คสช. จัดงบ 1.7 พันล้านให้ สตช. ซื้อรถสายตรวจใหม่

คสช. อนุมัติงบประมาณ 1.7 พันล้าน ให้ สตช. ไปจัดซื้อรถฮอนด้า CBR300 เป็น รถจักรยานยนต์สายตรวจ แทนคันเก่า

รายงานข่าวแจ้งว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้มีการอนุมัติงบประมาณจำนวน 1.73 พันล้าน ให้กับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) นำไปจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจจำนวน 14,442 คันแล้วเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2557 ที่ผ่านมา เพื่อนำไปจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจมาทดแทนคันเก่าที่ได้ชำรุดไป ตามที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาราชการแทนผบ.ตร.นำเสนอ

รถสายตรวจ, จักรยานยนต์สายตรวจ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ข่าว คสช, ข่าววันนี้

รถสายตรวจ

โดยการจัดซื้อรถสายตรวจดังกล่าว จะเป็นการซื้อรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น CBR300R ขนาด 250 ซีซี แทนการจัดซื้อรถจักรยานยนต์คาวาซากิ รุ่น Ninja 300ABS ที่ได้มีการนำเสนอไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันแต่มีราคาถูกกว่ามาก ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้ บริษัท เวิลด์ สปีด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นผู้ดำเนินการในการจัดหารถและอุปกรณ์พิเศษ

เนื่องจากเป็นผู้ยื่นเอกสารประกวดราคาที่ให้ราคาต่ำกว่าการจำหน่ายในท้องตลาดถึง 12% จากคันละ 133,000 บาท เหลือคันละ 119,572.50 บาท ขณะเดียวกันยังมีศูนย์บริการมาตรฐานและศูนย์บริการย่อยของ บ.เวิลด์สปีดฯ มีศูนย์ไม่น้อยกว่า 25 จังหวัด ครอบคลุมทั่วประเทศ

MThai news

‘ประวิทย์’ พบ ‘ฐากร’ ยื่นทบทวนช่อง 3 จอดำ

ประวิทย์ มาลีนนท์‘ เดินทางเข้าพบ ‘ฐากร ตัณฑสิทธิ์‘ ยื่นเรื่องต่อกสทช.ทบทวนมติช่อง 3 จอดำ เผยมี 3 แนวทางพิจารณา

นายประวิทย์ มาลีนนท์ ในฐานะตัวแทน บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด หรือ ช่อง 3  ได้เดินทางเข้าพบนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

โดยใช้เวลาเข้าพบประมาณ 15 นาที และไม่ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนแต่อย่างใด

10

โดยนายฐากร เปิดเผยว่า นายประวิทย์ได้เข้าพบเพื่อขอให้กสทช.ทบทวนมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ที่มีคำสั่งไม่ให้โทรทัศน์ดาวเทียม และเคเบิลทีวีนำช่องรายการอนาล็อกของช่อง 3 ไปออกอากาศ

รวมถึงให้ทบทวนมติ กสท.ที่ให้ช่อง 3 สิ้นสุดการให้บริการเป็นการทั่วไป และระหว่างการพิจารณาขอให้ กสทช.มีมาตรการเยียวยาให้ช่อง 3 สามารถออกอากาศผ่านทางโครงข่ายทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวีได้ไปก่อน

ทั้งนี้ กสทช.จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอให้คณะกรรมการ กสทช.พิจารณาในการประชุมวันที่ 17 กันยายนนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับคณะกรรมการว่าจะรับข้อเรียกร้องของช่อง 3 ไปพิจารณาหรือไม่

ซึ่งตนคิดว่ามี 3 แนวทางในการพิจารณาคือ พิจารณาว่ามีแนวทางแก้ไขอย่างไรบ้าง เพื่อเสนอต่อที่ประชุมกสทช.ต่อไป และตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาโดยตรง หรือแนวทางสุดท้ายคือไม่รับพิจารณาเรื่องนี้

MThai News

เผย4ทางเลือกช่อง3 “ทางหลัก ทางเลี่ยง ทางรอด ทางล้ม” สู้ต่อหรือยอมแพ้?

นายธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนได้เผยแพร่บทความเรื่อง “ช่อง 3 กับ : ทางหลัก ทางเลี่ยง ทางรอด และทางล้ม” โดยเผยรายละเอียดกับทางเลือกของช่อง 3 ที่มีปัญหากับกสท.ในขณะนี้ช่อง 3 ไม่ได้เหลือหนทางอะไรมากนักในกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคทีวีดิจิทัลและนี่คือ ช่วงเวลา ที่ ช่อง 3 ต้องไปศึกษาหารือกันให้ดีว่าจะทำอย่างไร

1. ทางหลัก : เดินต่อไปอย่างโดดเดี่ยวออกอากาศ ช่อง 3 อะนาล็อกต่อไป จนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ปี 2563

ก็ต้องยอมกล้ำกลืน ออกอากาศระบบอะนาล็อกอย่างโดดเดี่ยว และไม่สามารถข้ามแพลทฟอร์มได้ และ ต้องทนกล้ำกลืนกับฐานผู้ชมอะนาล็อกที่น้อยเรี่ยติดเพดานดินไปเรื่อยๆ (มีคนดูฐานอะนาล็อก ที่ติดเสารับสัญญาณหนวดกุ้ง ก้างปลา เพียง 12-15% เท่านั้น)
และต้องยอมรับความจริงเสียทีว่า ตนเองไม่มีสิทธิแน่นอนในการเอาสัญญาณอะนาล็อกไปออกอากาศในทีวีดาวเทียม หรือ เคเบิ้ลทีวีแน่ๆ เพราะเนื้อหาของกฎมัสแครี่ มีหลักการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับฟรีทีวีทุกช่อง ให้ต้องยึดถือปฏิบัติตาม และช่อง 3 ก็ไม่มีข้อยกเว้น

เนื้อหาของกฎมัสแคร์รี่ คือ ช่องฟรีทีวีเดิม สิ้นสุดความเป็นช่องฟรีทีวีไปทันที หลังจากทีวีดิจิทัลออกอากาศไปแล้ว 30 วัน, จึงจะไม่ได้ความคุ้มครองให้ออกอากาศในทุกแพลทฟอร์มอีกต่อไป ความเสี่ยงของการเลือกทางนี้ คือ ทำใจกับฐานคนดูอะนาล็อกที่จะน้อยลงไปเรื่อยๆ ช่อง 3 จะโดนโดดเดี่ยวจากวงการโทรทัศน์ จากผู้ผลิต และพัฒนารายการ ตลอดจนผู้พัฒนาระบบเทคโนโลยีอื่นๆ

และที่สำคัญ ผู้ชมช่อง 3 ในระบบดิจิทัล จะเกิดความสงสัยทันทีว่า ทำไมช่อง 3 ดิจิทัล ทั้ง 3 ช่อง จึงมีคุณภาพไม่ดีทัดเทียมเท่ากับช่อง 3 อะนาล็อก และสงสัยว่า แล้วช่อง 3 จะประมูลทีวีดิจิทัลอีก 3 ช่องไปทำไม?

10629836_10152449421093732_5560069243698900885_n

2. ทางเลี่ยง : ความยุ่งยากการเอาช่อง 3 อะนาล็อกมาออกในแพลทฟอร์มดาวเทียม/เคเบิ้ลทีวีให้ได้

เพื่อรักษาฐานผู้ชมช่อง 3 อย่างเหนียวแน่น เพราะเชื่อว่า มีฐานคนดูช่อง 3 อะนาล็อกสูงกว่า 60% ในแพลทฟอร์มนี้ หากไม่เอาช่อง 3 อะนาล็อกมาออก ต้องสูญเสียฐานผู้ชมกลุ่มนี้ไปแน่นอน (เพราะกสท. เอาจริง สั่งห้ามเคเบิ้ลทีวี ทีวีดาวเทียมว่า ห้ามเกี่ยวสัญญาณภาพช่อง 3 อะนาล็อกมาออกเด็ดขาดแล้ว)

ต้องยอม (1) ซื้อใบอนุญาตประเภท เพย์ทีวี และ (2) ต้องยอมลดปริมาณการโฆษณาจากเดิมในระบบอะนาล็อก ใช้คลื่นความถี่ทรัพยากรสาธารณะ จาก 12 นาทีครึ่ง ลดลงมาเหลือ 6 นาที (เพราะระบบเพย์ทีวี ธุรกิจ กฎหมายกำหนให้มีโฆษณาได้เพียง 6 นาที/ชั่วโมงเท่านั้น)

ความเสียหายที่จะเกิดขึ้น คือ เม็ดเงินโฆษณาที่หายไปครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผลกระทบเสียหายต่อธุรกิจของชอง 3 แน่ๆแต่ความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้น คือ จะจัดสรรผลิตรายการอย่างไร (โฆษณาได้ 12 นาทีครึ่ง ในอะนาล็อก, โฆษณา 6 นาทีในเพย์ทีวี) ซึ่งก็ต้องทำรายการออกมาเป็น 2 เวอร์ชั่น ซึ่งก็จะทำได้ยาก และกฎหมาย ก็ไม่อนุญาตให้ทำอีก เพราะกสทช. ออกกฎ (มัสแครรี่) ว่าเนื้อหารายการโทรทัศน์ที่อยู่ในช่องหนึ่ง เมื่อมาออกในแพลทฟอร์มที่แตกต่างกัน ก็ต้องเหมือนกัน ห้ามดัดแปลง

เพราะฉะนั้น ถ้าจะเลือกหนทางนี้ ก็ต้อง ทำรายการช่อง 3 อะนาล็อก กับ ช่อง 3 เพย์ทีวีให้ออกมาเหมือนกันเป๊ะๆ ซึ่งจะต้องโฆษณาเหลือเพียงแค่ 6 นาที/ชั่วโมงเท่านั้น!อย่างที่บอกว่า ความเสียหายเกิดขึ้นมากแน่ๆ เพราะเงินโฆษณาหายไปครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าทำแบบนี้ ช่อง 3 ก็จะสามารถ มีธุรกิจทีวี ได้ครบ 4 ช่องเหมือนเดิม คือ 3 อะนาล็อก (ออกอากาศผ่านอะนาล็อกเดิม) และ 3 อะนาล็อกที่ออกอากาศผ่านจานดาวเทียมและเคเบิ้ล (เพย์ทีวี) และช่อง 3 อีก 3 ช่องดิจิทัล (3 HD, 3SD, 3 FAMILY)

ข้อดีของทางเลือกนี้ คือ รักษาฐานผู้ชมตนเองได้ครบถ้วนเหมือนเดิม, แถมยังรักษาจำนวนช่อง ได้เหมือนเดิม 4 ช่อง แต่สูญเสียอย่างเดียว คือ เม็ดเงินโฆษณาที่หายไปจากอะนาล็อกกว่าครึ่ง

20120716115016
3. ทางรอด : เดินอย่างมั่นคง ดีที่สุด คือ ยอมออกอากาศช่อง 3 อะนาล็อก คู่ขนานนับช่อง 3 HD ดิจิทัล

นี่เป็นทางเลือกที่เกิดความเสียหายน้อยที่สุด แม้ช่อง 3 จะไม่อยากเลือกทางนี้เลยก็ตาม เพราะเท่ากับว่าอาจสูญเสียเม็ดเงินโฆษณาในระบบอะนาล็อกไป แต่มันก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในระยะยาวอยู่ดี เพราะจะเท่ากับว่า เรตติ้งในดิจิทัล จะกระเตื้องขึ้นโดยรวม ส่งผลทั้งตลาด นั่นจะทำให้ ฐานผู้ชมทั้งระบบ ย้ายมาอยู่ที่ ทีวีดิจิทัลเร็วขึ้น เมื่อฐานคนดูมาเต็มๆ แล้ว การคำนวณค่าการรับชม ก็จะเป็นจริง และตัวเลขอัตราค่าโฆษณาในระบบดิจิทัลที่ต่ำ มากๆ ในตอนนี้ ก็จะสูงขึ้นทันทีทั้งระบบ)

หนทางนี้ ต้องเอาสัญญาณ ช่อง 3 อะนาล็อก (ซึ่งเนื้อหาแข็งแรงที่สุด) มาลงในช่อง 3 HD ที่เป็นดิจิทัล ซึ่งคุ้มค่าที่สุด, ซึ่งคนดูทีวีดิจิทัล ที่เป็นแฟนช่อง 3 จะยิ่งชอบมาก เพราะได้ดูช่อง 3 แบบชัดๆ (ส่วนช่อง 3 อะนาล็อก ก็ยังดูได้เหมือนเดิมนะครับ จนจบสัญญา)

โดยวิธีการ คือ นำเอาเนื้อหาจากอะนาล็อก (จากนิติบุคคล บริษัท บางออกเอ็นเตอร์เทนเม้น จำกัด) ทำสัญญาซื้อขายรายการ (ในราคามิตรภาพกันเอง) ขายให้ช่อง 3 ดิจิทัล (บริษัท บีอีซี-มัลติ มีเดีย จำกัด) สาเหตุที่ต้องทำแบบนี้ ก็เพราะช่อง 3 อะนาล็อกกับช่อง 3 ดิจิทัล เป็นคนละนิติบุคคลกัน และกฎหมายกำหนดว่า ผู้ได้รับใบอนุญาต ต้องประกอบกิจการเอง ห้ามเอาไปอนุญาตไปให้คนอื่นๆ ทำ

ฉะนั้นการที่ช่อง 3 ดิจิทัลจะเอาสัญญาณช่อง 3 อะนาล็อกไปออกอากาศในระบบดิจิทัล จึงต้องทำให้ถูกกฎหมาย (ซึ่งก็เหมือนกับที่สถานีโทรทัศน์ช่องดิจิทัลอื่นๆ ซื้อรายการจากต่างประเทศ หรือในประเทศมาออกอากาศในช่องตนเอง) ซึ่งว่าที่จริงแล้ว แทบไม่ได้แพงหรือมีงบประมาณภาระอะไรเลย

ข้อดีของทางนี้คือ ช่อง 3 จะสามารถกวาดเอาฐานคนดูในอะนาล็อกเดิม มาประกันเอาไว้ในตลาดทีวีดิจิทัล และ ตนเอง ก็กลายมาเป็นผู้เลานเต็มตัวในเกมธุรกิจนี้จริงๆเลือกทางนี้ ช่อง 3 จะเหลือทีวี 4 ช่องเช่นเดิม แต่มีเนื้อหา เพียง 3 ช่อง เพราะ ช่อง 3 อะนาล็อก จะมีเนื้อหาเหมือนกันกับช่อง 3 HD

ข่าว3มิติ1

4. ทางล้ม : เกมอันตรายคือการดึงดัน เล่นเกมยื้อ พิพาทกับกสท. ต่อไป

ทางนี้ มีแต่ล้มอย่างเดียว เพราะต้องยอมรับกันจริงๆ เสียทีว่า ผู้รับใบอนุญาต ไม่มีทางฝืนกระบวนการทางศาล ไปเอาชนะกฎมัสแคร์รี่ ครั้งนี้ไปได้ เพราะคราวนี้ กสท. ใช้กฎนี้อย่างมีมาตรฐานเท่าเทียมกับทุกๆ ช่องผลกระทบ และความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนั้น มิใช่เฉพาะคู่กรณีอย่าง กรรมการกสท. และ ช่อง 3 อะลาล็อก แต่จะเกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลทั้งระบบ (และส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่ต่อธุรกิจสื่อ ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ด้วย)

และอย่าลืมว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กสทช. ออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาและกำหนดมาตรการเฉพาะเพื่อแก้ไขผลที่เกิดจากพฤติกรรมอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2557

สาระของมัน คือ “การกำจัดผู้มีอำนาจ หรือ ทำตัวมีอำนาจนอกเหนือระบบ” นั่นเองเพราะฉะนั้น หากเล่นเกมยื้อนี้ต่อไป คนที่จะล้ม คือใคร แต่ละฝ่าย ก็ต้องไปไตร่ตรอง ใคร่ครวญกันไว้ให้ดีๆเพราะกฎระเบียบต่างๆ ของกสท. นั้น เพื่อสร้างสภาวะการเปลี่ยนแปลงโดยรวมของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไปสู่การเป็นทีวีดิจิทัล – ไม่มีข้อยกเว้น
เลือกทางไหนดี?

ไม่ว่าจะเลือกหนทางไหน ทั้ง 4 ทางเลือกข้างต้น ย้ำว่า ช่อง 3 ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายเลย, มันคือการชั่งน้ำหนักระหว่าง “การคำนึง” ถึงผลกระทบต่อธุรกิจ ความสามารถตนเองในการแข่งขันได้ การรักษาแบรนด์ ภาพลักษณ์องค์กร กับ “การคำนวณ” ถึงผลประโยชน์กำไรมหาศาล เม็ดเงินโฆษณา ฐานผู้ชม อัตราค่าโฆษณา และอำนาจในการเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สามารถกำหนดตลาดได้ และสุดท้ายคือผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม

สุดท้ายผมอยากอธิบายว่า ภูมิทัศน์สื่อโทรทัศน์ในยุคใหม่นี้ คือ การทำลายระบบขั้วนายทุน สายสัมพันธ์ของนักการเมืองและอำนาจทุนอุปถัมภ์ สู่ระบบ การทำโทรทัศน์ผ่านระบบการออกใบอนุญาต ที่มีกลไกตลาดเสรี ที่ผู้เล่นทุกคนเท่าเทียมกัน เสมอภาคกัน ยักษ์ใหญ่ ในอดีต ต้องถูกกำกับโดยเจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรอิสระ นี่คือ กฎใหม่ กติกาใหม่ในโลกทุนนิยมเสรี การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ ไม่มีทางหลบ หลีก เลี่ยงได้เลย!

บทความโดย นายธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน