จตุรัสเทียนอันเหมิน ลานหน้าพระราชวังต้องห้าม สถานที่ท่องเที่ยวที่คุ้นตาของคนทั่วโลก ภาพท่านประธานเหมา แขวนอยู่หน้าทางซุ้มประตูทางเข้าพระราชวังเชื้อเชิญให้นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศลอดซุ้มประตูมังกรเพื่อสัมผัสความเกรียงไกรของจีนในยุคราชวงศ์และความยิ่งใหญ่ของเหมาเจ๋อตุงที่สยบมหาจักรพรรดิเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีนสู่ยุคสาธารณรัฐอย่างเต็มตัว

ปี2532 จตุรัสเทียนอันเหมิน สร้างเสียงฮือฮาให้คนทั้งโลกและชาวจีนอีกครั้ง เมื่อวันที่ 15 เม.ย.2552 นักศึกษาจีน ประชาชน ผู้ใช้แรงงานมากกว่า 1 แสนคน เดินทางมาชุมนุมในมหาจตุรัสแห่งนี้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีน ภายใต้การนำของเติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำสูงสุดและมี นายหลี่เผิงเป็นนายกรัฐมนตรี
โดยนักศึกษายื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกและเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตยแต่เติ้ง เสี่ยวผิง เชื่อว่าการชุมนุมของคนมหาศาลในขณะนั้นมีชาติตะวันตกที่ชื่นชมในระบอบเสรีชักใยอยู่เบื้องหลัง จึงทำให้รัฐบาลยืนกรานที่จะไม่ลาออก และใน
4 มิ.ย. เลือดแดงฉานทั่วจตุรัส เมื่อทางการระดมรถถัง ทหาร สรรพาวุธเข้าปราบผู้ชุมนุม ณ มหาจตุรัสเทียนอันเหมิน จำนวนตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บล้มตายไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ รัฐบาลจีนสั่งห้ามสื่อมวลชน ประชาชนในจีนแผ่นดินใหญ่วิพากษ์วิจารณ์หรือพูดถึงเหตุนองเลือดในครั้งนั้น เปรียบเสมือนแผลในใจที่ห้ามใครสะกิด ด้วยสาเหตุนี้เองจึงไม่แปลกที่สังคมออนไลน์ในประเทศจีน ถูกสร้างโดยระบบของรัฐบาลจีน ยูทูปจีน เฟซบุ๊คจีน แชทจีน จึงไม่ใช่โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาเลียนแบบ แต่มันเป็นตัวคัดกรองข่าวสารและจำกัดความคิดเห็นของคนในชาติ
ผ่านเวลามาล่วงกว่า 25ปีเหตุนองเลือดที่จตุรัสเทียนอันเหมินยังเป็นสิ่งต้องห้ามและห้ามพูดถึง ชาติทื่ยิ่งใหญ่กับความลับที่ยิ่งใหญ่นี้เป็นเรื่องที่ชาวโลกหลายคนอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์อาจจะมากกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ก็ได้
4 มิ.ย.57 หลังพิธีชักธงชาติจีนสีแดงโบกปลิวเหนือลานจตุรัสเทียนอันเหมิน ความเกรียงไกรที่มีฉากหลังเป็นวังที่ยิ่งใหญ่แห่งแดนมังกร ผู้คนบริเวณนั้นต่างเงียบสงบ ไม่พูดจากัน ไม่มีพิธีรำลึกใดๆ ต่อเหตุการณ์ที่เก็บอัดอั้นอยู่ภายในใจมานานกว่า 25ปี
MThai News




