เตือน! บิ๊กอายส์ไร้คุณภาพอาจทำให้ตาบอดใน2วัน

สาธารณสุขเตือน “บิ๊กอายส์” ไร้มาตรฐานอาจส่งผลรุนแรงขั้นตาบอดสนิท ใน 2 วัน ขอเด็กต่ำกว่า 15 ปีห้ามใส่

นายแพทย์ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ แพทย์เชี่ยวชาญด้านจักษุ ประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันกระแสการใช้บิ๊กอายส์ หรือคอนแทคเลนส์ตาโต เริ่มระบาดเข้าสู่กลุ่มเด็กวัยอายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งอยู่ในกลุ่มมัธยมต้น และมัธยมปลาย และฮิตซื้อมาใส่กันมากขึ้น เพราะต้องการเลียนแบบดารา นักร้อง นางแบบ และเห็นพี่สาวหรือรุ่นพี่ใส่ จึงอยากมีตาโต สวย ตาหวานบ้าง โดยไม่รู้ถึงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้น

page-bigeye

คอนแทคเลนส์ หรือบิ๊กอายส์ ที่กล่าวมา ไม่ใช่เลนส์สายตา เป็นเลนส์แฟชั่น เพื่อความสวยงาม เปลี่ยนสีของนัยน์ตา และขยายขนาดของตาดำ ทำให้ดูตาโต ตาหวาน ตาสีฟ้าเหมือนฝรั่ง การใช้บิ๊กอายส์ หรือแม้กระทั่งคอนแทคเลนส์ที่เป็นเลนส์สายตา มีความเสี่ยงอันตรายทั้งสิ้น เพราะคอนแทคเลนส์เป็นสิ่งแปลกปลอม ต้องสัมผัสกับกระจกตาโดยตรงเป็นระยะเวลานาน หากคอนแทคเลนส์สกปรก มีความโค้งไม่ได้มาตรฐาน จะทำให้เกิดอันตราย บาดตาขาว

หรือเกิดการติดเชื้อที่กระจกตา อาจลุกลามถึงขั้นตาบอดได้อย่างรวดเร็วภายใน 2 วัน ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยจากการใส่คอนแทคเลนส์และบิ๊กอายส์ มารักษาที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้าอย่างต่อเนื่อง ที่น่าเป็นห่วงพบเป็นเด็กนักเรียนอายุต่ำกว่า 16 ปีมากขึ้นเรื่อยๆ รายล่าสุดตาอักเสบ ได้สอบถามประวัติพบว่าซื้อบิ๊กอายส์ราคาถูก ที่วางขายในตลาดนัดในห้างสรรพสินค้า

นายแพทย์ฐาปนวงศ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันคอนแทคเลนส์ มีทั้งถูกและผิดกฎหมาย คอนแทคเลนส์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. จะมีความกว้างไม่เกิน 14.5 มิลลิเมตร หากมีขนาดกว้าง 15-19 มิลลิเมตร ถือว่าผิดกฎหมายหรือเป็นของเถื่อนทั้งสิ้น โดยผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ ควรมีอายุ 18 ปีขึ้นไป หรือเป็นผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่แนะนำให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใส่

เทควันโด้ไทยฉาว!! รุ่งรวีออกโรงแฉหลังถูกโค้ชซ้อม

“น้องก้อย” รุ่งระวี ขุระสะ จอมเตะดาวรุ่งแฉ โดนโค้ชต่อยเหตุไม่พร้อมก่อนแข่ง  เจ้าตัวยันครอบครัวจ่อแจ้งความดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

น้องก้อย รุ่งระวี ขุระสะ จอมเตะดาวรุ่งดีกรีเหรียญทองแดงชิงแชมป์เอเชีย 2014 รุ่น 62 กก. เตรียมประกาศเลิกเล่นทีมชาติ หลังโดนโค้ชทำร้ายร่างกาย เหตุโมโหที่นักกีฬาไม่พร้อมในการแข่งขันสำหรับสาเหตุของการทำร้ายร่างกายครั้งนี้ น้องก้อย เปิดเผยว่า ตนถูกโค้ชทำร้ายร่างกาย เนื่องจากมาทำการแข่งขันช้าและไม่พร้อมในการลงสนามจนเป็นเหตุให้แพ้จอมเตะเกาหลี ใต้ 6-12 คะแนน ในการแข่งขัน รายการ โคเรีย โอเพ่น ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา

