DSI – กรมอุทยานฯ ตรวจสอบ “อุทยานฯสิรินาถ”

DSI – กรมอุทยานฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบจ.ภูเก็ต หลังทราบว่าเอกชนบุกรุกก่อสร้างพื้นที่อุทยานฯสิรินาถ เจ้าหน้าที่เรียกคืนที่ดินกลับมาได้ 1,200 ไร่ จากการโดนบุกรุบ 3,000 ไร่

วันนี้(4ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับคดีกลุ่มทุนเอกชนบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ.ภูเก็ต เป็นคดีพิเศษ เพื่อเข้าทำการตรวจสอบเอกสารสิทธิ และการปราบปรามการบุกรุกยึดถือที่ดินอุทยานแห่งชาติสิรินาถ จำนวน 11 แปลง เนื้อที่ประมาณ 3,000 ไร่ ซึ่งได้มีการแจ้งความดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ และบุคคลที่เกี่ยวข้องในการออกเอกสารสิทธิ และเพิกถอนเอกสารสิทธิ โดยจะสามารถนำที่ดินกลับคืนมาเป็นของอุทยาน ได้ประมาณ 1,200 ไร่

Image.aspx

นายเสริมยศ สมมั่น รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาการตรวจสอบต่างๆ มีการคุกคามจากกลุ่มนายทุนที่ก่อสร้างโรงแรม-รีสอร์ตหรูในพื้นที่ที่เชื่อว่า มีการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ หรือทับพื้นที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถ เนื่องจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ ไปขวางการทำโรงแรม-รีสอร์ตที่มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งผู้ถือครองเอกสารสิทธิที่ทำการตรวจสอบอยู่ในขณะนี้จะเป็นเพียงกลุ่มนาย ทุนทั่วไป ไม่มีการสั่งการมาจากการเมือง

ขณะที่นายชีวะภาพ ชีวะธรรม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติสิรินาถ เปิดเผยว่า พื้นที่บนบกของอุทยานแห่งชาติสิรินาถ มีเนื้อที่ประมาณ 12,000 ไร่ จากการตรวจสอบพบว่าถูกบุกรุกไปประมาณ 3,000 ไร่ และจากการที่ได้ดำเนินการตรวจสอบตามยุทธการทวงคืนที่ดินอุทยานฯ มาตั้งแต่ปลายปี 2555 จนถึงขณะนี้มั่นใจว่าจะได้ที่ดินคืนกลับมาประมาณ 1,200 ไร่ แบ่งเป็นระยะที่ 1 จำนวน 11 คดี เนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ ระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ซึ่งชัดเจนแล้วจะสามารถเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกโดยไม่ชอบได้อีก 4 แปลง และอีก 2 แปลง ซึ่งเป็น ส.ค.1 จำนวน 1 แปลง และโฉนด 1 แปลง อยู่ระหว่างการหาหลักฐานเพิ่มเติม รวมทั้งหมด 6 แปลง เนื้อที่รวม 600 ไร่

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ผู้อำนวยการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ได้นำข้อมูลผลการลงตรวจสอบพื้นที่ที่มีการบุกรุกในเขตอุทยาน 2 จุด บริเวณหาดในยาง และบริเวณบ้านในทอน ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมพื้นที่พัฒนาก่อสร้าง จนสามารถรวบรวมสำนวนส่งฟ้องศาลได้ในที่สุด ซึ่งจากหลักฐานในเชิงนิติวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับระเบียบต่างๆนั้น ทำให้ศาลมีคำพิพากษาให้เอกชนที่เข้าไปบุกรุกสร้างอาคารและโรงแรมทำการรื้อ ถอน

MThai News

อึ้ง ! สาวเคยมีเซ็กส์กับผู้ชายกว่าหมื่นคน

อดีตสาวเอสคอสขายเซ็กส์ เปิดปูมชีวิตสุดหม่นหมอง เคยมีเซ็กส์กับผู้ชายกว่าหมื่นคน เฉลี่ย 56 คนต่อเดือน เขียนเป็นหนังสือวางขายทั่วโลก

วันนี้(4 ก.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเรื่องราวสุดฮือฮา เมื่อสาวเอสคอส หรืออาชีพสาวเพื่อนเที่ยว ได้เปิดเผยเรื่องราวดำมืดของชีวิตให้กับสังคมได้รับรู้ กวินเนธ มอนเตเนโกร อดีตสาวเอสคอส ได้เปิดตัวหนังสือชื่อ 10,000 MEN Counting  ซึ่งเป็นเรื่องราวของเธอระหว่างที่เธอทำอาชีพเพื่อนเที่ยวรวมถึงขายเซ็กในประเทศออสเตรเลีย ตั้งแต่อายุ 21 ปี

