ยังคงเป็นคำถามที่ใครหลายคนตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงยังไม่สามารถจับกุมตัว น.ส.ฉัตรวดี อมรพัฒน์ หรือ “โรส” หญิงสาววัย 34 ปี ที่ศาลได้อนุมัติหมายจับในคดี “หมิ่นสถาบันเบื้องสูง” ที่ก่อนหน้านี้ แม้กระทั่งบิดาและมารดาของเธอ ก็ถึงกับโร่เข้าแจ้งความดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พร้อมนำดีวีดี บันทึกภาพและเสียงเป็นหลักฐานว่า บุคคลคนนี้ได้พูดจาจวบจ้วงสถาบัน

เสียงด่าทอ วิจารณ์ขรม แช่งชักหักกระดูก ตามสื่อออนไลน์ เป็นสิ่งสะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงความไม่พอใจ พร้อมเร่งให้มีการจับกุมโดยเร็ว แต่เรื่องนี้ก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งขั้นตอนแรกทาง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.จะต้องประสานงานกับต่างชาติ เกี่ยวกับการส่งตัวกลับมาดำเนินคดี โดยล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการถอนหนังสือเดินทางประเทศไทยตามกระบวนการแล้ว เนื่องจากเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาที่ได้มีการออกหมายจับไว้แล้ว
แต่สิ่งที่กำลังเป็นปัญหา ทำให้การจับกุมตัวยากก็คือ น.ส.ฉัตรวดี ได้โพสต์ภาพโชว์ แสดงพาสปอร์ตถือสัญชาติอังกฤษเย้ยทางการไทยสุดภูมิใจได้เป็นพลเมืองอังกฤษ
ซึ่งนั่นเอง หากเธอถือสัญชาติอังกฤษจริง คราวนี้ก็ต้องเป็นเรื่องของทางอังกฤษแล้วว่า จะดำเนินการอย่างไร และหากว่าทางอังกฤษปล่อยเรื่องนี้ไป คดีนี้ก็ยังจะไม่มีข้อสรุป
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของคนไทยที่จะทำให้ผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดียังคงดำเนินต่อไป ซึ่งก่อนหน้านี้มีสาวใจเด็ดบุกถึงบ้าน เป็นข่าวครึกโครม ยอดชม ยอดกดไลค์ถล่มทลาย รวมไปถึงชายไทยรายหนึ่ง บุกพ่นสีธงชาติไทยที่หน้าประตูบ้าน บางส่วนชื่นชมในความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ขณะเดียวกันบางคนก็ตักเตือนถึงความไม่เหมาะสม เพราะอาจเป็นการละเมิดกฎหมายของประเทศอังกฤษ
ความหวังในการจับกุม “โรส ฉัตรวดี” จึงขึ้นอยู่กับทั้งสองประเทศ ที่ทาง คสช. จะต้องขอความร่วมมือ เนื่องจากสนธิสัญญาการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้นครอบคลุมว่า ต้องเป็นความผิดของทั้งสองประเทศ
เบื้องต้น ตำรวจนครบาลได้ดำเนินการตามขึ้นตอนแล้ว โดยติดต่อประสานงานกับกองการต่างประเทศ เพื่อส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศของไทย ประสานไปยังกระทรวงต่างประเทศอังกฤษ ตามข้อมูลล่าสุดว่า น.ส.ฉัตรรดี หลบหนีอยู่รวมถึงบุคคลอื่นๆ
ทั้งนี้ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รรท. รอง ผบช.น. ผู้ดูแลเรื่องกฎหมายประสานข้อมูลกับกระทรวงการต่างประเทศ ก็ยืนยันว่า จะดำเนินการกับบุคคลที่ถูกออกหมายจับในคดีหมิ่นฯ และหลบหนีให้ถึงที่สุด ซึ่งจะดำเนินการรูปแบบเดียวกับการดำเนินการกับ นายราเกซ สักเสนา จำเลยในคดีบีบีซี แต่ต้องใช้เวลาสักระยะ
เนื่องเพราะแต่ละขั้นตอนต้องผ่านการพิจารณาในหลายส่วน หากประเทศไหนไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก็สามารถใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศ พ.ศ.2535 ทันที ส่วนจะมีการส่งตัวมาให้ทางการไทยหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับทางการประเทศนั้นๆจะพิจารณา
การประกาศกร้าวจากปากของ โรส ฉัตรวดี ว่าทางการไทยไม่สามารถทำอะไรตนได้นั้น เป็นเรื่องที่ท้าทาย และจะพิสูจน์ว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดได้หรือไม่ ท่ามกลางความหวังของคนไทยที่รอฟังข่าวการจับกุมตัวทุกคืนวัน หวังจะเห็นผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีโดยเร็ว
อย่างไรก็ดี กรณีของโรส หรือกรณีการหมิ่นสถาบัน ฯ ไม่ได้เกิดเป็นครั้งแรก หรือรายแรก ยังคงมีผู้ต้องหาอีกหลายคนที่ถูกออกหมายจับ ดังจะเห็นผู้ต้องหา รายอื่น เช่น นายตั้ง อาชีวะ ปรากฎตัวหลายที่ โดยมีข้อมูลว่าหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว
แต่การติดตามจับกุมระหว่างประเทศก็มีการประสานอย่างต่อเนื่อง เป็นขั้นตอนที่เร่งดำเนินการ ขณะเดียวกัน การแจ้งเบาะแสของพลเมืองโลกไซเบอร์ ก็น่าจะเป็นอีกช่องทางช่วยเป็นหูเป็นตา เป็นอีกหนึ่งพลังในการช่วยปกป้องสถาบัน
“เพชรพิริยะ”


