อรรถวิชช์ วอน คสช.ลดราคาแก๊สให้เท่าภาคขนส่ง หวั่นทำให้เกิดการถ่ายถัง

อรรถวิชช์ ขอ คสช.ลดราคาแก็สหุงต้มให้เท่าภาคขนส่ง เกรงจะเกิดการถ่ายถังข้ามกัน การตรึงราคาแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ระบุอย่าเชื่อข้าราชการพลังงานมาก อาจรับประโยชน์ ปตท.

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี, ราคาแก๊ส, แก๊สครัวเรือน, แก๊สอุตสาหกรรม, ส.ส.กทม.ปชป., คสช.,

วันนี้ 2มิ.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแนวทางการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ตรึงราคาแก๊สหุงต้มไว้ที่ กิโลกรัมละ 22.63 บาท ซึ่งเป็นราคาสุดท้ายในเดือนพฤษภาคม หลังจากที่มีการขยับเดือนละ 50 สตางค์ตามนโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2556 ที่ผ่านมาโดยมีเป้าหมายปรับราคาจากเดิม กิโลกรัมละ 18.13 บาทให้ถึง 24.82 บาทซึ่งจะขยับราคาได้ตรงตามเป้าหมายในเดือนกันยายน 2557 ว่า

นโยบายดังกล่าวเป็นแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพราะการตรึงราคาแก๊สภาคครัวเรือนไม่เพียงพอ มาตรการที่ถูกต้องควรลดราคาแก๊สหุ่งต้มลงที่ 1.25 บาท ไม่ใช่ตรึงราคาไว้ เนื่องจากในขณะนี้แก๊สภาคครัวเรือนสูงกว่าภาคขนส่ง 1.25 บาท คือราคาภาคขนส่งอยูที่ 21.38 แต่ภาคครัวเรือนอยู่ที่ 22.63 บาท

สิ่งที่ คสช.ควรทำคือการลดราคาภาคครัวเรือนให้เท่าภาคขนส่งเพื่อไม่ให้เกิดกระบวนการถ่ายถังข้ามกันจากภาคขนส่งมาภาคครัวเรือน และการปฏิรูปพลังงานไม่ใช่การเอา ปตท.กลับมาเนื่องจากต้องเสียเงินสี่แสนล้าน แต่ควรเอาระบบท่อคืนมาทั้งระบบ ซึ่งจะมีข้อดีคือ มีเอกชนเข้ามาแข่งขันเรื่องโรงแยกก๊าซ เพราะในขณะนี้ถูกผูกขาดโดย ปตท. ทำให้กำไรมหาศาลและราคาแก๊สแพง

ผมอยากเห็นการทำรัฐประหารสำเร็จเรื่องการปฏิรูป ไม่เช่นนั้นจะเป็นเพียงแค่แย่งชิงอำนาจการปกครอง ผมมั่นใจพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนดี แต่อย่าเชื่อข้าราชการกระทรวงพลังงานร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะพึ่งพา ปตท. จึงจะปกป้องผลประโยชน์ปตท.เต็มที่

จึงขอย้ำว่าตรึงราคาแก๊สหุงต้มไม่พอต้องลดราคาอย่างน้อยให้เท่ากับภาคขนส่ง ในระยะยาวควรจะต้องยกเลิกการลอยตัวพลังงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะที่อ้างว่าจะต้องปรับราคาเพื่อให้สะท้อนต้นทุนนั้น ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าราคาต้นทุนที่มีการระบุนั้นเป็นตัวเลขที่ถูกต้องหรือไม่ อีกทั้งอยากให้พิจารณาถึงผลกระทบด้วยว่า เมื่อราคาแก๊สเพิ่มขึ้นจะเป็นต้นทุนที่กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง นอกจากนี้ยังเห็นว่าต้องนำระบบท่อคืนมาเป็นของรัฐด้วย

MThai News

เรืองไกร เข้ารายงานตัว คสช. ปล่อยตัว ธิติมา-วิม

ธิติมา น้องสาว นายจาตุรนต์ ฉายแสง และ วิม รุ่งวัฒนะจินดา อดีตเลขานุการ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้รับการปล่อยตัวแล้ว ขณะที่ เรืองไกร -การิน -บัญญัติ -คารม เดินทางเข้ารายงานตัวกับ คสช.เมื่อช่วงเช้าวันนี้(2 มิ.ย.)

