คำต่อคำนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำเสนอแผนเดินหน้าประเทศไทย “ปฏิรูปภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ” 3 พ.ค. 2557 โดยเสนอว่า

สิ่งแรกเลยที่จะต้องทำก็คือ ว่า ต้องขจัดเงื่อนไขใดๆ ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าแผนที่ทุกฝ่ายยอมรับซึ่งต้องเริ่มต้นด้วยการ ชะลอการตราพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งที่รัฐบาลตั้งใจจะทำในวันที่ 6 หรือวันที่ 8 ที่จะถึงนี้
ประการที่ 2 กกต. จะต้องใช้เวลาในช่วงนี้ในการไปดำเนินการปฏิรูประบบบริหารจัดการการเลือกตั้ง ด้วยการใช้อำนาจที่ กกต. มีตามกฎหมาย กกต. ออกระเบียบ กำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการหาเสียงเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดแนวทางของการสืบสวน สอบสวนในการลงโทษผู้ที่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งได้โดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบนี้จะเป็นหัวใจในการที่จะทำให้แผนนี้ประสบความ สำเร็จได้
ประการที่ 3 เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปร่วมกับ กปปส. ใช้เวลาประมาณ 15 – 30 วัน จัดทำข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมชัดเจนในเรื่องของการจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า สภาปฏิรูป ซึ่งจะเป็นองค์กรที่จะมาทำหน้าที่ในการจัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูป ประเทศทั้งหมด ซึ่งจะเป็นองค์กรที่ต้องปลอดจากนักการเมือง และพรรคการเมือง กำหนดประเด็นที่จะต้องมีการดำเนินการปฏิรูปให้ชัด จัดลำดับความสำคัญเช่น จะทำเรื่องอะไรก่อน ไม่ว่าจะเป็นการทุจริต คอร์รัปชั่น การปฏิรูปการเมือง กำหนดกรอบเวลาให้ชัดว่า การปฏิรูปในเรื่องเร่งด่วนที่สุดนั้นต้องเสร็จภายในระยะเวลาเท่าไหร่ และก็กำหนดแนวทางที่จะให้ประชาชนในฝ่ายต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปได้อย่างไร
ประการที่ 4 เมื่อ ข้อเสนอเกี่ยวกับปฏิรูปมีความเป็นรูปธรรมชัดเจนแล้ว จะมีการนำข้อเสนอนี้ไปจัดทำประชามติ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ จะใช้เวลา 90 วัน เพื่อให้ประชาชน ให้ความเห็นชอบกระบวนการการปฏิรูป ให้การปฏิรูปมีความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย และเพื่อให้การลงประชามตินี้มีผลผูกมัดรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ว่า ไม่สามารถที่จะฝืนมติของประชาชน ในการที่จะต้องดำเนินการให้มีการปฏิรูปได้
ประการที่ 5 นอก จากการปฏิรูปจะได้รับการสร้างความชอบธรรมจากการประชามติแล้ว กระบวนการประชามติ 90 วัน จะเป็นการพิสูจน์ความจริงใจของทุกพรรคการเมือง ในการที่จะต้องมาร่วมกันรณรงค์สนับสนุนการปฏิรูป และจะเป็นระยะเวลาที่จะทำให้การสร้างบรรยากาศของการที่จะมีการเลือกตั้งที่ เรียบร้อยเกิดขึ้นได้ หมายความว่าในระหว่างการจัดทำประชามติ จะต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นว่าพรรคการเมืองทุกพรรคสามารถออกไปรณรงค์เกี่ยว กับเรื่องการปฏิรูปได้ทุกพื้นที่ในประเทศไทยโดยไม่มีการขัดขวาง โดยไม่มีความรุนแรง
ประการที่ 6 ข้อ นี้สำคัญครับ การจะสร้างความมั่นใจในเรื่องของการจัดทำประชามติ และการเลือกตั้งต่อไป จำเป็นจะต้องมีรัฐบาลเฉพาะกาล คนกลาง ที่เกิดขึ้นบนความยอมรับของทุกฝ่ายมาบริหารการจัดทำข้อเสนอในเรื่องการทำ ประชามติ ในเรื่องการปฏิรูป และการเลือกตั้ง โดยผมเสนอว่ารัฐบาลนี้จะเกิดขึ้นได้โดยการที่นายกรัฐมนตรีจะต้องนำคณะ รัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง หรือในกรณีที่คณะรัฐมนตรีอาจจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีสามารถปรับรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง แล้วตัวเองลาออกตาม เป็นการดำเนินการเพื่อให้เปิดทางไปสู่การเป็นรัฐบาลคนกลาง โดยรัฐบาลคนกลางนั้นก็ต้องมาจากการสรรหานายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ที่ประธานวุฒิสภาจะต้องเป็นผู้ดำเนินการ ประธานวุฒิสภา จะต้องให้ความมั่นใจว่า จะสรรหานายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีนี้ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ซึ่งรวมถึงเป็นที่ยอมรับของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และกปปส.
ประการที่ 7 เมื่อ รัฐบาลชุดนี้เกิดขึ้นแล้ว ต้องทำความเข้าใจตรงกันว่า รัฐบาลนี้มีอำนาจจำกัด ภารกิจหลักคือการเข้ามาดำเนินการบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้ง เท่านั้นไม่มีอำนาจในการตรากฎหมาย ไม่มีอำนาจในการแก้กฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่มีองค์กรนิติบัญญัติ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเลือกตั้ง และมีตัวแทนของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่รัฐบาลเฉพาะกาลที่เกิดขึ้นนี้มีความคล่องตัวกว่ารัฐบาลปัจจุบัน เพราะเมื่อไม่มีส่วนได้เสียกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในครั้งต่อไป ไม่น่าจะเข้าอยู่ในใต้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ผมจึงมั่นใจว่า จะมีความคล่องตัวในการมาแก้ปัญหาหลายอย่าง เช่นปัญหาเงินจำนำข้าว เช่นปัญหาที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการดูแลเรื่องค่าแก๊ส และเรื่องอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันนี้รัฐบาลที่พ้นไปและอยู่เพียงรักษาการนี้ ไม่สามารถที่จะทำได้เพราะมีข้อจำกัดทางด้านอำนาจ
ประการที่ 8 เมื่อมีการจัดทำประชามติเสร็จสิ้น เรียบร้อย กระบวนการปฏิรูปเดินหน้าได้ ก็จัดให้มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ คือภายใน 45 – 60 วัน โดยทุกพรรคการเมือง และผู้สมัครของพรรคการเมืองที่จะเข้าร่วมในการเลือกตั้งซึ่งควรจะเป็นทุก พรรค ต้องยืนยันว่าจะสนับสนุนการทำงาน และสนับสนุนข้อเสนอของสภาปฏิรูปหลังการเลือกตั้ง หากไม่ทำ ระเบียบที่ กกต. ออกตามที่ผมบอกก่อนหน้านี้จะถือว่าเป็นการหลอกลวง อันเป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีโทษคือตัวบุคคลคือเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง และพรรคคือ ยุบพรรค
ฉะนั้น เมื่อเลือกตั้งเสร็จ รัฐบาลนี้ในประการที่ 9 ก็จะมีอำนาจในการบริหารราชการตามปกติ แต่ถูกผูกมัดว่าจะต้องผลักดันการปฏิรูปที่เสนอโดยสภาปฏิรูป ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายในกรอบระยะเวลา 1 ปี แล้วจัดการเลือกตั้งใหม่
และประการสุดท้าย ก็คือเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่อีกรอบหนึ่งแล้ว ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติที่เรามีการเมืองหลังการปฏิรูป
ผม พูดตั้งแต่วันแรกครับว่า ไม่มีฝ่ายไหนจะได้ 100% จากสิ่งที่ผมเสนอ แต่ผมก็อยากจะชี้ให้เห็นว่าฝ่ายต่างๆ น่าจะได้สิ่งที่เป็นความต้องการหลักของตัวเอง รัฐบาลได้เห็นการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในกรอบเวลาที่ชัดเจน บุคคลในรัฐบาลมีสิทธิ์กลับไปลงเลือกตั้งในอีกระยะเวลา 5 – 6 เดือนข้างหน้า เพียงแต่ว่าข้อเสนอผมนี้เสนอให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้นถอยออกไปเป็นระยะเวลา สั้นๆ เพียง 5 – 6 เดือน กปปส. ได้รัฐบาลคนกลางเข้ามา ได้สภาปฏิรูป ได้ความมั่นใจว่าการปฏิรูปนี้ถูกขัดขวางไม่ได้ เพียงแต่ กปปส. ไม่ได้สภานิติบัญญัติ หรือรัฐบาลที่ กปปส. นำเสนอต่อไปเท่านั้นเองครับ
แต่ ผมคิดว่าข้อเสนอของผมนี้ ที่ได้ 100% เลย คือประเทศชาติบ้านเมือง เพราะประเทศเราได้ทั้งการปฏิรูป ได้ทั้งการเลือกตั้ง ไม่มีนองเลือด ไม่มีปฏิวัติ รัฐประหาร สถาบันหลักของชาติไม่ถูกละเมิด เศรษฐกิจได้รับการประคับประคอง ชาวนาได้เงิน ปัญหาต่างๆ แก้ไขได้ด้วยความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
