คสช. เห็นชอบแผนลงทุน 5.9พันล้าน เพิ่มความเร็วเน็ตไทย

คสช.เห็นชอบแผนการลงทุน วางเคเบิลใต้น้ำเชื่อมอินเทอร์เน็ตโลก วงเงิน 5.9พันล้าน หวังเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตของไทย

การประชุมใหญ่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งเป็นประธานในการประชุม วานนี้ (13 ส.ค. 57) ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการแผนการลงทุนระบบเคเบิ้ลใต้น้ำวงเงินลงทุน 5,979.94 ล้านบาท ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่กระทรวงคมนาคมได้เสนอไปก่อนหน้านี้

เคเบิ้ลใต้น้ำ, ความเร็วเน็ต, อินเทอร์เน็ต, ข่าววันนี้

เคเบิ้ลใต้น้ำ

โดย ร.อ. นพ.ยงยุทธ มัยลาภ คณะทำงานโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เผยว่า การเห็นชอบในหลักการดังกล่าว เพื่อยกระดับความเร็วอินเทอร์เน็ตของไทยให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการเตรียมความพร้อมสู่การก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการโทรคมนาคมกับประเทศในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งจะช่วยให้ทีโอทีสามารถสร้างรายได้ในระยะยาวได้

โดยทาง คสช. ได้ให้ นางเมธินี เทพมณี ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นำรายละเอียดเรื่องการลงทุนในโครงการดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซุปเปอร์บอร์ด) ในวันนี้ (14 ส.ค. 57)

สำหรับปัจจุบันอัตราความเร็วในการรับและส่งผ่านข้อมูลข่าวสารของไทยอยู่ที่ 975 จิกะไบต์ต่อวินาที ซึ่งถ้าหากมีการลงทุนเพิ่มเติมในการวางระบบเคเบิ้ลใต้น้ำ จะทำให้ความเร็วในการรับและส่งข้อมูลสามารถเพิ่มขึ้นเป็น 1,800 – 3,700 จิกะไบต์ต่อวินาที

MThai news

7 สิทธิกองทุนประกันสังคม ต้องรู้

สำหรับผู้ที่ทำงานเป็นลูกจ้าง หลายคนมักถามฝ่ายบุคคลถึงสวัสดิการที่จะได้รับ เช่น สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล บางบริษัทอาจจะมีหรือไม่มีสวัสดิการก็ได้ แต่ที่แน่ๆ คือทุกคนที่เป็นลูกจ้างต้องมีการจ่ายเงินสมทบในกองทุนประกันสังคมทุกเดือน แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าเงินที่จ่ายไปนั้นหายไปไหน จะมีโอกาสได้กลับมาหรือไม่

3

ในกรณีที่นายจ้างมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปต้องมีหน้าที่ต้องส่งเงินสมทบทุกเดือน โดยลูกจ้างและนายจ้างจะถูกหักเงินสมทบในอัตราร้อยละ 5 และรัฐบาลร่วมจ่ายสมทบในอัตราร้อยละ 2.75 โดยคำนวณจากฐานค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับสูงสุดไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท หรือกล่าวคือลูกจ้างจะถูกหักเงินสมทบสูงสุดไม่เกินเดือนละ 750 บาท หรือ 9,000 บาทต่อปี ทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมในฐานะผู้ประกันตน โดยความเป็นผู้ประกันตนจะสิ้นสุดเมื่อ (1) ตาย (2) สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง

สิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมที่ลูกจ้างจะได้รับจะมี 7 สิทธิ ได้แก่ (1) ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย (2) ทุพพลภาพ (3) ตาย (4) คลอดบุตร (5) สงเคราะห์บุตร (6) ว่างงาน (7) ชราภาพ ซึ่งหลายคนคงสงสัยว่าเงินที่ได้จ่ายสมทบทุกเดือนนั้น หากไม่ใช้สิทธิจะเสียเงินฟรีหรือไม่ หรือเงินที่ส่งไปจะไปอยู่ที่ไหน ต้องบอกว่าเงินที่ส่งไปจะมีอยู่ 2 ส่วน ด้วยกันคือ
1. เงินสมทบที่ถูกหักเพื่อการคุ้มครองกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน คลอดบุตร และว่างงาน แม้ผู้ประกันตนจะไม่ใช้สิทธิใดๆ เลย เงินจำนวนดังกล่าวจะถูกรวมเป็นกองทุนกลาง เพื่อใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลหรือจ่ายเป็นเงินประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ให้แก่เพื่อนๆ สมาชิกที่เป็นผู้ประกันตนเมื่อต้องประสบความเดือดร้อนหรือประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงาน คลอดบุตร หรือว่างงาน ตามหลักการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข

2. เงินสมทบกรณีชราภาพ (รวมกับกรณีสงเคราะห์บุตร) ผู้ประกันตนจะได้รับคืนเป็นประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเมื่อเกษียณหลังจากอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยได้รับเงินก้อนที่ เรียกว่า “เงินบำเหน็จชราภาพ” ในกรณีที่จ่ายเงินสมทบกรณีชราภาพไม่ครบ 180 เดือน หรือได้รับเป็นรายเดือน ซึ่งเรียกว่า “เงินบำนาญชราภาพ” ในกรณีที่จ่ายเงินสมทบกรณีชราภาพครบ 180 เดือนขึ้นไป ซึ่งเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541

ดังนั้น การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม นอกจากจะช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกด้วยการการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุขแล้ว ยังกลับคืนมาให้กับผู้ประกันตนเมื่อชราภาพ ทำให้มีเงินสำหรับเลี้ยงชีพต่อไปในยามเกษียณ นอกจากนี้ เงินที่จ่ายสมทบ ยังสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินปีละ 9,000 บาท จึงนับได้ว่าเป็นกองทุนที่ช่วยให้มีหลักประกันส่วนหนึ่ง แต่ถ้าหากเราต้องการหลักประกันยามเกษียณอายุเพิ่มเติม ก็สามารถออมและลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะกับตนเองเพิ่มเติมได้

เทคนิค

– เลือกสถานพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม ที่อยู่ใกล้บ้าน หรือใกล้ที่ทำงาน

– มีบุตร อย่าลืมใช้สิทธิ ตั้งแต่คลอดบุตร จนถึงบุตรอายุ 6 ปี

– อย่าลืมใช้สิทธิเมื่อว่างงาน ทุพพลภาพ หรือเกษียณอายุสั้น

เงินจ่ายประกันสังคมไม่เสียเปล่า เพราะได้ 7สิทธิประโยชน์ และลดหย่อนภาษี” 

ที่มา

อรพรรณ บัวชุม ( ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย )

ด่วน!! ปปช.มีมติให้ สนช. แจ้งบัญชีทรัพย์สินภายใน 30 วัน

ป.ป.ช.มีมติให้ สนช. ยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สิน ภายใน 30 วัน และเสนอชื่อ วิชา-สรรเสริญ เข้าสรรหาเป็นสมาชิกสปช.

วันนี้(14 ส.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ต้องยื่นบัญชีรายการแสดงทรัพย์สิน และหนี้สิน ต่อ ป.ป.ช. พร้อมให้แสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณชน โดยจะต้องยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง คือวันที่ 8 ส.ค. 2557

04-1

นอกจากนั้นยังมีมติให้เสนอชื่อ นายวิชา มหาคุณ เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านการเมือง

MThai News