นายธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนได้เผยแพร่บทความเรื่อง “ช่อง 3 กับ : ทางหลัก ทางเลี่ยง ทางรอด และทางล้ม” โดยเผยรายละเอียดกับทางเลือกของช่อง 3 ที่มีปัญหากับกสท.ในขณะนี้ช่อง 3 ไม่ได้เหลือหนทางอะไรมากนักในกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคทีวีดิจิทัลและนี่คือ ช่วงเวลา ที่ ช่อง 3 ต้องไปศึกษาหารือกันให้ดีว่าจะทำอย่างไร
1. ทางหลัก : เดินต่อไปอย่างโดดเดี่ยวออกอากาศ ช่อง 3 อะนาล็อกต่อไป จนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ปี 2563
ก็ต้องยอมกล้ำกลืน ออกอากาศระบบอะนาล็อกอย่างโดดเดี่ยว และไม่สามารถข้ามแพลทฟอร์มได้ และ ต้องทนกล้ำกลืนกับฐานผู้ชมอะนาล็อกที่น้อยเรี่ยติดเพดานดินไปเรื่อยๆ (มีคนดูฐานอะนาล็อก ที่ติดเสารับสัญญาณหนวดกุ้ง ก้างปลา เพียง 12-15% เท่านั้น)
และต้องยอมรับความจริงเสียทีว่า ตนเองไม่มีสิทธิแน่นอนในการเอาสัญญาณอะนาล็อกไปออกอากาศในทีวีดาวเทียม หรือ เคเบิ้ลทีวีแน่ๆ เพราะเนื้อหาของกฎมัสแครี่ มีหลักการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับฟรีทีวีทุกช่อง ให้ต้องยึดถือปฏิบัติตาม และช่อง 3 ก็ไม่มีข้อยกเว้น
เนื้อหาของกฎมัสแคร์รี่ คือ ช่องฟรีทีวีเดิม สิ้นสุดความเป็นช่องฟรีทีวีไปทันที หลังจากทีวีดิจิทัลออกอากาศไปแล้ว 30 วัน, จึงจะไม่ได้ความคุ้มครองให้ออกอากาศในทุกแพลทฟอร์มอีกต่อไป ความเสี่ยงของการเลือกทางนี้ คือ ทำใจกับฐานคนดูอะนาล็อกที่จะน้อยลงไปเรื่อยๆ ช่อง 3 จะโดนโดดเดี่ยวจากวงการโทรทัศน์ จากผู้ผลิต และพัฒนารายการ ตลอดจนผู้พัฒนาระบบเทคโนโลยีอื่นๆ
และที่สำคัญ ผู้ชมช่อง 3 ในระบบดิจิทัล จะเกิดความสงสัยทันทีว่า ทำไมช่อง 3 ดิจิทัล ทั้ง 3 ช่อง จึงมีคุณภาพไม่ดีทัดเทียมเท่ากับช่อง 3 อะนาล็อก และสงสัยว่า แล้วช่อง 3 จะประมูลทีวีดิจิทัลอีก 3 ช่องไปทำไม?

2. ทางเลี่ยง : ความยุ่งยากการเอาช่อง 3 อะนาล็อกมาออกในแพลทฟอร์มดาวเทียม/เคเบิ้ลทีวีให้ได้
เพื่อรักษาฐานผู้ชมช่อง 3 อย่างเหนียวแน่น เพราะเชื่อว่า มีฐานคนดูช่อง 3 อะนาล็อกสูงกว่า 60% ในแพลทฟอร์มนี้ หากไม่เอาช่อง 3 อะนาล็อกมาออก ต้องสูญเสียฐานผู้ชมกลุ่มนี้ไปแน่นอน (เพราะกสท. เอาจริง สั่งห้ามเคเบิ้ลทีวี ทีวีดาวเทียมว่า ห้ามเกี่ยวสัญญาณภาพช่อง 3 อะนาล็อกมาออกเด็ดขาดแล้ว)
ต้องยอม (1) ซื้อใบอนุญาตประเภท เพย์ทีวี และ (2) ต้องยอมลดปริมาณการโฆษณาจากเดิมในระบบอะนาล็อก ใช้คลื่นความถี่ทรัพยากรสาธารณะ จาก 12 นาทีครึ่ง ลดลงมาเหลือ 6 นาที (เพราะระบบเพย์ทีวี ธุรกิจ กฎหมายกำหนให้มีโฆษณาได้เพียง 6 นาที/ชั่วโมงเท่านั้น)
ความเสียหายที่จะเกิดขึ้น คือ เม็ดเงินโฆษณาที่หายไปครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผลกระทบเสียหายต่อธุรกิจของชอง 3 แน่ๆแต่ความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้น คือ จะจัดสรรผลิตรายการอย่างไร (โฆษณาได้ 12 นาทีครึ่ง ในอะนาล็อก, โฆษณา 6 นาทีในเพย์ทีวี) ซึ่งก็ต้องทำรายการออกมาเป็น 2 เวอร์ชั่น ซึ่งก็จะทำได้ยาก และกฎหมาย ก็ไม่อนุญาตให้ทำอีก เพราะกสทช. ออกกฎ (มัสแครรี่) ว่าเนื้อหารายการโทรทัศน์ที่อยู่ในช่องหนึ่ง เมื่อมาออกในแพลทฟอร์มที่แตกต่างกัน ก็ต้องเหมือนกัน ห้ามดัดแปลง
