หน้าตาดี หุ่นเธอแซบได้ใจ ทำผิดไม่เป็นไรนะ ?

ข่าวสดได้เผยแพร่ข่าวชายหุ่นเซ็กซี่หน้าตาดี เมาอาลาะวาดถือปืนบีบีกันบุกง้อแฟนสาว แถมอีกคดีคือขับเบนซ์ป้ายแดงชนรถคนอื่นแล้วชิ่งหนีลอยนวลไปอีก ซึ่งท้ายสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับชายหุ่นเซ็กซี่ขังกรงเพื่อระงับสติอารมณ์แต่ชายคนดังกล่าวก็ทำลายกล้องวงจรปิด บล็อกส้วม ขว้างปาข้าวของในห้องขังจนได้รับความเสียหาย จนเจ้าหน้าที่ต้องแยกไปห้องขังเดี่ยวและใช้กุญแจมือคล้องติดกับลูกกรง

ประเด็นนี้จากข่าวจะเห็นได้ชัดเลยว่าชายหุ่นเซ็กซี่เป็นคนกระทำความผิดจริง ทั้งก่อเหตุรุนแรงหลายครั้งเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกลับไม่พบว่าเขามีข้อมูลในทะเบียนราษฎรอีก พบการปลอมบัตรประชาชน แต่เมื่อข่าวถูกเผยแพร่ออกไปภาพของหนุ่มเซ็กซี่ที่ยืนเกาะลูกกรงทำหน้าเศร้าราวกับนายแบบกลับได้เสียงตอบรับจากชาวสังคมออนไลน์ที่แสดงความคิดเห็นใต้ข่าวนี้เป็นอย่างดี

1

โดยผู้หญิงและเพศอื่นอีกหลายคน ต่างเข้ามาคอมเมนท์ว่า ” ทำผิดแล้วไม่เป็นไรนะ เพราะหุ่นดี “หรือเข้าไปชื่นชมหุ่น รูปร่างหน้าต่า แถมขับเบนซ์ป้ายแดงอีกด้วย อีกแบบหนึ่งก็คือ “อยู่สน.ไหนคะ จะไปประกันตัวให้เดี๋ยวนี้เลย” กับอีกหลายความคิดเห็นที่เป็นการชื่นชมในเรือนร่าง จ้องกันน้ำลายไหล

แม้จะเป็นความคิดเห็นที่แสดงกันเล่นๆ ขำๆ แต่ก็สะท้อนอะไรบางอย่างได้เหมือนกัน หน้าตาดีมากมีด้วยสินทรัพย์ แม้จะทำผิดแค่ไหน ก็ยังมีคนที่ชื่นชมทั้งที่ความจริงแล้วการกระทำความผิดของชายหุ่นเซ็กซี่คนนี้ในวันเดียวมากมายขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรุนแรง การปลอมบัตรปชช. การทำลายทรัพย์สินของราชการ ชนแล้วหนี  แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ภาพของชายหุ่นเซ็กซี่คนนี้ดูแย่ลงเลย ความรุนแรงต่อผู้หญิงและความผิดอื่นๆ ถูกมองข้ามเพราะเขาหน้าตาดี

เห็นทีสังคมไทยควรจะต้องมีการปรับจูนความคิดประเภทนี้กันเสียแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่แล้วข่าวชายที่กระทำรุนแรงต่อเด็กหญิงวัย 13 ปี ข่มขืนแล้วฆ่าจนกลายเป็นเหตุสะเทือนขวัญถูกชาวสังคมออนไลน์ประนามอย่างหนักแต่ก็สมควรที่ได้รับการประนาม แต่พอมาในสัปดาห์นี้ข่าวชายคุกคามผู้หญิงและทำความผิดอาละวาดไปทั่ว แม้ความผิดจะต่างโทษต่างสถานกัน แต่มันก็คือความผิดและความรุนแรงที่เราไม่ควรจะชื่นชม มันดูเป็นความย้อนแย้งนิดๆนะ สัปดาห์ก่อนเพิ่งประนามชายที่ก่อเหตุรุนแรงแต่ สัปดาห์นี้กลับมาชื่นชมชายอีกคนที่ก่อเหตุความรุนแรง หรือที่สังคมไม่ประนามเพราะ เพราะเขามีรูปร่างหน้าตาดีอย่างนั้นหรือ ?