น้องก้อย รุ่งระวี ขุระสะ

น้องก้อย รุ่งระวี ขุระสะ

สำหรับสาเหตุที่มาล่าช้าว่าน้องก้อยอธิบายว่า ขณะที่ตนกำลังอบอุ่นร่างกายเพื่อเตรียมลงสนามแข่งรอบแรกกับเจ้าภาพเกาหลีใต้ ซึ่งตอนนั้นมีผู้ช่วยโค้ชเป็นคนไทยคอยประสานตามนักกีฬาลงแข่ง และได้แจ้งกับตนว่าให้นั่งรอ เพราะตนแข่งเป็นคู่ที่ 12 ซึ่งตอนนั้นเพิ่งจะแข่งขันถึงคู่ที่ 6 และ 7 ดังนั้นตนจึงยังไม่เตรียมตัวอะไรมาก สนับเข่าและฟันยางก็ยังไม่ได้ใส่เพราะเห็นว่าอีกหลายคู่

กระทั่ง โค้ชมาตามแล้วบอกว่าทำไมถึงยังไม่พร้อมจะแข่งขันอยู่แล้ว ซึ่งตอนนั้นงงมาก รีบไปสนามแข่งขันในสภาพที่ไม่ได้ใส่สนับเข่าและฟันยาง ด้วยความที่ไม่พร้อมทำให้แพ้ เกาหลีใต้ 6-12 คะแนน จากนั้นโค้ชก็เรียกประชุมด่วน แล้วถามว่ารู้หรือไม่ว่าจะต้องแข่งเป็นคู่ที่เท่าไหร่ พอตนจะตอบก็โดนทำร้ายร่างกาย จากนั้นโค้ชก็ถามคำถามอีกหลายคำถามแต่พอจะตอบก็โดนต่อยตลอดทั้งหน้าและลำตัว สรุปคือไม่ยอมฟังคำตอบ

จากนั้นโค้ชเรียกเข้าไปขอโทษพร้อมกับบอกว่าผิดหวังกับผลงาน เนื่องจากหวังไว้มากว่าจะทำผลงานในรายการนี้ได้ดีกว่านี้ แต่สำหรับตนคิดว่าทำแบบนี้มันมากเกินไป และตัดสินใจว่าจะเลิกรับใช้ทีมชาติทันที นอกจากนี้ตนได้โทรกลับบ้านเพื่อเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ซึ่งที่บ้านก็เห็นด้วยว่าให้เลิกเล่น

พร้อมกับยืนยันว่ากลับถึงเมืองไทยเมื่อไหร่จะแจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกาย แต่ไม่แน่ใจว่าจะได้หรือไม่เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ต่างประเทศอย่าง ไรก็ตามตนยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพราะก่อนหน้านี้มีนักกีฬาหลายคนโดนแบบนี้ แต่ไม่มีใครแจ้งความ สำหรับทัพนักกีฬาเทควันโดชุดนี้จะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันจันทร์ที่ 14 ก.ค. นี้

โค้ชทำร้ายร่างกายนักกีฬา

โค้ชทำร้ายร่างกายนักกีฬา

MThai News

ขอบคุณข้อมูลจาก มติชนออนไลน์

ดุสิตโพลคนมั่นใจคสช.ปฏิรูปปท.ยุติความขัดแย้ง

ผลสำรวจดุสิตโพล เผย ประชาชนมั่นใจคณะรักษาความสงบแห่งชาติปฏิรูปประเทศ เพื่อยุติความขัดแย้ง ทำงานเด็ดขาด ขอซื่อสัตย์-ยุติธรรม

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชน 1,410 คน ระหว่างวันที่ 8 – 12 ก.ค. 2557 ถึงความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ของ คสช. โดย เรื่องที่ประชาชนมั่นใจมากที่สุดเป็นอันดับ 1 หรือร้อยละ 85.63 คือ การปฏิรูปประเทศ คืนความสุขให้ประชาชน เพราะมีแผนการทำงานที่ชัดเจน มุ่งมั่น ตั้งใจ และหลายฝ่ายให้ความร่วมมืออย่างดี

โพ

ด้านจุดเด่นของ คสช. ที่ประชาชนชื่นชอบนั้น ร้อยละ 86.04 เห็นว่า ทำงานรวดเร็ว จริงจัง เช่น การแก้ปัญหาจำนำข้าว วินรถตู้ คอร์รัปชั่น เป็นต้น ขณะที่ความต้องการที่ประชาชนอยากให้ คสช. จัดการอย่างเร่งด่วน ร้อยละ 90.96 ระบุว่า ต้องการการบริหารประเทศที่มีเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนและต่างชาติ อยากให้ประเทศเดินหน้ากลับมามีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 43.30 อยากบอกความในใจต่อ คสช. คือ เป็นกำลังใจให้ ขอให้ตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ยุติธรรม