้นดังนั้นก็เหมือนคนไทยทั่วไป
3. ความไม่มีมารยาทสากลดังนักท่องเที่ยวชาติอื่นทำให้ผู้คนเอือมระอา เช่น การใช้เสียง การสูบบุหรี่ การขากเสมหะ และกิริยามารยาทแบบมึงมาพาโวย เสียงดังรบกวนผู้อื่นทำให้เสียบรรยากาศในการท่องเที่ยวและทำให้นักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ เบื่อหน่ายและหนีไปหมด

4. ไม่เคารพสถานที่สำคัญทั้งทางโบราณสถาน โบราณวัตถุของประเทศไทย ทำอะไรตามใจตนเอง ไม่คำนึงว่าสถานที่จะเสียหายหรือมัวหมอง
5. ขี้เหนียว ไม่มีน้ำใจที่จะอุดหนุนสินค้าและบริการของคนไทย ต่อราคาเกินความเป็นไปได้ ต่อบ้อต่อเถียงจนบางครั้งเกิดการวิวาท
6. ไม่ศึกษากฎหมายของไทยก่อนจะเข้าประเทศ เช่น กฎจราจร ข้อห้ามต่างๆ และมักใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาเอาเปรียบคนไทย ที่กฎหมายบ้านเราจะตราไว้แบบหลวมๆ เช่น สั่งอาหารมากินแล้วไม่จ่ายเงินโดยอ้างว่าไม่ได้สั่ง หรือไม่อร่อย อยากจะหยุดรถตรงไหนก็หยุด จอดที่ไหนก็จอด
(ขอบคุณข้อมูลจาก เฟสบุ๊กกลุ่ม “ร่วมต่อต้านนักท่องเที่ยวชาวจีน”)
ไม่ว่านักท่องเที่ยวจะมีพฤติกรรมเช่นไร การต้อนรับขับสู้ ยังถือเป็นมารยาทของเจ้าบ้านที่ดี การจัดทำคู่มือท่องเที่ยว อบรบไกด์ท้องถิ่นให้สามารถสื่อสารภาษาจีนได้ หรือการจัดหาล่ามแปลภาษา เหล่านี้เป็นทางออกที่จะช่วยลดปัญหากวนใจชาวเชียงใหม่ ทั้งยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย
MThai News