วันนี้ผมสื่อข้อเสนอนี้ไปถึงทั้งรัฐบาล และกปปส. แต่ต้องบอกว่าข้อเสนอของผมนั้นต้องไปที่รัฐบาลก่อน เหตุผลที่ต้องไปที่รัฐบาลก่อน เพราะรัฐบาลต้องไปยับยั้งบางสิ่งบางอย่างที่กำลังจะทำในขณะที่กรณีของ กปปส. นั้น เท่าที่ผมทราบการนัดหมายอะไรต่างๆ จะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 13 – 14
ที่ผมบอกว่าที่ไปที่รัฐบาลก่อน เพราะข้อเสนอของผมนั้นการตอบรับจากฝ่ายรัฐบาลจะง่ายกว่าการที่ กปปส. จะตัดสินใจตอบรับหรือไม่ เพราะข้อเสนอของผมนั้นในฝ่ายรัฐบาลนั้น คนๆ เดียวตัดสินใจได้ครับ คือคุณยิ่งลักษณ์ ในขณะที่ กปปส. นั้น เป็นธรรมชาติของมวลชน ผมว่าทุกฝ่ายที่เคยทำมวลชนมาทราบดี การจะตัดสินใจอะไรในนามของมวลชนนั้นก็ต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นผมก็เรียนว่า ผมจะนำเสนอนี้ที่มีรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษรให้มีใครไปส่งให้กับรัฐบาล และ กปปส. ในวันอังคาร ซึ่งเป็นวันทำการ
แล้วทั้ง 2 ฝ่าย ผมขอแค่เพียงว่าให้พิจารณาข้อเสนอผมให้ละเอียด ในส่วนของรัฐบาลนั้น ผมจะฟังคำตอบจากคุณยิ่งลักษณ์คนเดียว คนอื่นไม่เกี่ยวครับ เพราะการตัดสินใจในส่วนของรัฐบาลนั้น คุณยิ่งลักษณ์ทำได้คนเดียว ถ้ามีความสงสัยจะให้ผมอธิบายอะไร ผมยินดี เช่นเดียวกับ กปปส. ในกรณีที่รัฐบาลเห็นว่าหลักการของแผนนี้ไปได้
ผมก็เลยจะถือโอกาสนี้ สื่อถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ผ่านสื่อมวลชนที่มาอยู่ในวันนี้ครับ ผมอยากจะถามคุณยิ่งลักษณ์ว่า ข้อเสนอของผมมันมีตรงไหนที่เสียหายกับประเทศชาติ ผมอยากจะถามคุณยิ่งลักษณ์ว่าในฐานะที่เป็นนักการเมือง คุณยิ่งลักษณ์ต้องการให้ประเทศเดินหน้าหรือไม่ สิ่งเดียวที่คุณยิ่งลักษณ์จะต้องสละในขณะนี้ตามแผนของผม คือการถอยออกไปจากอำนาจ 5 – 6 เดือน โดยที่คุณยิ่งลักษณ์เองก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าสถานภาพของคุณยิ่งลักษณ์ก็แขวน อยู่บนความไม่แน่นอน และไม่สามารถทำงานเต็มที่ให้กับประชาชนได้อยู่แล้วภายในระยะเวลา 5 – 6 เดือน
ผมอยากจะถามคุณยิ่งลักษณ์ว่า คุณยิ่งลักษณ์จะถอยไป 5 – 6 เดือน ได้มั้ยครับ ผมนั้นเป็นนักการเมืองโดยอาชีพ 20 กว่าปี นี่คืออาชีพผมครับ ผมเข้ามาด้วยความตั้งใจ ผมเข้ามาด้วยความมุ่งมั่นว่าผมจะมาทำอาชีพนี้ บ้านเมืองมาถึงจุดนี้ ผมยังถอยออกจากการเมืองได้นับรวมเป็น 2 ปีนะครับ คุณยิ่งลักษณ์จะถอย 5 – 6 เดือนให้กับประเทศได้หรือไม่
ผมขอถือโอกาสนี้ สื่อสารไปถึงคุณสุเทพ ว่าถ้ารัฐบาลเขาตอบรับหลักการตรงนี้ คุณสุเทพจะเห็นภาพของรัฐบาลคนกลาง และการปฏิรูปที่จะเกิดขึ้น นั่นคือเป้าหมายของการต่อสู้ของท่าน และมวลมหาประชาชนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าวิธีการที่จะเดินไปสู่เป้าหมายนี้มันต่างกัน
ผมขอเพียงแค่ว่า อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธผม เพราะสิ่งที่ผมเสนอไม่ได้ไปบั่นทอนการต่อสู้อะไรของท่านทั้งสิ้น ขอเวลาว่า ถ้าวันนี้รัฐบาลเขารับหลักการว่าเขาพร้อมที่จะมาเดินหน้าตรงนี้ ท่านกับมวลมหาประชาชน ก็ไปพิจารณาว่าจะเดินหน้าประเทศไทยไปอย่างนี้ด้วยกันหรือไม่
MThai News