ชาวบ้านเม็กซิกัน กระหน่ำตีงูยักษ์ยาว25ฟุต เพราะกลัวมันจะกลืนเด็ก

ชาวบ้านเม็กซิกัน พบงูยักษ์ 25 ฟุต จับฆ่าเพราะกลัวมันจะกลืนเด็ก ในขณะที่นักอนุรักษ์สัตว์ มองว่าเป็นการฆ่าอย่างทารุณและควรจะนำไปปล่อยป่ามากกว่า

งูยักษ์ เม็กซิโก

งูยักษ์ เม็กซิโก

วันนี้(30 มิ.ย.) สำนักข่าวเดลิเมล์ รายงานว่า ที่หมู่บ้านเบนิโตฮัวเรซ ซึ่งตั้งอยู่ในทาบาสโก ทางตะวันตกเฉียงใต้ขของเม็กซิโก ชาวบ้านในหมู่บ้านพบงูยักษ์ ขนาดราว 25 ฟุต กำลังเลื้อยไปตามทางใกล้รถไฟ จึงได้รวมตัวกันพร้อมอาวุธไม้ ออกตามล่างูยักษ์ตัวดังกล่าวเพราะเกรงว่ามันจะทำร้ายเด็กในหมู่บ้าน จนกระทั่งพบมันเจอและลงมือกระหน่ำตีและฆ่าจนมันตาย จากนั้นก็เอามาวางพาดกับราวสะพานเพื่อให้เห็นถึงความยาวของงูตัวนี้

โดย อากีลาร์ นิคานโดร ชาวบ้านในท้องถิ่นนั้นได้เผยว่า ตนไม่เคยเห็นงูที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อนและเป็นที่ชัดเจนว่ามันเต้องเป็นอันตรายกับผู้คนแน่นอน ซึ่งนักอนุรักษ์นิยมหลายคนต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการฆ่าที่โหดเหี้ยมและควรจะเอามันไปปล่อยในป่ามากกว่า แต่ชาวบ้านกลับมองว่าพวกเขามีสิทธิ์ที่จะฆ่ามันเพราะมันเป็นเรื่องของสิทธิในการปกป้องตัวเองจากสัตว์ที่ดุร้าย โดยหลังจากนี้ชาวบ้านจะชำแหละเอาเนื้อและหนังของมันเพื่อไปทำประโยชน์ต่อไป

MThai News

……………………………………………………………………………………………………………………

บริการนวดผ่อนคลายด้วย งูหลาม ที่ฟิลิปปินส์ บริการนวดผ่อนคลายด้วย งูหลาม ที่ฟิลิปปินส์

สวนสัตว์ในฟิลิปปินส์ได้เปิดบริการพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยว ด้วยการนำ งูหลาม มาให้บริการนวดเพื่อการผ่อนคลาย

จักรภพ ท้า คสช. โชว์หลักฐาน หากชี้ผิดคดีเอี่ยวอาวุธสงคราม

จักรภพ เพ็ญแข โพสต์เฟซบุ๊ก ยันไม่จริงมีเอี่ยวคดีอาวุธสงครามป่วนม็อบ ซัด คสช. ถอนหนังสือเดินทางเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

จักรภพ เพ็ญแข, คสช, รัฐประหาร

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 57 ที่ผ่านมา นายจักรภพ เพ็ญแข ผู้ต้องหาตามหมายจับข้อมีอาวุธสงครามในครอบครอง และความผิดอาญามาตรา112 ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความเห็นภายหลังถูกหมายจับในคดีมีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง โดยชี้ว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นการบิดเบือนใส่ร้ายจากคณะรัฐประหาร เพราะไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่า ตนมีความเช่อมโยงกับอาวุธที่พบทั้งหมด พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเปิดเผยหลักฐาน หากเชื่อว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องจริง

“ข้อกล่าวหาที่คณะรัฐประหารเถื่อนไทยใช้กดดันผมในวันนี้ เผยให้เห็นความจนตรอกของเหล่านายทหารและกลุ่มอำมาตย์ที่พวกเขาทำงานรับใช้อีกครั้ง การกล่าวอ้างอันเป็นเท็จประเภทที่ว่าผมอยู่เบื้องหลัง “กลุ่มติดอาวุธ” ไม่ใช่เป็นเพียงแค่นิยายเท่านั้น แต่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความโง่เขลาของคณะเผด็จการทหารลวงโลก

ผมขอพูดอย่างชัดเจนว่า ไม่มีหลักฐานใดที่สามารถเชื่อมโยงผมกับอาวุธที่คณะเผด็จการทหารยึดมาได้ และผมขอท้าทายให้พวกเขาแสดงหลักฐานเหล่านั้น แน่นอนว่า แม้แต่การยึดอาวุธเหล่านั้นก็มีกลิ่นของความน่าสงสัยโชยออกมา เพราะไม่มีการสอบสวนที่เป็นอิสระเรื่องการยึดอาวุธ ไม่มีการเก็บลำดับขั้นตอนหลักฐาน และข้อกล่าวหาที่คณะเผด็จการทหารหยิบยกขึ้นมานั้นไม่มีความน่าเชื่อถือ และสามารถถูกหลักล้างได้อย่างง่ายดายหากถูกตรวจสอบอย่างละเอียด

กรณีที่คณะเผด็จการทหารพยายามจะ “ทำเรื่องส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน” ผมในข้อหาดังกล่าว พวกเขาเองควรจะต้องรับรู้ว่าไม่มีรัฐบาลไหนในโลกใบนี้ที่จะเชื่อฟังยอมจำนนต่อคำข่มขู่ของพวกเขา เพราะผมจะได้รับสิทธิในการเข้าถึงหลักฐานทั้งหมดที่พวกเขาสร้างขึ้นมา รวมถึงพื้นที่ในการท้าทายหลักฐานเหล่านั้น