เพราะฉะนั้น ถ้าจะเลือกหนทางนี้ ก็ต้อง ทำรายการช่อง 3 อะนาล็อก กับ ช่อง 3 เพย์ทีวีให้ออกมาเหมือนกันเป๊ะๆ ซึ่งจะต้องโฆษณาเหลือเพียงแค่ 6 นาที/ชั่วโมงเท่านั้น!อย่างที่บอกว่า ความเสียหายเกิดขึ้นมากแน่ๆ เพราะเงินโฆษณาหายไปครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าทำแบบนี้ ช่อง 3 ก็จะสามารถ มีธุรกิจทีวี ได้ครบ 4 ช่องเหมือนเดิม คือ 3 อะนาล็อก (ออกอากาศผ่านอะนาล็อกเดิม) และ 3 อะนาล็อกที่ออกอากาศผ่านจานดาวเทียมและเคเบิ้ล (เพย์ทีวี) และช่อง 3 อีก 3 ช่องดิจิทัล (3 HD, 3SD, 3 FAMILY)
ข้อดีของทางเลือกนี้ คือ รักษาฐานผู้ชมตนเองได้ครบถ้วนเหมือนเดิม, แถมยังรักษาจำนวนช่อง ได้เหมือนเดิม 4 ช่อง แต่สูญเสียอย่างเดียว คือ เม็ดเงินโฆษณาที่หายไปจากอะนาล็อกกว่าครึ่ง

3. ทางรอด : เดินอย่างมั่นคง ดีที่สุด คือ ยอมออกอากาศช่อง 3 อะนาล็อก คู่ขนานนับช่อง 3 HD ดิจิทัล
นี่เป็นทางเลือกที่เกิดความเสียหายน้อยที่สุด แม้ช่อง 3 จะไม่อยากเลือกทางนี้เลยก็ตาม เพราะเท่ากับว่าอาจสูญเสียเม็ดเงินโฆษณาในระบบอะนาล็อกไป แต่มันก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในระยะยาวอยู่ดี เพราะจะเท่ากับว่า เรตติ้งในดิจิทัล จะกระเตื้องขึ้นโดยรวม ส่งผลทั้งตลาด นั่นจะทำให้ ฐานผู้ชมทั้งระบบ ย้ายมาอยู่ที่ ทีวีดิจิทัลเร็วขึ้น เมื่อฐานคนดูมาเต็มๆ แล้ว การคำนวณค่าการรับชม ก็จะเป็นจริง และตัวเลขอัตราค่าโฆษณาในระบบดิจิทัลที่ต่ำ มากๆ ในตอนนี้ ก็จะสูงขึ้นทันทีทั้งระบบ)
หนทางนี้ ต้องเอาสัญญาณ ช่อง 3 อะนาล็อก (ซึ่งเนื้อหาแข็งแรงที่สุด) มาลงในช่อง 3 HD ที่เป็นดิจิทัล ซึ่งคุ้มค่าที่สุด, ซึ่งคนดูทีวีดิจิทัล ที่เป็นแฟนช่อง 3 จะยิ่งชอบมาก เพราะได้ดูช่อง 3 แบบชัดๆ (ส่วนช่อง 3 อะนาล็อก ก็ยังดูได้เหมือนเดิมนะครับ จนจบสัญญา)
โดยวิธีการ คือ นำเอาเนื้อหาจากอะนาล็อก (จากนิติบุคคล บริษัท บางออกเอ็นเตอร์เทนเม้น จำกัด) ทำสัญญาซื้อขายรายการ (ในราคามิตรภาพกันเอง) ขายให้ช่อง 3 ดิจิทัล (บริษัท บีอีซี-มัลติ มีเดีย จำกัด) สาเหตุที่ต้องทำแบบนี้ ก็เพราะช่อง 3 อะนาล็อกกับช่อง 3 ดิจิทัล เป็นคนละนิติบุคคลกัน และกฎหมายกำหนดว่า ผู้ได้รับใบอนุญาต ต้องประกอบกิจการเอง ห้ามเอาไปอนุญาตไปให้คนอื่นๆ ทำ
ฉะนั้นการที่ช่อง 3 ดิจิทัลจะเอาสัญญาณช่อง 3 อะนาล็อกไปออกอากาศในระบบดิจิทัล จึงต้องทำให้ถูกกฎหมาย (ซึ่งก็เหมือนกับที่สถานีโทรทัศน์ช่องดิจิทัลอื่นๆ ซื้อรายการจากต่างประเทศ หรือในประเทศมาออกอากาศในช่องตนเอง) ซึ่งว่าที่จริงแล้ว แทบไม่ได้แพงหรือมีงบประมาณภาระอะไรเลย
ข้อดีของทางนี้คือ ช่อง 3 จะสามารถกวาดเอาฐานคนดูในอะนาล็อกเดิม มาประกันเอาไว้ในตลาดทีวีดิจิทัล และ ตนเอง ก็กลายมาเป็นผู้เลานเต็มตัวในเกมธุรกิจนี้จริงๆเลือกทางนี้ ช่อง 3 จะเหลือทีวี 4 ช่องเช่นเดิม แต่มีเนื้อหา เพียง 3 ช่อง เพราะ ช่อง 3 อะนาล็อก จะมีเนื้อหาเหมือนกันกับช่อง 3 HD

4. ทางล้ม : เกมอันตรายคือการดึงดัน เล่นเกมยื้อ พิพาทกับกสท. ต่อไป
ทางนี้ มีแต่ล้มอย่างเดียว เพราะต้องยอมรับกันจริงๆ เสียทีว่า ผู้รับใบอนุญาต ไม่มีทางฝืนกระบวนการทางศาล ไปเอาชนะกฎมัสแคร์รี่ ครั้งนี้ไปได้ เพราะคราวนี้ กสท. ใช้กฎนี้อย่างมีมาตรฐานเท่าเทียมกับทุกๆ ช่องผลกระทบ และความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนั้น มิใช่เฉพาะคู่กรณีอย่าง กรรมการกสท. และ ช่อง 3 อะลาล็อก แต่จะเกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลทั้งระบบ (และส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่ต่อธุรกิจสื่อ ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ด้วย)
และอย่าลืมว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กสทช. ออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาและกำหนดมาตรการเฉพาะเพื่อแก้ไขผลที่เกิดจากพฤติกรรมอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2557
สาระของมัน คือ “การกำจัดผู้มีอำนาจ หรือ ทำตัวมีอำนาจนอกเหนือระบบ” นั่นเองเพราะฉะนั้น หากเล่นเกมยื้อนี้ต่อไป คนที่จะล้ม คือใคร แต่ละฝ่าย ก็ต้องไปไตร่ตรอง ใคร่ครวญกันไว้ให้ดีๆเพราะกฎระเบียบต่างๆ ของกสท. นั้น เพื่อสร้างสภาวะการเปลี่ยนแปลงโดยรวมของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไปสู่การเป็นทีวีดิจิทัล – ไม่มีข้อยกเว้น
เลือกทางไหนดี?
ไม่ว่าจะเลือกหนทางไหน ทั้ง 4 ทางเลือกข้างต้น ย้ำว่า ช่อง 3 ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายเลย, มันคือการชั่งน้ำหนักระหว่าง “การคำนึง” ถึงผลกระทบต่อธุรกิจ ความสามารถตนเองในการแข่งขันได้ การรักษาแบรนด์ ภาพลักษณ์องค์กร กับ “การคำนวณ” ถึงผลประโยชน์กำไรมหาศาล เม็ดเงินโฆษณา ฐานผู้ชม อัตราค่าโฆษณา และอำนาจในการเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สามารถกำหนดตลาดได้ และสุดท้ายคือผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม
สุดท้ายผมอยากอธิบายว่า ภูมิทัศน์สื่อโทรทัศน์ในยุคใหม่นี้ คือ การทำลายระบบขั้วนายทุน สายสัมพันธ์ของนักการเมืองและอำนาจทุนอุปถัมภ์ สู่ระบบ การทำโทรทัศน์ผ่านระบบการออกใบอนุญาต ที่มีกลไกตลาดเสรี ที่ผู้เล่นทุกคนเท่าเทียมกัน เสมอภาคกัน ยักษ์ใหญ่ ในอดีต ต้องถูกกำกับโดยเจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรอิสระ นี่คือ กฎใหม่ กติกาใหม่ในโลกทุนนิยมเสรี การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ ไม่มีทางหลบ หลีก เลี่ยงได้เลย!
บทความโดย นายธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน