หม่อมโจ้ จวก จัดซื้อไมโครโฟน ครม.ไม่ทุจริต ก็ไร้ความสามารถ

หม่อมโจ้ เปิดเอกสาร จัดซื้อ ไมโครโฟน ทำเนียบรัฐบาล ผ่านเฟสบุ๊ค  ระบุ ไม่ทุจริต ก็ไร้ความสามารถ ไม่มีที่อื่นใด ก้านไมค์ 18,300 บาท ไมค์ 139,690 บาท รวม 157,990 บาท

ไมโครโฟน ครม. ,ไมโครโฟน ทำเนียบ

ไมโครโฟน ครม.

วันนี้ (9ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ค ม.ล.รุ่งคุณ กิติยากร หรือ หม่อมโจ้ บุตรชาย อาภัสรา หงสกุลอดีตนางงามจักรวาล กับม.ร.ว.เกียรติคุณ กิติยากร ได้โพสต์ข้อความ เกี่ยวกับประเด็นการจัดซื้อ ไมโครโฟน ที่ห้องประชุม 501,301-302 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีราคาชุดละ 1.45 แสนบาท โดยมีการนำใบรายการแสดงราคามาแสดงประกอบการโพสต์ข้อความว่า “ไม่ทุจริต ก็ไร้ความสามารถ ไม่มีที่อื่นใด ก้านไมค์ 18,300 บาท ไมค์ 139,690 บาท รวม 157,990 บาท”

MThai News

02

‘ไอเอส’ใช้เด็กกว่า700 คนเป็นมือระเบิดพลีชีพ

ยูเอ็น“เผยไอเอสใช้ผู้ก่อการร้ายเด็ก เผยกว่า 700 คนที่เสียชีวิตหรือพิการในอิรักตั้งแต่ต้นปี

นางไลลา เซอร์รูกุย ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติ ด้านเด็กและความขัดแย้งที่ใช้อาวุธ เปิดเผยในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์กของสหรัฐว่า

16

กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือไอเอส ใช้เด็กอายุน้อยเพียงแค่ 13 ปี เป็นมือระเบิดพลีชีพ ทั้งยังใช้ขนอาวุธ ป้องกันจุดยุทธศาสตร์ และจับตัวพลเรือน

นอกจากนี้ยังมีเด็กมากถึง 700 คนที่เสียชีวิตหรือพิการในอิรักนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มไอเอสประกาศตั้งรัฐอิสลามในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือของซีเรีย และอิรัก

MThai News

ถอดบทเรียน’เด็ก4ขวบถูกฆ่ายัดท่อน้ำ’ แจ้งความ4โรงพักแต่ตำรวจเฉย

ถอดบทเรียน’เด็ก4ขวบถูกฆ่ายัดท่อน้ำ’ แจ้งความ4โรงพักแต่ตร.เฉย กระบวนการรัฐยุ่งยากไม่ทันการณ์

วันนี้(9 ก.ย.) ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงาได้โพสต์บทความเรื่อง ถอดบทเรียนกระบวนการรัฐในการตามหาเด็กหายวัย 4 ขวบรายล่าสุด โดยเผยรายละเอียดและลำดับของเหตุการณ์ว่า
>>>ลำดับกระบวนการ<<<

(1)เด็กหายไปช่วงเย็นวันพุธที่ 3 กันยายน 2557 – ครอบครัวออกตามหาโดยรอบบริเวณแถวบ้านและเดินทางไปโรงพัก เพื่อสอบถามว่ามีเด็กพลัดหลงถูกนำส่งหรือไม่ ครอบครัวเด็กบอกว่าไปโรงพักในวันที่เด็กหายทั้งหมด 3 ครั้ง คือเวลาประมาณ สองทุ่ม , ห้าทุ่ม และตีห้าของวันรุ่งขึ้น

จนครอบครัวเดินทางไปแจ้งความอีกครั้งและได้รับใบแจ้งความ ในวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน 2557 เวลา 10.10 น. ในคืนวันที่เด็กหายไป และครอบครัวเดินทางไปติดต่อโรงพัก (คืนวันพุธที่ 3 กันยายน) ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่มาช่วยติดตามหาเด็กในพื้นที่

136

(2)การดูกล้องวงจรปิดในพื้นที่ ครอบครัวนำหนังสือที่ทางตำรวจออกให้ ไปดูกล้องที่ร้านสะดวกชื้อและบริเวณอาคารใกล้เคียงด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่ได้รับความร่วมมือด้วยดี ยกเว้นจุดเกิดเหตุที่ต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยประสานและเข้าไปดูกล้องจนพบข้อเท็จจริงและศพเด็กในเวลาต่อมาภายหลัง

(3)กล้องวงจรปิดของกรุงเทพมหานคร ยังไม่สามารถดูได้ทันที ครอบครัวเด็กไปเดินเรื่องที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร และต้องใช้เวลา 3 วันทำการในการดูภาพได้ ซึ่งต่อมาภายหลังพบศพเด็กก่อนได้ดูภาพ

(4)ครอบครัว แจ้งความกับตำรวจสองแห่ง คือ สถานีตำรวจนครบาลบุคคโล ท้องที่เกิดเหตุ และกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี (กก.ดส.) โดยครอบครัวเดินทางไปแจ้งเรื่องด้วยตนเองทั้งสองแห่ง

(5)ผู้สื่อข่าวรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ประสานงานไปยังนายตำรวจระดับสูง จึงได้มีการประสานงานสั่งการไปยังโรงพักท้องที่ และมีตำรวจลงพื้นที่ครั้งแรก (ตามคำบอกเล่าของครอบครัว) คือช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2557 ซึ่งเด็กหายไปแล้ว 2 วัน

(6)หลังจากตำรวจลงพื้นที่ในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน ได้มีการลงพื้นที่ติดตามอย่างต่อเนื่องในวันเสาร์ที่ 6 กันยายน 2557 โดยตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บุคคโล และ กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี (กก.ดส.) จนกระทั่งข้อมูลสำคัญจากภาพกล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุ และมีกลิ่นศพเด็ก จึงทำให้พบศพเด็กในที่สุด

(7)พนักงานสอบสวน สน.บุคคโล ใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักภายในวันที่พบศพเด็ก และออกหมายจับ จนสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ในวันเดียวกันนั้นเอง

>>>ข้อสังเกต-บทเรียนสำคัญ<<<

(1)ครอบครัวเดินทางไปโรงพักถึง 4 ครั้งกว่าจะได้รับใบแจ้งความ ข้อจำกัดอาจเป็นเพราะเกิดเหตุในช่วงเวลากลางคืน เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งพลัดเวรออกไปแล้ว อาจคงเหลือกำลังเพียงบางส่วนประจำการอยู่บนสถานี

(2)การติดตามหาเด็กหาย หลังจากการแจ้งความยังไม่มีกระบวนการติดตามหาโดยทันที ด้วยอาจถูกประเมินว่า เด็กอาจวิ่งเล่นซนในพื้นที่ จนทำให้ไม่มีการลงพื้นที่ติดตามหาโดยทันที ซึ่งปกติกระบวนการในการติดตามหาพนักงานสอบสวนจะต้องประสานสายตรวจ และเจ้าหน้าฝ่ายสืบสวนไปลงพื้นที่ติดตาม

(3)เด็กอายุเพียง 4 ขวบหายตัวไป น่าจะเป็นคดีสำคัญที่ถูกรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาระดับสูง ปรากฏว่าผู้บังคับบัญชาระดับสูง ทราบเรื่องจากการรายงานของสื่อมวลชน ดังนั้น กรณีเด็กหายอาจจะยังไม่ถูกจัดเป็นคดีสำคัญที่ต้องรายงานผู้บังคับบัญชา

(4)กล้องวงจรปิดของรัฐ มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ไม่สามารถดูข้อมูลได้ทันที และต้องใช้เวลานานพอสมควร ซึ่งอาจไม่ทันต่อเวลาในการช่วยเหลือเด็ก

cctv

(5)ภายหลังจากมีการประสานสั่งการจากตำรวจชั้นผู้ใหญ่ มีการลงพื้นที่สืบสวนหาข่าวอย่างเต็มกำลัง ถือว่าเป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ แต่แน่นอนว่า กระบวนการนี้ควรเริ่มต้นตั้งแต่ครอบครัวไปแจ้งความที่โรงพักในครั้งแรก

(6)ศูนย์บริหารจัดการคนหายและศพนิรนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สายด่วน 1599) หรือเรียกสั้นๆ ว่าศูนย์คนหายตำรวจ ทำหน้าที่ประสานสั่งการไปยังโรงพักต่างๆ ที่รับแจ้งความไว้ เพื่อเร่งรัดติดตามความคืบหน้าของการตามหาคนหายที่สายด่วนตำรวจรับแจ้งคนหายมา ตลอดจนประสานสัมพันธ์ข้อมูลผ่านโลกออนไลน์ ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นายในการดึงข้อมูลจากการรับแจ้งผ่านสายด่วน มาประสานติดตามเรื่องให้ ซึ่งอาจไม่เพียงพอ และโครงสร้างไม่ถาวร หากเจ้าหน้าที่ท่านนั้นย้ายไปหรือมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้รับผิดชอบของศูนย์คนหายตำรวจ

สุดท้ายนี้ผมเห็นความตั้งใจและความพยายามในการติดตามหาเด็กหายหลายรายที่ผ่านมาของตำรวจหลายพื้นที่ ข้อเขียนนี้ไม่มีเจตนาตำหนิหรือยุยงใหัประชาชนเกลียดชังเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่มีเจตนาให้เห็นช่องว่างและอุปสรรคสำคัญที่ประชาชนพบเจอ เชื่อว่าถ้าท่านมองเห็นกระบวนการเหล่านี้ ท่านจะแก้ไขปัญหาหรืออุดช่องว่างนั้นได้ในเคสต่อๆไป

เป็นกำลังใจให้ตำรวจที่มุ่งมั่นทำงานและหวังว่าข้อมูลนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในอนาคตครับ

ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา