เปิดบทสัมภาษณ์ กิตติรัตน์ หลัง ป.ป.ช. ชี้มูลยิ่งลักษณ์ คดีจำนำข้าว ฉะมุ่งเอาผิดอดีตนายกฯ เพียงคนเดียว ทั้งๆ ที่เป็นผู้มีหน้าที่สานต่อนโยบายรัฐที่ได้แถลงต่อรัฐสภา จี้กลับไปตรวจสอบโครงการรับประกันราคาข้าว เหตุมีการทุจริต ไม่มีข้าวให้ตรวจสอบ
รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (21 ก.ค. 57) เว็บไซต์ khaosod.co.th ได้มีการเผยแพร่บทสัมภาษณ์ของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภายหลังที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในคดีรับจำข้าว

โดยนายกิตติรัตน์ ไม่เห็นด้วยที่ ป.ป.ช. มุ่งจะเอาผิด อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เพียงคนเดียวทั้งๆ ที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ต้องทำตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ในรัฐสภา ก่อนที่จะเรียกร้องให้ ป.ป.ช. ทบทวนคำให้การของพยานในโครงการดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าเป็นการว่าร้ายนายกฯ และให้กลับไปพิจารณาข้อร้องเรียนโครงการประกันราคาข้าว เพราะเชื่อว่ามีทุจริต ไม่มีข้าวให้ตรวจสอบ
หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้ใช้เวลาทำสิ่งที่ไม่มีโอกาสได้ทำในขณะที่รับใช้บ้านเมืองในหน้าที่รัฐมนตรีในรัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีโอกาสให้คำปรึกษาแก่ลูกชายที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ในแง่คิดด้านต่างๆ มีโอกาสพาครอบครัวไปกราบบรรพบุรุษที่จังหวัดระนอง มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนญาติมิตรที่มีความปราถนาดีต่อส่วนรวม และต่อกันและกัน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการบ้านการเมืองเพื่อไม่ให้ต้องเป็นที่ไม่สบายใจของใครต่อใคร
ดีใจกับชาวนาที่ได้รับชำระเงินค่าจำนำข้าวด้วยวิธีการระดมเงินจากสถาบันการเงินตามแนวทางเดียวกับที่ผมเคยพยายามทำ แต่ทำไม่สำเร็จด้วยเหตุผลที่ผู้คนทั่วไปก็ทราบดีกันอยู่ ผมติดตามข่าวสารบ้านเมืองด้วยจิตอันเป็นกุศลหวังเห็นบ้านเมืองมีความสงบสุขปรองดอง
อย่างไรก็ตาม สามสี่วันที่ผ่านมาก็รู้สึกทุกข์ใจ เมื่อเรื่องราวอันเป็นกระบวนการของโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผมทำงานอยู่ด้วย และเคยทำหน้าที่ในระดับนโยบายทั้งโดยตรง และโดยอ้อมมาโดยตลอด จบลง เพราะผมหมดหน้าที่พร้อมกับ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากเหตุ รับทราบการโยกย้ายข้าราชการท่านหนึ่ง เมื่อเกือบสามปีก่อน
ความทุกข์ที่ว่าเกิดเมื่อเห็นการลงมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้กล่าวโทษทางอาญา ต่อ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (แต่เพียงผู้เดียว) ทั้งๆ ที่ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายจำนำข้าว ตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อเข้ารับหน้าที่
โดยกระบวนการพิจารณา ของ ป.ป.ช. ที่กำลังถูกสังคมตั้งคำถามว่า มีการดำเนินการรวบรัดเร่งรีบ อย่างไม่เป็นปกติหรือไม่ ความบกพร่องใดๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นก็ถูกเหมารวมเป็นความผิดของผู้ถูกกล่าวหาแต่เพียงผู้เดียวไปเสียทั้งหมด พยานที่ผู้ถูกกล่าวหาเสนอไป ซึ่งผมก็เห็นว่าเป็นคนดีมีความเป็นธรรมตามสมควร ก็ไม่ได้รับการพิจารณาแต่อย่างใด
ความทุกข์ที่ต่อเนื่องตามมาด้วยการอ่านความคิดเห็นในเฟซบุ๊ก ตามระบบ “วาทกรรม” อันเป็นงานถนัดของอดีตนักการเมืองคนหนึ่ง ในลักษณะฉายหนังบิดเบือนซ้ำซาก ที่สื่อมวลชนบางฉบับนำมาถ่ายทอด ทำให้ผมได้สติว่า การที่ผมจะอยากเห็นส่วนรวมมีความสงบสุขก็ไม่ได้แปลว่าผมมีหน้าที่หยุดคิด หยุดพูด
ผมขอยืนยันว่าการดูแลชาวนาผู้ปลูกข้าวเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และรัฐบาลต่างๆในอดีตก็ดำเนินการมาตลอดระยะเวลากว่า ๓๐ ปีทั้งด้วยวิธีการรับจำนำ และวิธีการอื่นๆ ทุกวิธีมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน บางวิธีที่ดูคล้ายกับไม่มีการทุจริต ไม่ต้องรับข้าวเข้าคลังสินค้า ไม่ต้องใช้เงินหมุนเวียน ไม่ต้องรับซื้อ ไม่ต้องขายออก ให้เห็นยอดขาดทุนเช่นโครงการประกันราคาข้าว
กลับเป็นโครงการที่มีโอกาสทุจริตสูงเพราะไม่มีข้าวให้ตรวจสอบ เพียงแต่สามารถลงทะเบียนว่าปลูกข้าว ทั้งๆ ที่มีพื้นที่จำนวนมากไม่ได้ปลูกข้าวจริง ก็มารับเงินชดเชยส่วนต่างราคาได้ คนที่ทุจริตกลุ่มนี้จะยิ่งพอใจเมื่อราคาข้าวในตลาดยิ่งต่ำ เพราะได้รับเงินชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาตลาด กับราคาประกันมากขึ้น จนเคยมีกรณีร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. มาก่อน การร้องเรียนเรื่องโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ฯพณฯยิ่งลักษณ์ เสียอีก
โครงการรับจำนำข้าวก็เป็นโครงการที่มุ่งดูแลชาวนา ซึ่งข้อดีก็มีมากอย่างต่อเนื่องทั้งการลดช่องว่างระหว่างคนรวย กับชาวนาในชนบท จนช่วยลดความกดดันทางสังคม ช่วยเพิ่มกำลังซื้อของผู้มีรายได้น้อย และเพิ่มความสามารถในการจัดเก็บรายได้จากภาษีประเภทต่างๆ ให้แก่ประเทศ แต่ก็ต้องทำงานหนัก ทำงานให้สุจริต
เพราะหากมีการทุจริตก็จะปรากฎเป็นหลักฐานให้ดำเนินการเอาผิดกับบุคคลที่กระทำผิดเป็นการเฉพาะแต่ละเรื่อง แต่ละเวลาได้ ซึ่งรัฐบาลก็ได้ดำเนินการเอาผิดต่อบุคคลที่ทุจริตอย่างจริงจัง แต่ที่น่าสนใจคือ ป.ป.ช.ยังไม่พบและพิสูจน์การกระทำผิด และระบุผู้กระทำผิดตามกระบวนการของ ป.ป.ช. ในแต่ละเรื่องดังกล่าวเลย
ความทุกข์ยังคงเพิ่มขึ้น ชนิดวันต่อวัน เมื่ออ่านข้อเขียนของคนมีปากกาในคอลัมน์หนึ่งของหนังสือพิมพ์ขายดีฉบับหนึ่ง ที่เขียนให้เข้าใจว่า มีพยานของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา คือ ฯพณฯยิ่งลักษณ์ คนหนึ่งให้การ เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี โดยระบุ เป็นถ้อยคำให้การต่อ ป.ป.ช.ในเครื่องหมายคำพูดว่า
“แนวทางในโครงการรับจำนำข้าว ผมไม่ได้คิดเอง แต่นายกฯ ใส่แฟ้มมาให้ ผมก็ดำเนินการตามนั้น ทำอะไรนายกฯก็รับรู้หมด… หลายเรื่องผมไม่เห็นด้วย ผมก็จะสั่งให้เขียนเป็นหมายเหตุเอาไว้ท้ายบันทึกการประชุม แต่ก็ไม่มีใครดำเนินการตาม”
ผมมั่นใจว่าไม่มีพยานที่ให้การกับ ป.ป.ช. ในถ้อยคำดังกล่าว หรือแม้แต่จะมีความหมายใกล้เคียงกับถ้อยคำดังกล่าว เพราะถ้อยคำดังกล่าวไปเป็นความจริงให้พยานคนใดไปกล่าวเช่นนั้นได้ ในขณะเดียวกันไม่มี ท้ายบันทึกการประชุมอะไร ไม่ว่าของ คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) หรือของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะไปถูกบันทึกโดยพยานคนใด ให้ใคร ไม่ปฏิบัติตาม
เอาล่ะครับหากมีพยานคนใดให้การในลักษณะ หรือความหมายดังกล่าวผมขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. ดำเนินคดีกับพยานคนนั้นๆ ในข้อหาให้การเท็จ เพราะบันทึกคำให้การทั้งเป็นลายลักษณ์อักษร และเป็นเสียงข้องผู้ให้การย่อมถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามหากไม่มีการให้การในลักษณะดังกล่าว ป.ป.ช.ก็ควรกล่าวโทษกับคนมีปากกาของหนังสือพิมพ์ขายดีฉบับนั้น ไม่ให้เป็นความเสื่อมเสียแก่ ป.ป.ช. และยังช่วยผดุงรักษาสื่อมวลชนโดยรวมให้มีคุณภาพด้วย
ข้อมูลข่าวจาก khaosod.co.th
MThai news
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
มติ ป.ป.ช. เอกฉันท์ ส่งฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ปมทุจริตจำนำข้าว
ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ส่งฟ้องยิ่งลักษณ์ ปมจำนำข้าว ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ จนเกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างร้ายแรง