นปช.ร้อง ผบ.ตร.ทำคดี “ชายชุดดำ” โปร่งใส

กลุ่ม นปช. เดินทางยื่นจดหมายเปิดผลึกถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการคดีชายชุดดำ ด้วยความโปร่งใส ตามหลักนิติรัฐนิติธรรม

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.พร้อมนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ นายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำ และทนายความ เดินทางเข้าพบพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการคดีชายชุดดำ ตามหลักนิติรัฐนิติธรรมอย่างเคร่งครัด

122124

โดยทางกลุ่ม นปช.ได้ทำจดหมายเปิดผนึกทำความเข้าใจและเรียกร้องต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและคณะให้มีการสอบสวนจับกุมรวมถึงการทำแผนเป็นไปตามหลักนิติรัฐนิติธรรม ซึ่งทางกลุ่ม นปช.ได้ตั้งข้อสังเกตการแถลงข่าวจับกุมชายชุดดำ 5 คนว่า ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจว่าผู้ถูกจับกุมเป็นเหตุให้ทหารและพลเอกร่มเกล้า ธุวธรรมเสียชีวิต แท้จริงแล้วตำรวจเพียงตั้งข้อกล่าวหาร่วมกันมีและใช้อาวุธปืนและพกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเหตุการณ์ที่แถลงเป็นคนละจุดสถานที่และต่างเวลากับกรณีพลเอกร่มเกล้าเสียชีวิต ทั้งที่ผลการสอบสวนและหลักฐานได้ข้อยุติว่าพลเอกร่มเกล้าพร้อมทหาร 4 นาย เกิดจากระเบิดขว้างแบบ M 67 ไม่ใช่อาวุธที่นำมาแถลง

ซึ่งที่ผ่านมาศพของทหารไม่ได้มีการชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาสำหรับผู้เสียชีวิตผิดธรรมชาติ มีเพียงแค่กรณีศพของพลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละเท่านั้น ซึ่งการแถลงข่าวมุ่งหวังเชื่อมโยงจากปี 2553 ถึง 2557 ให้สังคมเข้าใจว่าเป็นการกระทำต่อเนื่องโดยไม่แสดงความขัดเจนของข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

จึงเรียกร้องต่อพล.ต.อ.สมยศและคณะ ให้นำคดีผู้เสียขีวิตปี 2553 ไม่ว่าจะเป็นทหาร หรือประชาชนทุกรายเข้าสู่กระบวนการสอบสวนโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และดำเนินการตามวิธีการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดเท่าเทียม และโดยเร็ว เพื่อให้สังคมเข้าใจผิดและต้องหาคนผิดมาลงโทษ และไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ต้องถูกกล่าวหา

อีกทั้งขอให้ไม่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน คุกคามบีบคั้น ให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องรับสารภาพทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงการแถลงข่าวจับกุมการทำแผนต้องทำโดยมีหลักฐานชัดเจน ไม่ใช่ทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของบุคคลใดหรือคณะใด

นอกจากนี้ นปช.ขอทำความเข้าใจว่า ยินดีให้การสืบสวนสอบสวนดำเนินไปตามกฎหมายและหลักฐานไม่ได้ขัดขวาง แต่ขอให้ทำงานตรงไปตรงมา พร้อมทั้งขอปฏิเสธการแถลงที่นำไปสู่ข้อสรุปว่า นปช.มีกองกำลังติดอาวุธโดยยืนยันว่าที่ผ่านมาเคลื่อนไหวสงบ โดยหวังว่าตำรวจจะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้น

MThai News

ฮือฮา!! พบเรือทหารญี่ปุ่น สมัยสงครามโลก โผล่กลางน้ำน่าน

ฮือฮา! เรือทหารญี่ปุ่น สมัยสงครามโลก โผล่กลางแม่น้ำน่าน จ.อุตรดิตถ์ หลังเกิดภาวะน้ำน้อยแห้งขอด ด้านนายอำเภอ เผยเมื่อครั้งอดีตพื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นทางลำเลียงเครื่องจักร และอาหารของทหารญี่ปุ่น

รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (17 ก.ย. 57) ชาวบ้านในพื้นที่ ต.วังแดง อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ ได้มีการค้นพบเรือของกองทัพญี่ปุ่น สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ลอยพ้นน้ำแม่น้ำน่านบริเวณหน้าวัดวังหิน ภายหลังพื้นที่ดังกล่าวมีปริมาณน้ำน้อยแห้งขอด จนทำให้เรือที่ถูกทรายทับถมอยู่ลอยพ้นน้ำให้เห็น

เรือสงคราม, เรือกองทัพญี่ปุ่น, เรือโบราณ, แม่น้ำน่าน, ข่าวจังหวัดอุตรดิตถ์, ข่าววันนี้

เรือกองทัพญี่ปุ่น แม่น้ำน่าน

ซึ่งจากการสอบถามนายสมเกียรติ กระแสสินธ์ และนายทองสัก เกตุสุวรรณ ชาวบ้านที่พบเรือดังกล่าวเผยว่า ขณะที่ตนทั้ง 2 คนกำลังลงตาข่ายหาปลาที่บริเวณใต้สะพานข้ามแม่น้ำน่าน ใกล้วัดวังหินนั้น จู่ๆก็เห็นท้องเรือโผล่เหนือน้ำขึ้นมาประมาณ 1 ฟุต ส่วนตัวเรือคว่ำและถูกทรายทับถมอยู่ จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่และผู้นำหมู่บ้านมาช่วยกันขุดและใช้รถเครนยกเพื่อนำขึ้นมาตรวจสอบ ก่อนพบว่าเรือดังกล่าวเป็นเรือของกองทัพญี่ปุ่นที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากที่หัวเรือมีตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นสลักอยู่ทั้ง 2 ข้าง ส่วนท้ายเรือมีแผ่นอะลูมิเนียนสลักตัวอักษรภาษาอังกฤษว่า “ARMY BRIDGE” ชัดเจน

ด้าน นายธาตรี บุญมาก นายอำเภอตรอน จ.อุตรดิตถ์ ได้กฃ่าวภายหลังเดินทางไปตรวจสอบว่า สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อ.พิชัย อ.ตรอน และ อ.เมืองอุตรดิตถ์ เป็นจุดที่กองทัพญี่ปุ่นใช้เป็นที่ตั้งหน่วยสื่อสาร และหน่วยซ่อมเครื่องจักรกล การลำเลียงเสบียงอาหารหรือเครื่องจักรต่างๆ ข้ามแม่น้ำน่าน หากจุดไหนไม่มีสะพานข้ามแม่น้ำก็จะใช้เรือลักษณะที่ พบนี้ทำเป็นทุ่นลอยน้ำ คล้ายสะพานแบริ่ง เพื่อความรวดเร็วในการขนย้ายสิ่งของหรือกำลังพล เบื้องต้นเตรียมทำเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป

MThai news

ย้อนรอย 3 คดีสยอง ! กระโดดบ่อจระเข้ฆ่าตัวตาย

เป็นข่าวสยองขวัญ ชวนขนลุกเมื่อปรากกฎร่างของมนุษย์โผล่อยู่ที่บ่อจระเข้ ฟาร์มแห่งหนึ่ง ใน จ.สมุทรปราการ ทราบภายหลังเป็นร่างของ นางวันเพ็ญ อินใย อายุ 65 ปี ชาวอ่างทอง สื่อทุกสำนักรายงานว่า การตายด้วยการกระโดดลงไปในบ่อจระเข้ เป็นการฆ่าตัวตายเนื่องจากความเครียด และโรคซึมเศร้า

การฆ่าตัวตาย ด้วยการกระโดดลงไปในบ่อจระเข้นั้น ผิดวิสัยที่มนุษย์จะกล้ากระโดดลงไปให้จระเข้กัดกินร่างอย่างน่าสยดสยอง ทั้งที่มีวิธีฆ่าตัวตายวิธีอื่นๆ จนกลายเป็นประเด็นที่คาใจสำหรับญาติผู้เสียชีวิต ที่ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน

0

แม้ว่าเจ้าของฟาร์ม จะออกมายืนยันว่า ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นการจงใจฆ่าตัวตาย แต่ทางญาติเองก็ยืนยันเช่นกันว่า ผู้ตายไม่ได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอย่างที่เป็นข่าว ที่น่าสนใจคือ กล้องวงจรปิดทั้งหมดในฟาร์มเมื่อนำมาย้อนดูเหตุการณ์ตลอดทั้งวัน ก็ไม่พบว่ามีภาพของคุณยาย เดินเข้า ออก ฟาร์ม และโชคร้ายที่จุดเกิดเหตุ กล้องวงจรปิดดันเสีย ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่ …คุณยาย เข้ามาในฟาร์มด้วยวิธีใด มีใครพาตัวเข้ามาหรือไม่ ?

ทางด้านฟาร์มจระเข้ เอง เมื่อเกิดข่าวแพร่สะพัดออกไป ก็ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยว โดยทางเจ้าของฟาร์มเองยืนยันความบริสุทธิ์ว่า ทางฟาร์มจระเข้มีเจ้าหน้าที่ตรวจตรา เคร่งครัดเรื่องความปลอดภัยอยู่แล้ว โดยวันเกิดเหตุ ทางเจ้าหน้าที่ของฟาร์ม พยายามช่วยเหลือดึงร่างขึ้นมาอย่างเต็มที่ แต่จระเข้ในบ่อหลายตัวรุมขย้ำร่างผู้ตายอย่างรวดเร็ว

ต้องยอมรับว่า การจะหาสาเหตุการตายว่า เป็นการฆ่าตัวตาย อุบัติเหตุ หรือฆาตรกรรมอำพราง เป็นเรื่องที่ยากยิ่งสำหรับการตรวจสอบ เพราะไม่มีหลักฐาน กล้องวงจรปิด และร่างของผู้ตายก็กลายเป็นอาหารให้กับจระเข้ ทำได้แต่เพียงทำพิธีเชิญดวงวิญญาณให้ไปสู่สุคติ หมดเวรหมดกรรมเสียที อย่างไรก็ตาม การฆ่าตัวตายด้วยวิธีนี้ ก็เคยมีมาแล้วที่ฟาร์มจระเข้แห่งนี้เช่นกัน แต่นับว่าเป็นกรณีที่เกิดขึ้นน้อยมาก ในรอบ 20 ปี มีคนกระโดดฆ่าตัวตาย 3 ราย

โดยในปี 2555 ก็มีข่าว นางทิพวรรณ จิตศรัทธา อายุ 36 ปี กระโดดลงไปในบ่อจระเข้ฆ่าตัวตาย แต่ทางญาติก็ยังติดใจเช่นกัน สงสัยว่าอาจจะพลัดตกลงไปในบ่อฟาร์มจระเข้ ทางเจ้าของฟาร์มจระเข้ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจ ให้ตำรวจเข้ามาตรวจบริเวณจุดที่สงสัยว่าจะหายตัวไป แต่ก็ไม่พบหลักฐานใดๆ และทางฟาร์มไม่อนุญาตให้เข้าไปทำพิธีเชิญดวงวิญญาณด้วย

ย้อนไปเมื่อปี 2545 นางสมใจ เศษบุญ อายุ 40 ปี ชาว จ.สุรินทร์ วิ่งปีนข้ามรั้วเหล็กความสูง 1.80 เมตร ท่ามกลางสายตาของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ ฝูงจระเข้จำนวนมาก แหวกว่ายแย่งกันเข้ามารุมทึ้งทันที ทำเอาหลายคนขวัญผวาไปตามๆกัน

ทั้งนี้ คดีล่าสุด ตำรวจก็คงต้องสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม หากญาติยังคงแคลงใจสงสัยสาเหตุการตาย แต่เบื้องต้นก็ไม่ได้ติดใจ เอาผิดใคร สุดท้ายก็เป็นอุทาหรณ์ให้กับทางฟาร์มเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น และนักท่องเที่ยวเองก็ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล บุคคลรอบข้าง ไม่ให้เรื่องสะเทือนขวัญขึ้นซ้ำอีก