เดชชาติ พวงเกษ วินมอไซต์หัวใส รับจ้างต่อคิวทำพาสปอร์ต รายได้4หมื่นต่อเดือน เข้าคิวแรกตั้งแต่ 5 ทุ่ม รอรับบัตรคิวตอน 7 โมงเช้า

วันนี้(22 เม.ย.)ที่เว็บไซต์ของวอลล์สตรีทเจอนัล ได้เผยแพร่บทความภาคภาษาอังกฤษชื่อว่า ” Thai Political Crisis a Boon for Some Street-Smart Entrepreneurs” เขียนโดย Wilawan Watcharasakwet บทความนี้ว่าด้วยเหตุการณ์วิกฤตทางการเมืองที่สร้างโอกาสและรายได้ให้กับวินมอเตอร์ไซต์รับจ้างออนไลน์ในกรุงเทพฯ โดยเผยรายละเอียดว่า
นายเดชชาติ พวงเกษ อายุ42 ปี ผู้ขับจักรยานยนต์รับจ้าง ได้อาศัยช่วงเวลาที่มีการชุมนุมทางการเมืองซึ่งมีผู้ชุมนุมปิดถนนแจ้งวัฒนะส่งผลให้ไม่สามารถไปทำพาสปอร์ตที่บริเวณกรมการกงสุลได้และต้องเปิดทำพาสปอร์ตชั่วคราวที่บริเวณจุดให้บริการย่อยเช่น บางนาและปิ่นเกล้า ศูนย์ราชการ เป็นต้น โดยนายเดชชาติ รับจ้างต่อคิวทำพาสปอร์ต รายได้ต่อเดือนทะลุ 4 หมื่นบาท
โดยเขาต้องไปนอนรอคิวตั้งแต่เช้า พร้อมพกเสื่อ หมอนและน้ำดื่มไปด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าคิวของลูกค้าที่ได้รับจะได้เป็นคิวแรกๆ ซึ่งอัตราว่าจ้างต่อครั้งอยู่ที่ 1,200บาท จากกระแสปากต่อปาก ทำให้วันหนึ่งมีคนจ้างเฉลี่ยวันละ 9 คน ซึ่งปกติหลังจากที่ขับวินมอเตอร์ไซต์แล้ว เขาจะกลับมาบ้านแและเข้านอนในตอน2ทุ่มและตื่นขึ้นมาในเวลา 5 ทุ่มเพื่อไปรอที่สำนักงานหนังสือเดินทาง เพื่อรอรับบัตรคิวที่จะแจกในเวลา 7 โมงเช้าของวันถัดไป
ทั้งนี้ นายเดชชาติ พวงเกษ เป็นเจ้าของทวิตเตอร์ @motorcyrubjang ซึ่งก่อนหน้านี้สื่อต่างชาติหลายแขนงเคยสัมภาษณ์เขาในการเป็นนักข่าวอาสาถ่ายภาพเหตุการณ์ระเบิดที่ซอยสุขุมวิท 71 ไว้ได้ และให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติเป็นภาษาอังกฤษจนทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องยกนิ้วให้ในความสามารถ
MThai News

พล.ต.ท. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผย ความคืบหน้าการติดตามจับกุมตัว นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ แกนนำกลุ่ม กวป. และ นายเอกภพ เหลือรา หรือ “ตั้ง อาชีวะ” ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า วันนี้มีการประชุมติดตามเร่งรัดคดีดังกล่าว โดยได้มอบหมายให้ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่พิสูจน์ทราบและหาพยานหลักฐาน หลังจากได้มีข้อมูลว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ได้หลบหนีออกประเทศ โดยมีความเป็นไปได้ว่า อาจเดินทางออกนอกประเทศไปอาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และก็น่าจะเป็นการหลบหนีออกนอกประเทศโดยผิดกฎหมาย เนื่องจากการเดินทางผ่านเข้าออกประเทศตามกฎหมายจะต้องใช้พาสปอร์ต หรือหนังสือเดินทาง แต่จากการตรวจสอบไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กลับไม่พบข้อมูลการเดินทางของทั้ง 2 คน 