เตือนชาวเน็ต 10 โพสต์ควรระวัง ในช่วงประกาศกฎอัยการศึก

วันนี้(21 พ.ค.)นายธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อ ประจำสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ  ได้เผย 10 โพสต์ที่ชาวเน็ตควรระวังในช่วงประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งมีข้อควรระวังดังนี้

(1) โพสต์ยุยง ปลุกปั่น ปลุกระดมให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง

(2) โพสต์สร้างความแตกแยก เกลียดชัง กลุ่มทางการเมือง ในลักษณะมุ่งร้าย อาฆาต

(3) โพสต์ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ เกี่ยวกับการปฏิบัติ หน้าที่ของทางราชการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง

(4) โพสต์ข้อมูล ภาพ ความลับของหน่วยงานราชการอันปกปิด ความลับ ห้ามมิให้เผยแพร่

(5) โพสต์ในลักษณะชักชวน ซ่องสุม ให้มีการรวมกลุ่ม ก่อการอันเกิดการต่อต้านการใช้อำนาจรัฐ – ทหาร เพื่อโต้ตอบ หรือประทุษร้ายต่อเจ้าหน้าที่รัฐ

(6) โพสต์หมิ่นประมาท ว่าร้าย ให้โทษ แก่บุคคลอื่นในทางการเมือง ให้ถูกเข้าใจผิด เสื่อมเสีย หรือถูกปองร้าย

(7) โพสต์ในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในลักษณะหมิ่นประมาท เป้นเท็จ หรือมุ่งสร้างความเกลียดชัง เข้าใจผิดแก่องค์รัชทายาท

(8) โพสต์ในลักษณะวิพากษ์ วิจารณ์ การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในกระบวนการยุติธรรม เช่น ศาล หรือ หน่วยงานอื่นๆ ในทางที่เป็นเท็จ เพื่อสร้างความเข้าใจผิดแก่สาธารณะ

(9) โพสต์ในลักษณะขุ่ ประทุษร้าย แก่บุคคลสาธารณะ ประชาชนอื่นๆ อันเพื่อมุ่งหมายสร้างความตื่นตระหนก กลัว และสร้างภาวะตกใจแก่สาธารณะชนโดยไม่มีเหตุอันควรและข้อเท็จจริง

(10) โพสต์ข่าวสารที่ยังมิได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ข่าวลือ ข่าวโคมลอย ในทางที่มุ่งหวังเพื่อสร้างกระแสความน่ากลัว ตื่นตระหนก หรือเพื่อขัดขวางกระบวนการปกิบัติงานของเจ้าหน้าที่

โดยสรุป คือ อย่าโพสต์ข่าวลือ อย่าโพสต์ข้อความเท็จ อย่าโพสต์สร้างความเกลียดชัง อย่าโพสต์ยุยงปลุกปั่น อย่าโพสต์ข่าวความลับ อย่าโพสต์สร้างความเกลียดชัง อย่าโพสต์หมิ่นประมาท อย่าโพสต์เพื่อสร้างความตื่นตระหนก

MThai News

10390920_10152200829648732_5553503691749999600_n

รถกู้ภัย พลิกคว่ำทางด่วนพระราม3 เจ็บ 7 ราย

กู้ภัยปอเต็กตึ๊ง ซิ่งกระบะ เตรียมไปช่วยดับเพลิงตลาดโบราณบางพลี ยางแตก เสียหลักพลิกคว่ำบนทางด่วนพระราม 3 บาดเจ็บ 7 ราย 538907-01

เกิด อุบัติเหตุรถดับเพลิง เสียหลักพลิกคว่ำบนทางด่วน พระราม 3   ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 ราย  เป็นอาสาสมัครกู้ภัยปอเต็กตึ๊ง ประกอบด้วย  นายสมเกียรติ บัวบาง อายุ 32 ปี  นายชลการต์ ปานเผือก อายุ 21 ปี   นายอภิเดช สุขทันโถม อายุ 36 ปีทั้ง 3 คนนำส่ง รพ.จุฬาลงกรณ์

นอก จากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 4 ราย  คือ นายนิรุต จันทร์ทะชา 38 ปี นำส่ง รพ.เซ็นต์หลุย นายชัชวาน ชัยกะโทก อายุ 24 ปี นำส่ง รพ.ทหารเรือ   นายยงยุทธ ฉันทวีพร นำส่ง  รพ.บางประกอก และ นายฉัตรชัย น้อยเกียง อายุ  39 ปี  นำส่ง รพ.บางประกอก 9

ทั้งนี้ จากการสอบสวนแล้ว พบว่า ผู้บาดเจ็บทั้งหมด กำลังจะขับรถไปให้การช่วยเหลือเหตุเพลิงไหม้ ในตลาดโบราณบางพลี จ.สมุทรปราการ แต่เมื่อถึงจุดเกิดเหตุบนทางด่วนพระราม 3 รถเกิดยางแตกทำให้เสียหลัก ชนขอบทาง และพลิกคว่ำจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

นิวัฒน์ธำรง ปัดข่าว ปลดผบ.ทบ. รอชงกกต.ลต.3สค.

“นิวัฒน์ธำรง” ปัดข่าวลือ เตรียมปลด ผบ.ทบ. กำลังประสานกองทัพ-ทุกฝ่าย ร่วมเดินหน้าบริหารแผ่นดิน เตรียมชง กกต. เลือกตั้ง 3 ส.ค. ย้ำ มีอำนาจทูลเกล้าฯ 538878-01

นาย นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งคณะรัฐมนตรี แถลงผลการหารือภายหลังจากที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ กอ.รส. ประกาศใช้กฎอัยการศึก ว่า

ขณะนี้รัฐบาลต้องทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ต่อไป ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานเพื่อเข้าหารือกับกองทัพและทุกฝ่ายเพื่อร่วมกัน บริหารราชการแผ่นดินให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ รวมทั้งความต้องการให้มีการเลือกตั้ง และการปฏิรูปด้วย ทุกภาคส่วนต้องให้ความร่วมมือ

โดยในวันนี้ รัฐบาลได้ทำหนังสือไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. แล้ว ย้ำถึงอำนาจของ นายนิวัฒน์ธำรง ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ สามารถทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง และรับสนองพระบรมราชโองการได้ รวมถึงเสนอให้มีการกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 3 สิงหาคม นี้ และยินดีให้อำนาจ กกต. ในการพิจารณาเลื่อนการเลือกตั้งตามข้อเสนอแก้ไขในมาตรา 4 ได้ หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน ส่วนความเห็นของ ผบ.ทบ. ว่า หากการเลือกตั้งไม่สงบเรียบร้อยก็ไม่ควรจัดให้มีการเลือกตั้งนั้น ต้องมาหารือในรายละเอียดข้อนี้เพิ่มเติมอีกครั้ง หาก กกต. ตอบกลับภายในวันที่ 23 พ.ค. นี้ และคาดว่าจะสามารถนำทูลเกล้าฯ พ.ร.ฎ. ได้ภายในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ นายนิวัฒน์ธำรง ปฏิเสธว่า รัฐบาลเตรียมปลด ผบ.ทบ. ภายหลังประกาศกฎอัยการศึกโดยไม่แจ้งรัฐบาลล่วงหน้า ว่าเป็นเพียงข่าวลือ โดย ครม. ไม่มีการหารือกันในเรื่องนี้ พร้อมมองว่า กองทัพน่าจะมีการประเมินแล้ว และการใช้กฎหมายดังกล่าว เชื่อว่าจะดูแลสถานการณ์ในบ้านเมืองขณะนี้ให้เกิดความสงบได้