ข่าวคราวความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว นับวันยิ่งจะมีให้เห็นอยู่เรื่อยมา ไม่ว่าจะวงการบันเทิง หรือวงการไหนๆ ทั้งการตบตี ชกต่อย ลุกลามไปถึงการใช้อาวุธ ฆ่าแกงกัน เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบัน กฎหมายก็ยังไม่ได้ทำให้เกิดความเกรงกลัว อีกทั้งหลายคนก็อาจเข้าใจว่าเป็นเรื่องภายใน อย่างที่ใครๆก็บอกว่า เป็นเรื่องของผัวเมียทะเลาะกัน
ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา เหตุการณ์ลักษณะนี้มีให้เห็น กรณีผัวเมาสุรา ก่อเหตุใช้น้ำร้อนราดตัวเมีย ก่อนเอาฟืนติดไฟยัดใส่ปาก จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ที่จังหวัดอำนาจเจริญ รวมไปถึงเหตุสะเทือนขวัญ กรณีตำรวจยิงภรรยาเสียชีวิต ที่คอนโดมิเนียมย่านลาดพร้าว ก่อนยิงตัวเองบาดเจ็บสาหัสเหตุเพราะความหึงหวง

ปัญหาใหญ่ ผัวเมียตีกัน
ผัวเมียทะเลาะกัน ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับชาวบ้านทั่วไป ในวงการการบันเทิง ก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะเรื่องแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ที่น่าเศร้าคือ มีการทำร้าย ทุบตี เลือดตกยางออก หากไม่มีภาพแฉออกมาให้เห็น คนนอกอย่างเราๆ ก็ไม่อาจรับรู้
ด้วยเหตุดังกล่าวที่เป็นเรื่องของภายในครอบครัว ทำให้ความรุนแรง เกิดขึ้นบ่อยครั้ง คนที่ตกเป็นเหยื่อหลายรายไม่กล้าบอกความจริงกับญาติ หรือไม่กล้าเข้าแจ้งความเอาผิด เพราะไม่อยากให้มีใครรับรู้ถึงความบาดหมางที่เกิดขึ้นกับครอบครัว มาถึงตรงนี้ เกิดคำถามขึ้นมาว่า ผัว เมีย ทะเลาะกัน มันเป็นเรื่องของใคร ?
ใครไม่เจอกับตัวคงไม่รู้ว่าความทุกข์ทรมานจากการถูกกระทำเจ็บปวดเพียงใด จะหันหน้าไปพึ่งพาใครได้บ้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเอาผิดอะไรได้หรือไม่ หลายคนมีความเข้าใจว่า คู่สมรสทำร้ายร่างกายกันเองได้ ไม่ต้องรับโทษอาญาใดๆ เป็นธรรมดาของชีวิตคู่ แต่การทะเลาะกันถึงขั้นทำร้ายร่างกายกัน ก็ไม่มีกฎหมายฉบับใดอนุญาตให้ทำได้ ต้องทำความเข้าใจ ระหว่างการทะเลาะกันระหว่างสามี-ภรรยา กับการทำร้ายร่างกาย
แต่ประมวลกฎหมายอาญากำหนดโทษของคดีทำร้ายร่างกายโดยเจตนาไว้หลายระดับ ตามความหนักเบาของบาดแผลที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำต่อบุคคลเฉพาะที่กำหนดไว้ หรือมีพฤติกรรมพิเศษ ดังนี้
มาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือ จิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ยกตัวอย่างเช่น ตบหน้ามีรอยแดงๆ ชกต่อยเพียงฟกช้ำไม่มีเลือดไหล ศีรษะโน เป็นต้น
มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 296 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ถ้าได้กระทำต่อบุคคลเฉพาะเจาะจง เช่น บุพการี เจ้าพนักงาน เป็นต้น หรือพฤติการณ์พิเศษ เช่น การวางแผนล่วงหน้า กระทำทารุณกรรม เป็นต้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 297 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตราย สาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี โดยกำหนดลักษณะบาดแผลซึ่งถือเป็นอันตรายสาหัสไว้ เช่น ตาบอด ใบหน้าเสียโฉมอย่างติดตัว แท้งลูก ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาหรือทำงานไม่ได้เกินกว่า 20 วัน เป็นต้น
ส่วนใหญ่แล้ว ที่เห็นคู่สามีตกลงยอมความกันได้ที่สถานีตำรวจนั้น เป็นเพียงการด่าทอ ดูหมิ่น ทำร้ายร่างกายไม่ถึงขั้นรุนแรง แต่หากได้รับอันตรายถึงแก่กายหรือจิตใจ ก็ไม่อาจยอมความกันได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องดำเนินการตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยให้ศาลเป็นผู้ใช้ดุลพินิจพิจารณาตัดสิน
อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะเอาผิดกับผู้ที่ใช้ความรุนแรงได้ แต่คงไม่ใช่ทางออกหากจะแก้ปัญหาดังกล่าวให้ลดลง หากแต่ต้องปรับจิตสำนึก สร้างความรักความอบอุ่นกับคนในครอบครัว เมื่อมีปัญหาจะต้องหาทางแก้ด้วยเหตุและผล เพราะหากใช้กำลังเมื่อไหร่ ความเจ็บไม่ได้เกิดขึ้นกับร่างกาย แต่ส่งผลกับจิตใจที่เป็นรอยร้าว ที่ยากจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
เพชรพิริยะ
MThai News