ประจาน 2 มนุษย์ป้า จอดรถแย่งที่คนพิการ

ชาวเน็ตถ่ายคลิปประจาน 2 สาวใหญ่พฤติกรรม มนุษย์ป้าจอดรถแย่งที่คนพิการ

วันนี้(23 ก.ค.)ชาวสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ กรณีคลิป2สาวรุ่นใหญ่ขับรถเก๋งมาจอดในที่จอดรถคนพิการ โดยมีการเอาป้ายกั้นออกหลังจากจอดเสร็จแล้วก็เอาป้ายกั้นเหมือนเดิม ซึ่งชาวสังคมออนไลน์มองว่าเป็นพฤติกรรมที่เห็นแก่ตัวและหลายคนชี้ว่าพฤติกรรมแบบนี้แหละที่เรียกว่ามนุษย์ป้า

มนุษย์ป้า

มนุษย์ป้า

เนื่องจากสองสาวไม่ได้มีความผิดปกติหรือพิการแต่อย่างใด กลับใช้ที่จอดรถที่สำรองไว้สำหรับคนพิการ คนชราและคนมีครรภ์เท่านั้น ซึ่งป้ายก็มีเขียนชัดเจนแต่ทั้งสองคนก็ยังละเมิด โดยในกล่องคอมเมนท์ใต้คลิปดังกล่าวมีคนมาฝากความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีความคิดเห็นบางส่วนดังนี้

01

02

MThai News

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ซุปเปอร์มนุษย์ป้า โผล่กลางไปรษณีย์ โอดคนเยอะ ไม่อยากต่อคิว ซุปเปอร์มนุษย์ป้า โผล่กลางไปรษณีย์ โอดคนเยอะ ไม่อยากต่อคิว มนุษย์ป้าตีหน้ามึน ขโมยมือถือกลางห้างดัง โดนจับได้ทำเป็นไม่รู้เรื่อง มนุษย์ป้าตีหน้ามึน ขโมยมือถือกลางห้างดัง โดนจับได้ทำเป็นไม่รู้เรื่อง แชร์ว่อน หนุ่มโดน มนุษย์ป้า เอาร่มฟาดไหล่ เพราะไม่ให้ติดรถไปด้วย แชร์ว่อน หนุ่มโดน มนุษย์ป้า เอาร่มฟาดไหล่ เพราะไม่ให้ติดรถไปด้วย

 

อัยการยังไม่สรุปคดีบ.ไร่ส้มยักยอกเงิน

โฆษกอัยการ ย้ำ ยังไม่สรุปผลคดีไร่ส้ม ยักยอกเงินโฆษณา อสมท รอไต่สวนพยานอีกปาก 25 ก.ค.นี้

นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด พนักงานบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ฐานะเป็นตัวการ, นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ประธานกรรมการบริษัท ไร่ส้ม จำกัด และ น.ส.มณฑา ธีระเดช ฐานะเป็นผู้สนับสนุนคดียักยอกเงินโฆษณา 138 ล้านบาท

1

ทำให้บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ว่า ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างคณะทำงานร่วม ป.ป.ช. และผู้แทนอัยการสูงสุด ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ ซึ่งจะนัดไต่สวนพยานอีก 1 ปาก ในวันที่ 25 ก.ค.นี้ โดยคณะทำงานร่วมจะพยายามหาข้อยุติร่วมกันให้ได้โดยเร็ว เพื่อสรุปความเห็นเสนอ นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด พิจารณาชี้ขาดตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

เปิด6มาตรา สาระสำคัญ รธน.ชั่วคราว2557

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช ๒๕๕๗

news_img_594624_1

มาตรา ๖ ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกจํานวนไม่เกินสองร้อยยี่สิบคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ํากว่าสี่สิบปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคําแนะนําให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทําหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา

มาตรา ๑๙ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและรัฐมนตรีอื่นอีกจํานวนไม่เกินสามสิบห้าคนตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคําแนะนํา ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ดําเนินการให้มีการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ และส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคําดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่งตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติถวายคําแนะนําตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เสนอโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และให้รัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่งตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคําแนะนําการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่ง ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีสิทธิเข้าร่วมประชุมชี้แจงแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน และให้นําเอกสิทธิ์ตามมาตรา ๑๘มาใช้บังคับแก่การชี้แจงแสดงความคิดเห็นของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีตามมาตรานี้ด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๒๘ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกจํานวนไม่เกินสองร้อยห้าสิบคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ํากว่าสามสิบห้าปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคําแนะนําพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติคนหนึ่งและเป็นรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติไม่เกินสองคน ตามมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และประธานสภาและรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

มาตรา ๓๒ ให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อจัดทําร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยกรรมาธิการจํานวนสามสิบหกคน ซึ่งประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้

(๑) ประธานกรรมาธิการตามที่คณะรกษาความสงบแห ั ่งชาติเสนอ

(๒) ผู้ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอ จํานวนยี่สิบคน

(๓) ผู้ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติเสนอฝ่ายละห้าคนการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นครั้งแรกในกรณีที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพ้นจากตําแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยให้ถือว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเท่าที่เหลืออยู่ แต่ให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแทนตําแหน่งที่ว่างตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในวรรคหนึ่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพ้นจากตําแหน่งให้นําความในมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับแก่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๔๔ ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักรให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอํานาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทําการใด ๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหารหรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํา รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่งหรือการกระทํา หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดําเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว

มาตรา ๔๘ บรรดาการกระทําทั้งหลายซึ่งได้กระทําเนื่องในการยึดและควบคุมอํานาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ของหัวหน้าและคณะรักษาความสงบแห่งชาติรวมทั้งการกระทําของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทําดังกล่าวหรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือของผู้ซึ่งได้รับคําสั่งจากผู้ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

อันได้กระทําไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทําดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะเป็นการกระทําเพื่อให้มีผลบังคับในทางรัฐธรรมนูญ ในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทําอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทําในฐานะตัวการผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทํา หรือผู้ถูกใช้ให้กระทํา และไม่ว่ากระทําในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทํานั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทําพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง