เมื่อพูดถึงเรื่องการออม หลายคนคงคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็กจนโต ว่าคือการเก็บออมเงินไว้ใช้ในอนาคต หรือไว้ใช้ในยามจำเป็น แต่รู้หรือไม่ว่าการออมเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการในปัจจุบัน
การออมคือการเก็บสะสมเงินเพื่อใช้ในอนาคต หรือยามจำเป็น แต่มันจะดีแค่ไหนหากเงินที่เรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายเก็บออมไว้สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้มากกว่านอนอยู่ก้นกระปุก หรือเป็นเพียงตัวเลขในบัญชีเงินฝากเท่านั้น

เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมาทำความรู้จักกับคำว่า “การลงทุน” หลายคนอาจจะยังเข้าใจความหมายเดิมของการลงทุนอยู่ ว่าคือการนำเงินที่เรามีอยู่ไปสร้างผลตอบแทน
ถูกต้องนะคร้าบบบบ!!! ทุกคนไม่ได้เข้าใจผิดเพี้ยนในความหมายของ “การลงทุน” แต่อย่างใด แต่!!! การลงทุนที่คุ้มค่า หรือการให้เงินทำงานแทนเรา คืออะไรหลายคนยังไม่เข้าใจ หรือไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำไป
“การลงทุน” มีวิธีการที่หลากหลาย ตามรูปแบบ และความต้องการของผู้ลงทุน เช่น การลงทุนในหุ้น การซื้อหน่วยลงทุนของกองทุน ซึ่งรวมแล้วเราเรียกว่า “สินทรัพย์เสี่ยง“
หรือแม้กระทั่งการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีการเติบโตของมูลค่าอย่างต่อเนื่อง เช่น ที่ดิน บ้าน หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งรวมแล้วเราเรียกว่า “สินทรัพย์ไม่เสี่ยง” หรือเสี่ยงน้อยเป็นต้น
แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงการลงทุนใน “สินทรัพย์เสี่ยง” ที่มีชื่อว่า “กองทุน” อย่าเพิ่งตกใจกับคำว่า “สินทรัพย์เสี่ยง” นะครับ เพราะตามหลักของการลงทุน ยิ่งเสี่ยงมากผลตอบแทนยิ่งสูงมาก “More risk more return”
กองทุน หรือกองทุนรวม คือแหล่งรวมเงินทุนเพื่อใช้ในการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้กระทั่งการลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็นโภคภัณฑ์ (Commodity) เช่น ทอง น้ำมัน เป็นต้น
เห็นแล้วใช่หรือไม่ครับว่าเพียงแค่การลงทุนผ่านกองทุนเพียงอย่างเดียว ยังมีหลายลักษณะ แล้วเราจะเลือกลงทุนอะไร และอย่างไร ถึงจะเรียกว่าเป็นการ “ลงทุนที่คุ้มค่า” และให้ผลตอบแทนสูงสุด

เอาเป็นว่า ถ้าเอาความคุ้มค่า หรือผลตอบเป็นตัวตั้ง เราจะแบ่งกองทุนออกเป็นสองประเภทคือ กองทุนปันผล และไม่ปันผล
“กองทุนปันผล“ คือกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ลักษณะต่าง ๆ ที่มีนโยบายจ่ายผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนของกองทุนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน หรือแปลเป็นภาษาง่าย ๆ ว่า ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้ผลตอบแทนจากการดำเนินงานของกองทุนตามสัดส่วนของการถือหน่วยลงทุนนั่นเอง
อย่างเช่น เราถือหน่วยลงทุนในกองทุน A 10 หน่วย กองทุน A จ่ายปันผล 1 บาทต่อ 1 หน่วย เราก็จะได้เงินปันผล 10 บาท
ซึ่งข้อดีของการถือหน่วยลงทุนในกองทุนปันผลคือ เราจะได้รับผลตอบแทนตลอดระยะเวลาที่ถือหน่วยลงทุน แต่มูลค่าของหน่วยลงทุนนั้น ๆ อาจจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เช่นเราซื้อหน่วยลงทุนด้วยมูลค่า 10 บาทต่อหน่วย ผ่านไป 1-2 ปี มูลค่าของหน่วยลงทุนอาจจะยังอยู่ที่ 10 บาท
หรือมีการเปลี่ยนแปลงโดยส่วนมากก็จะไม่เกิน 20-30 สตางค์ต่อหน่วย เป็นต้น พูดง่าย ๆ ว่าเงินลงทุนยังเท่าเดิมนั่นเอง แต่มีรายได้จากเงินปันผล

“กองทุนไม่ปันผล” พออ่านมาถึงตรงนี้ ทุกคนคงมีคำถามเกิดขึ้นทันที แล้วเราจะได้อะไรในเมื่อไม่มีเงินปันผล ใจเย็น ๆ นะครับ อย่าด่วนตัดสินใจว่ากองทุนในลักษณะนี้ไม่น่าสนใจ
เพราะขึ้นชื่อว่าการลงทุน ย่อมต้องสร้างผลตอบแทนไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง กองทุนนี้ก็เช่นกัน มันสร้างผลตอบแทนให้ทุกคนได้อย่างแน่นอน แต่ก่อนอื่น ลองไปรู้จักกับ “กองทุนไม่ปันผล” กันก่อนนะครับ
“กองทุนไม่ปันผล“ คือกองทุนที่ไม่มีนโยบายในการจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน แต่จะนำผลประโยชน์ หรือกำไรจากการดำเนินงานของกองทุนไปลงทุนต่อในทันที สงสัยใช่หรือไม่ ว่าผู็ถือหน่วยลงทุนจะได้อะไร
ผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนนี้ จะได้ผลตอบแทนต่อเมื่อขายหน่วยลงทุนออกไป เพราะทุกครั้งที่กองทุนมีการนำผลประโยชน์ หรือกำไรไปลงทุนต่อ มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุนรวม ตลอดจนผลประโยชน์ต่างๆ ที่กองทุนรวมได้รับจากการลงทุนหรือ NAV ก็จะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้มูลค่าของหน่วยลงทุนสูงขึ้นตามไปด้วย
เช่น กองทุน B มีมูลค่ากองทุน 1,000 บาท มีหน่วยลงทุนทั้งหมด 100 หน่วย คิดเป็นหน่วยละ 10 บาท เมื่อกองทุน B นำผลประโยชน์ หรือกำไรจากการลงทุนจำนวน 200 บาท ไปลงทุนต่อเนื่อง มูลค่าของกองทุน B ก็จะเพิ่มเป็น 1,200 บาท ดังนั้น มูลค่าของหน่วยลงทุน B ก็จะเพิ่มเป็น 12 บาทเป็นต้น
ทำให้เมื่อผู้ถือหน่วยลงทุนขายหน่วยลงทุนออกไปก็จะได้กำไร 2 บาทต่อหน่วยลงทุน เป็นต้นพอจะเห็นภาพกันชัดเจนมากขึ้นแล้วนะครับ สำหรับกองทุนทั้ง 2 แบบ ว่าให้ผลตอบแทนต่างกันอย่างไร หน้าที่ต่อไปของมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ต้องทำก็คือ ท่องคาถานี้ไว้ให้ขึ้นใจก่อนการลงทุนทุกครั้งนะครับ
“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน”
MThai News