04

หลังจากวานนี้(1 มิ.ย.)คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศคำสั่ง ฉบับ 42 และ 43 ให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ตั้งแต่เวลา 10.00 – 12.00 น. รวมทั้งสิ้น 10 คน ประกอบด้วย นายคารม พลพรกลาง ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาชธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นชป.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว.สรรหา พ.ต.อ.นริศ แสวงจิตร ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายปฏิบัติการ 4 กอ.รมน. นางหน่อย แดงเป้า

น.ส.การิน ประจันทร์ นายสิทธิชัย กิตติธเนศวร ผู้ช่วยรมต.มหาดไทย นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศ นายจักรพันธุ์ ยมจินดา รองประธานกรรมการ บริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) นายบัญญัติ เย็นใจเฉื่อย และนายณรงค์ศักดิ์ พลายอร่าม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(2 มิ.ย.)เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา น.ส.การิน ประจันทร์ เป็นคนแรกที่เดินทางมารายงานตัว จากนั้นบุคคลที่ได้รับคำสั่งคสช.ได้ทยอยเข้ารายงานตัว อาทิ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ,นายบัญญัติ เย็นใจเฉื่อย,นายคารม พลพรกลาง

ขณะที่ นางธิติมา ฉายแสง น้องสาวนายจาตุรนต์ ฉายแสง ได้รับการปล่อยตัวแล้วพร้อมกันนั้นยังมีรายงานว่านายวิม รุ่งวัฒนะจินดา อดีตเลขานุการรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับการปล่อยตัวแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ (1 มิ.ย.)

MThai News

นศ.ย่านรังสิตพบปคบ. แสดงความบริสุทธิ์ใจลวงขายกล้องฟรุ้งฟริ้ง

“นส.พชรพรรณ” เข้าพบ ปคบ. แสดงความบริสุทธิ์ใจ หลัง ตกเป็นผู้ต้องหา หลอกลวงขายกล้องดิจิตอลคาสิโอ 541508-01

น.ส.พชร พรรณ ติปปวงศ์ อายุ 20 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังย่านรังสิต พร้อมด้วย มารดา และทนายความ เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.นรศักดิ์ เหมนิธิ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ ปคบ. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังตกเป็นผู้ต้องหา หลอกลวงขายกล้องดิจิตอล คาสิโอ รุ่น zr1200 หรือ กล้องฟรุ้งฟริ้ง ซึ่งมีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความ ให้ดำเนินคดี กับ น.ส.พชรพรรณ ว่า จ่ายเงินแล้ว กลับไม่ได้ของ

โดย น.ส.พชรพรรณ ระบุว่า ตนติดต่อซื้อกล้องจากผู้หญิงที่ชื่อ บลู ผ่านทางอินสตาแกรม เมื่อวันที่ 22 เม.ย. จะติดต่อขอซื้อกล้องฟรุ้งฟริ้ง ในราคา 13,500 บาท แต่หากเป็นตัวแทนจำหน่ายจะได้เปอร์เซ็นต์ ชิ้นละ 2,000 บาท หลังจากนั้น มีลูกค้าสนใจติดต่อสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก ตนจึงได้ทยอยโอนเงินให้ของลูกค้า ให้กับคนที่ชื่อบลู ตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.-18 พค. เป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท โดยคนที่ชื่อ บลู อ้างว่า จะจัดส่งสินค้าให้วันที่ 19 พ.ค. และจะได้สินค้า วันที่ 20 พ.ค. แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายกลับไม่มีสินค้าส่งมา จึงสอบถามไปยังคนที่ชื่อ บลู ก็บ่ายเบี่ยง และให้ติดต่อกับ นายรณฤทธิ์ ไทยพิพัฒน์ ซึ่ง นายรณฤทธิ์ อ้างเป็นเพื่อนจะรับผิดชอบแทน โดยการโอนเงินคืนให้ แต่ยังไม่มีกำหนดว่าจะคืนให้เมื่อใด

และเมื่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นลูกค้า จำนวน 140 ราย ติดต่อขอเงินคืน น.ส.พชรพรรณ จึงต้องนำเงินส่วนตัวกว่า 1 ล้านบาท ทยอยโอนคืนให้ผู้เสียหายบางส่วน และพยายามติดต่อ นายรณฤทธิ์ แต่ยังไม่ทราบว่า เมื่อใดจะได้เงินคืนจึงเดินทางเข้าขชี้แจงกับ ปคบ. และสื่อมวลชน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