ส.ส.ประชาธิปัตย์ นิพิฏฐ์ อินทรสมับติ โพสต์ ธรรมศาสตร์ หมดแล้วซึ่งมนตร์ขลัง ความหวังเปลี่ยนสังคม หลังบุคลากรในมหาวิทยาลัยเอาแต่ก่นด่ากันเอง แต่ไม่เคยเดินนำทำเพื่อชาติ
วานนี้ (20 ส.ค. 57) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นถึงบทบาทและหน้าที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไร้ซึ่งมนตร์ขลัง หมดแล้วความหวังในการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยระบุว่า

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
ธรรมศาสตร์ที่เปลี่ยนไป
-อดีตของธรรมศาสตร์ในการต่อสู้เพื่อสิทธิ-เสรีภาพ และความเป็นประชาธิปไตย หายไปเกือบหมดสิ้นแล้ว แนวรบด้านนี้ของธรรมศาสตร์ถอยร่นเข้าไปอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่กล้าถือธงนำนอกมหาวิทยาลัยอีกต่อไป เราจึงเห็นเพียงรามคำแหง หรือ อาชีวะ ที่เป็นผู้ถือธงนำในสังคม แม้เพียงเดินตามอยู่ปลายแถวก็เกือบไม่เห็นเงาของนักศึกษาธรรมศาสตร์
-เมื่อครั้งที่พรบ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้าสู่การพิจารณาของสภาในชุดที่แล้ว มีผู้ขอเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็น”มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง” ผมเป็นคนคัดค้านเพราะไม่เห็นความเป็น”การเมือง”ของธรรมศาสตร์หลงเหลืออยู่อีกแล้ว ธรรมศาสตร์ จึงไม่คู่ควรต่อท้ายกับคำว่า”การเมือง”อีกต่อไป
-แต่แนวรบภายในมหาวิทยาลัยยังคงคึกคัก หยุมหยิม จุกจิก มีข่าวออกมาให้กวนใจอยู่เสมอ ความยิ่งใหญ่ของธรรมศาสตร์เหลือเพียงกล้าให้ใช้สถานที่แสดงละครดูหมิ่นสถาบันหลักของชาติเท่านั้น ความกล้าของอาจารย์ธรรมศาสตร์เหลือเพียงเสียดสีกันเอง ความกล้าของนักศึกษาก็เหลือเพียงแอบนำกระดาษ เอ4 มาปิดในเวลาวิกาลด่ากันเองเท่านั้น
พฤติกรรมเหล่านี้นับวันจะทำให้อาจารย์และนักศึกษาอ่อนแอลงจนถึงพิการ ทางจิตวิญญาณในวันข้างหน้า ธรรมศาสตร์จึงเป็นเพียงสังคมที่นั่งชื่นชมและกินบุญเก่าจากอดีตเท่านั้น ไม่ใช่ความหวังในการเปลี่ยนแปลงสังคมอีกต่อไป (ที่เขียนนี่เพราะเคยได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของคณะรัฐศาสตร์ เดี๋ยวจะมีคนหาว่ามายุ่งอะไรกับธรรมศาสตร์)
ซึ่งที่เขียนถึงธรรมศาสตร์ ไม่มีเจตนาทำร้าย หรือ ทำให้ธรรมศาสตร์เสียหาย เพราะไม่มีใครทำร้ายธรรมศาสตร์ได้ เว้นแต่ธรรมศาสตร์จะทำร้ายตัวเอง ดังคำกล่าวสนิมเกิดแต่เนื้อในตน เพียงขอให้ทบทวนบทบาทที่ผ่านมา เลิกทำเรื่องจุกจิก วันๆ เห็นแต่มีข่าวว่ารวมหัวกันวางพวงหรีดและวิพากษ์ตำหนิอธิการบดีของตัวเอง
โดยมิได้หันมามองว่าประเทศกำลังเผชิญอยู่กับปัญหาอะไร ซึ่งในความจริงธรรมศาสตร์มีศักยภาพพอที่จะแบกทุกข์และปัญหาของประชาชนได้แต่เสียดายมิได้ทำตามศักยภาพที่มี
-การมีความเห็นต่างและการ ประกาศความคิดของตัวเองอย่างเปิดเผย เช่น กรณีอาจารย์กิตติศักดิ์ และ อาจารย์วรเจตน์ เป็นเรื่องที่ปัญญาชนกระทำกันและควรสรรเสริญไม่ควรดูแคลน แต่การกระทำที่จุกจิก มิใช่เรื่องที่ปัญญาชนและนักศึกษาควรกระทำ หากธรรมศาสตร์ได้รวมตัวใช้ศักยภาพที่มีหันมามองและแก้ปัญหาสังคมธรรมศาสตร์ก็จะกลับมายิ่งใหญ่เหมือนอดีตที่ผ่านมา
MThai news