และนี้คือเหตุผลที่กลไกล “ตุลาการ” เดียวที่พวกเขานำมาใช้คือการเร่งรัดดำเนินคดีด้วยข้อหาเท็จโดยการใช้ “ศาล” ทหารของพวกเขา ที่ซึ่งกระบวนการอันควรแห่งกฎหมายและหลักนิติธรรมได้ถูกทำลายลงไปนานแล้วเพื่อรองรับระบอบการปกครองเผด็จการ ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่าคดีความทั้งหมดที่นำขึ้นสู่ “ศาล” ทหารเกิดขึ้นในบริบทของรูปแบบระบบกฎหมายที่ไม่ต่างไปจากละครเวทีอันน่าขัน โดยปราศจากสิทธิทางกฎหมาย

และเพื่อเป็นหลักฐาน ผมขอแถลงว่าผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้นในการต่อสู้แบบ “ติดอาวุธ” ผมเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในการต่อสู้ทางการเมือง สังคมและวัฒนธรรมโดยมีฐานมั่นที่เป็นจริงผ่านทางเจตนารมณ์ทางประชาธิปไตยของประชาชนไทย กลุ่มนายทหารและกลุ่มอำมาตย์ที่พวกเขาทำงานรับใช้ทราบอย่างดีว่าหากปล่อยให้ประชาชนไทยแสดงออกซึ่งเจตจำนงค์ประชาธิปไตยแล้ว อำนาจของพวกเขาจะสิ้นสุดลง และนำไปสู่การฟื้นฟูระบอบที่ชอบด้วยกฎหมายและหลักการรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

ในเวลานี้ กองทัพและกลุ่มอำมาตย์ที่พวกเขาทำงานรับใช้คือคนกลุ่มเดียวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการต่อต้านเจตจำนงค์ของประชาชนไทยด้วยการใช้ “อาวุธ” โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้ที่เชื่อมั่นในประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธ เพราะเรามั่นใจอย่างแท้จริงว่า เมื่อประชาชนไทยได้รับสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกลับคืนมา คณะเผด็จการทหารจะกลายเป็นเพียงแค่ความผิดเพี้ยนทางประวัติศาสตร์เท่านั้น

ผมขอกล่าวเพิ่มเติมถึงเรื่องที่คณะเผด็จการทหารเพิกถอนหนังสือเดินทางของผมว่า นี่มิใช่เป็นเพียงการกระทำกดขี่อันวิตถารเท่านั้น แต่ยังทำให้ประชาชนคนไทยที่ต่อต้านการปกครองระบอบทหารกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง การเพิกถอนดังกล่าวจะประจานให้ประชาคมโลกเห็นว่า คณะเผด็จการทหารไทยไม่ต่างไปจากกลุ่มทรราชผู้เกรี้ยวกราดที่ทำประพฤติตนนอกมาตรฐานกฎหมายระหว่างประเทศ

จักรภพ เพ็ญแข

MThai news

ทิดสึกใหม่ซิ่งเก๋งชนพ่วงดับยกครัว3ราย

ทิดสึกใหม่ซิ่งเก๋งพาพ่อแม่กลับบ้าน ประสานงารถพ่วง บนถนนสายพิษณุโลก-บางกระทุ่ม เสียชีวิตยกครัว

ร.ต.อ.มานพ แสงอินทร์ พนักงานสอบสวน สภ.วังน้ำคู้ จ.พิษณุโลก รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถเก๋งชนประสานงากับรถยนต์บรรทุก 18 ล้อ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถูกอัดก๊อปปี้ติดอยู่ภายในซากรถเก๋ง จึงรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ทิดสึกใหม่ขับเก๋งชนรถพ่วงดับยกครัว

ทิดสึกใหม่ขับเก๋งชนรถพ่วงดับยกครัว

บริเวณถนนสายพิษณุโลก-บางกระทุ่ม อ.เมือง จ.พิษณุโลก พบรถบรรทุก 18 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน 82-0022 พิษณุโลก ลูกพ่วงหมายเลขทะเบียน 82-0023 พิษณุโลก สภาพด้านหน้าพังยับเยิน เสียหลักพลิกคว่ำตกลงไปข้างทาง ห่างออกไปเล็กน้อยพบรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีดำ หมายเลขทะเบียน กพ 2167 พิษณุโลก สภาพด้านหน้าพังยับเยิน พลิกคว่ำหงายท้องอยู่ไหล่ทางซึ่งเป็นทุ่งนา ภายในรถพบศพชายหญิงจำนวน 3 ศพ ทราบชื่อคือ นายภิรายุ พรประชาคมกุล อายุ 28 ปี คนขับรถ นายกิตติ พรประชาคมกุล อายุ 61 ปี สมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านใหม่ อีกรายคือ นางบุษกร พรประชาคมกุล อายุ 56 ปี ซึ่งทั้งหมดเป็นพ่อแม่ลูกกัน

จากการสอบสวนทราบว่า นายภิรายุ คนขับรถเก๋ง เพิ่งทำการสึกจากพระภิกษุสงฆ์ เมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา กำลังจะกลับบ้าน ขับรถด้วยความเร็วแซงคันหน้า จึงประสานงากับรถพ่วงคันดังกล่าว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง

ขับรถชนรถพ่วง18ล้อตายยกครัว

ขับรถชนรถพ่วง18ล้อตายยกครัว