กวินเนธ มอนเตเนโกร อดีตสาวเอสคอส

กวินเนธ มอนเตเนโกร อดีตสาวเอสคอส

โดยกวินเนธ เผยว่าในช่วงที่เธอทำอาชีพดังกล่าวนับรวมแล้วเธอเคยมีเซ็กส์กับผู้ชายทั้งสิ้น 10,091 ราย เฉลี่ย 56 คนต่อเดือน  โดยค่าตัวของเธอในตอนนั้นอยู่ที่ครั้งละ 500-1,000 ดอลลาร์ ราว16,000- 32,000 บาท ซึ่งเมื่อเธออายุเข้า 33 ปี กวินเนธก็เลิกอาชีพนั้นและหันมาประกอบอาชีพสุจริตทำธุรกิจส่วนตัว โดยเรื่องมืดดำของการเป็นสาวเอสคอส คือเธอเคยใช้ยาเสพติดและมีเซ็กส์กับผู้ชายบนรถยนต์สุดหรู

ทั้งนี้ผลกระทบจากการมีเซ็กส์กับผู้ชายกว่าหมื่นคนทำให้เธอมีปัญหาป่วยเป็นไตล้มเหลวและไม่สามารถสอบเป็นนักบิน ซึ่งเป็นอาชีพที่เธอใฝ่ฝันได้

MThai News

หนังสือชื่อ 10,000 MEN Counting

หนังสือชื่อ 10,000 MEN Counting

คสช.ปล่อยตัว 14 แรงงานชาวกัมพูชาเหยื่อแก๊งปลอมพาสปอร์ต

คสช.ปล่อยแรงงานกัมพูชา 14 ราย หลังตกเป็นเหยื่อแก๊งปลอมพาสปอร์ต ที่ด่านพรมแดนอรัญประเทศ หลังปล่อยตัว”วีระ”

วันนี้ (4ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเนตร เสรี กงสุลใหญ่กัมพูชา ประจำอำเภออรัญประเทศ จังหวัด สระแก้ว ส่งเจ้าหน้าที่กงสุลฯเดินทางไปที่หน้าเรือนจำจังหวัดสระแก้ว เพื่อรอรับ 14 แรงงานชาวกัมพูชา ที่ถูกทางการไทยจับกุมตัวข้อหาใช้พาสปอร์ต ปลอม เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา  แต่เนื่องจาก รัฐบาลกัมพูชาได้ปล่อยตัวนายวีระ สมความคิด กลับประเทศไทยแล้วเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 57 ที่ผ่านมา  ซึ่งจากความช่วยเหลือ ของรัฐบาลกัมพูชา ดังนั้นทางการไทย โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แสดงความจริงใจและความเป็นมิตรประเทศที่ดีต่อกันกับประเทศกัมพูชา จึงได้ ดำเนินการเร่งปล่อยตัวแรงงานชาวกัมพูชาทั้ง 14 คน ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือน จำจังหวัดสระแก้ว กลับประเทศกัมพูชา

110997

14 แรงงานชาวกัมพูชา

ทั้งนี้ ทางการไทยได้สอบสวน พบว่า 14 แรงงานชาวกัมพูชาเป็นเพียงเหยื่อของแก๊งปลอม พาสปอร์ตเท่านั้น และไม่ได้จงใจปลอมพาสปอร์ตใดๆ ดังนั้นทางการไทยจึงปล่อย ตัวแรงงานชาวเขมรทั้ง 14 คน ออกจากเรือนจำจังหวัดสระแก้ว แล้ว ก่อนที่ พนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก จะนำกลับไปสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อทำเรื่องสั่งไม่ ฟ้องและจะนำ 14 ชาวกัมพูชา ส่งให้ ตม.จังหวัดสระแก้ว นำตัวไปส่งกลับประเทศ กัมพูชาที่ด่านพรมแดนอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วต่อไป

สำหรับประเด็นแลกตัวผู้ต้องหานั้น เจ้าหน้าที่กงสุลกล่าวว่า การปล่อยตัวแรงงานทั้ง 14 คน ไม่ได้มีเงื่อนไขใด ๆ หรือเป็นการแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัว นายวีระ สมความคิด ซึ่งนายวีระได้รับพระราชทานอภัยโทษจากพระมหากษัตริย์กัมพูชา ส่วน 14 แรงงานชาวกัมพูชานั้น เป็นความร่วมมือซึ่งกันและกันระหว่างประเทศ

MThai News