2

MThai News

คสช.สั่งผ่าตัดใหญ่ โครงสร้างกรมตำรวจ

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 87/2557เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมผู้รักษาการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ ฉบับ ที่ 89 เรื่อง หลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 87/2557 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมผู้รักษาการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ โดยที่พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติพ.ศ.2547 กำหนดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจเกี่ยวกับการดูแลความสงบเรียบร้อยในการควบคุมอาชญกรรม การจราจร การมีและใช้อาวุธปืน เป็นไปอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ ในระบบการปฏิบัติงานและในการบังคับใช้กฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีประกาศ ดังต่อไปนี้

55223

ข้อ1 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา 5 ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพ.ร.บ.นี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมกับค่าทำการและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่เกินอัตราตามบัญชีท้ายพ.ร.บ.นี้”

ข้อ 2 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา5 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา5 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพ.ร.บ.นี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และออกกฎกระทรวงกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพ.ร.บ.นี้”

ข้อ 3 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งมาตรา6พ.ร.บ.อาวุธ เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่7)พ.ศ.2522และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 6 ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพ.ร.บ.นี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งนายทะเบียนและเจ้าหน้าที่อื่น และออกกฎกระทรวงในเรื่องต่อไปนี้ คือ

(1)จำกัดชนิดและจำนวนอาวุธปืนของกระทรวงทบวงกรมอื่น นอกจากของราชการทหารและตำรวจหรือหน่วยราชการตามมาตรา 5 วรรคสอง
(2)วางระเบียบการทะเบียน การขอและการออกใบอนุญาติ
(3)กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมซึ่งต้องไม่เกินอัตราในบัญชีท้ายพ.ร.บ.นี้
(4)กิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพ.ร.บ.นี้

ในส่วนที่เกี่ยวกับการออกกฎกระทรวงตามวรรคหนึ่ง(1)มาตรา5 วรรคสองและตามมาตรา55 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมร่วมรักษาการตาม พ.ร.บ.นี้และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงร่วมกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย”ข้อ4 ให้บรรดากฎกระทรวง กฎระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามพ.ร.บ.ตามข้อ 1 ข้อ2 และข้อ 3ที่บังคับใช้อยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 14 ก.ค. 2557
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ฉบับที่ 89 เรื่อง หลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ

เพื่อให้การแต่งตั้ง และโยกย้ายข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งต่างๆเป็นไปตามระบบคุณธรรมและคำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคล ตลอดจนประโยชน์ของทางราชการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีประกาศ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 เพื่อประโยชน์ในการแต่งตั้งโยกย้ายให้จัดลำดับอาวุโส ดังต่อไปนี้
(1) ผู้มียศสูงกว่า (ไม่รวมถึงยศที่ได้รับจากการแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษ)เป็นผู้มีลำดับอาวุโสสูงกว่า
(2) ถ้ามียศเท่ากัน ให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งระดับนั้นในกรมตำรวจและสำนักงานตำรวจแห่งชาตินานกว่า เป็นผู้มีลำดับอาวุโสสูงกว่า
(3) ถ้าดำรงตำแหน่งตาม(2)นานเท่ากัน ให้ผู้ดำรงตำแหน่งระดับถัดลงไปนานกว่าตามลำดับจนถึงตำแหน่งระดับรองสารวัตร เป็นผู้มีอาวุโสน้อยกว่า

ตำแหน่งถัดลงไปให้หมายรวมถึงตำแหน่งระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการอละสารวัตรใหญ่ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการตำรวจ พศ.2521 ด้วย

(4)ถ้าดำรงตำแหน่งระดับถัดลงไปตาม(3)นานเท่ากัน ให้ผู้มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งชั้นสัญญาบัตรนานกว่า เป็นผู้มีลำดับอาวุโสสูงกว่า(5) ถ้ามีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งชั้นสัญญาบัตรนานเท่ากันให้ผู้มีอายุมากกว่าเป็นผู้มีลำดับอาวุโสสูงกว่า

สำหรับข้าราชการตำรวจที่ถูกประจำหรือสำรองราชการในระดับตำแหน่งใดให้ถือว่ายังคงดำรงคำแหน่งระดับนั่นตลอดระยะเวลาที่ประจำหรือสำรองราชการระยะเวลาการดำรงตำแหน่งหมายความรวมถึงระยะเวลาการปฏิบัติงานเป็นทวีคูณของข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์ การนับระยะเวลาการปฏิบัติงานเป็นทวีคูณ ของข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนใต้ตาม มติ ก.ตร. ในการประชุมครั้งที่ 4/2553 เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2553 ในระดับตำแหน่งนั้นๆด้วย

ข้อ 2การนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งตามประกาศนี้ มิให้นำระยะเวลาการดำรงตำแหน่งรวมตั้งแต่ระดับรองสารวัตรตามกฎ ก. ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับรองสารวัตร ถึง จเรตำรวจแห่งชาติ และ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2549 มาบังคับใช้ทั้งนี้ จนกว่า จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎ ก.ตร.หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ซีพีเอฟ ร่อนหนังสือชี้แจงด่วน ปัด ใช้เงินซื้อสื่อปิดข่าวฉาว ชี้มีการบิดเบือนข้อมูล

CPF‘ ปัด ใช้เงินซื้อสื่อปิดข่าวฉาว ชี้ ข้อมูลคลาดเคลื่อน-ถูกตัดต่อ

จากกรณีเวปไซต์ “http://tcijthai.com” เปิดเผยข้อมูลเอกสารฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง โดยระบุว่ามีการใช้เงินสนับสนุนสื่อเพื่อขอแก้ข่าวและลบกระทู้ ที่มีผลกระทบเชิบลบต่อธุรกิจ ล่าสุดบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้ส่งหนังสือชี้แจ้งมายังสื่อมวลชน ระบุเนื้อในหนังสือดังนี้ นางพรรณินี นันทพานิช รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวบนเวปไซต์ http://tcijthai.com/tcijthainews/view.php/ids=4559

cp-foods-logo1

ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลโดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่สามารถเปิดเผยนาม เพื่อเปิดเผยข้อมูล พาดพิงการทำงานของหน่วยงานประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้ หน่วยสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ ซีพีเอฟ เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีการประสานงานกับสื่อและผู้สื่อข่าวอย่างใกล้ชิด ขอชี้แจงในหลักการและบทบาทของการประชาสัมพันธ์ ว่า การทำแผนประชาสัมพันธ์ ค่าใช้จ่ายในการซื้อโฆษณาในสื่อต่างๆ เป็นเรื่องต้องปฏิบัติ

เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดทำงบประมาณประจำปี และมีความจำเป็นต้องเก็บรายละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบในทางบัญชีได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม หน่วยงานประชาสัมพันธ์ยังต้องจัดทำงบประมาณส่วนหนึ่ง เพื่อใช้ในการสนับสนุนกิจกรรมของสื่อมวลชนในกรณีพิเศษ เช่น การจัดกอล์ฟการกุศลเพื่อระดมทุนไปใช้ในกิจกรรมพิเศษของสื่อนั้นๆ หรือ การจัดงานสัมมนาต่าง ๆ เป็นต้น

เหล่านี้ถือเป็นงบปกติที่องค์กรขนาดใหญ่มีการจัดสรรงบประมาณไว้รองรับ และจำเป็นต้องระบุชัดเจนเป็นงบพิเศษเพื่อสนับสนุนสื่อมวลชน ซึ่งงบประมาณในส่วนนี้ไม่ได้มีวงเงินสูง นอกจากนี้ การทำงานในเชิงรุกเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกับสื่อ เพื่อสร้างความเข้าใจในองค์กร เป็นเรื่องจำเป็นที่สื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ต้องทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาภาพลักษณ์อันดีขององค์กร ดังนั้น การติดต่อกับสื่อที่เกี่ยวข้องนำข้อความหรือกระทู้ที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่บริษัท และไม่เป็นความจริงถือเป็นเรื่องจำเป็นที่หน่วยงานประชาสัมพันธ์ต้องปฏิบัติ

หน่วยสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ ซีพีเอฟ ขอยืนยันว่า การปฏิบัติต่อสื่อมวลชนและการดำเนินการเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นไปอย่างถูกต้องตามงบประมาณ ที่นำเสนอไว้กับบริษัทและสามารถตรวจสอบได้ จึงขอเรียกร้องให้พิจารณาในเรื่องอย่างเป็นธรรมกับวิชาชีพการประชาสัมพันธ์ “เราขอยืนยันว่าเราไม่เคยใช้เงินเพื่อซื้อสื่อในการปิดข่าวหรือบิดเบือนเนื้อหาข่าวไม่ให้เป็นความจริง” นางพรรณินี กล่าวย้ำ