ระทึกของสายการบินแอร์ ไชน่า ซึ่งออกจากกรุงลอนดอน มุ่งหน้าไปยังกรุงปักกิ่ง ต้องกลับลำและขอลงจอดฉุกเฉิน เนื่องจากเกิดปัญหาล้อหลังค้าง

วันนี้(8ก.ย.)สำนักข่าวต่างประเทศรายงานการแถลงการณ์ของโฆษกประจำท่าอากาศยาน ซึ่งเผยกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ ดิ อินดิเพนเดนท์เกี่ยวกับเหตุการณ์การลงจอดฉุกเฉินของเที่ยวบิน CA852 ซึ่งก่อนหน้านี้ เครื่องบินลำดังกล่าวบินวนวียนอยู่บริเวณภาคใต้ของอังกฤษและคลองอังกฤษหลายรอบ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญญาของภาวะฉุกเฉินระหว่างการทำงานของนักบิน และได้บินกลับมายังสนามบินลอนดอนอีกครั้ง
โดยเครื่องบินลำดังกล่าว คาดว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากระบบไฮดรอลิคเสียระหว่างทะยานขึ้น โดยล้อหลังมีปัญหาค้างไม่พับกลับจึงต้องนำเครื่องลงจอดฉุกเฉิน แต่อย่างไรก็ตาม เที่ยวบิน CA852 ได้ลงจอดอย่างปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
Mthai News


ตามที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รอง หน.คสช.ฝ่ายกิจการพิเศษต้นเรื่อง เสนออนุมัติต่อ คสช. โดยมีหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ การปรับปรุงภูมิทัศน์และตกแต่งอาคารทำเนียบรัฐบาล ดำเนินการอย่างรุกรี้รุกรนจนเกินเหตุ โดยเฉพาะการจัดหาระบบเครื่องเสียง และไมโครโฟนในห้องประชุมคณะรัฐมนตรีและห้องประชุมต่าง ๆ ในทำเนียบรัฐบาลประมาณ 192 ตัว โดยการว่าจ้างให้บริษัทเอกชนมาดำเนินการให้นั้น ซึ่งปรากฏว่ามีการจัดหาเครื่องเสียงและไมโครโฟน เพื่อใช้ในที่ประชุมดังกล่าวตัวละกว่า 145,000 บาท ซึ่งถือว่าแพงเกินเหตุ ทั้งๆ ที่ราคาที่โฆษณาขายกันในท้องตลาดในโซเชียลมีเดียของบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์มีราคาเพียง 1981.95 ดอลล่าห์สหรัฐ หรือประมาณ 63,422 บาท การจัดซื้อจัดหา นอกจากจะยังไม่มีความจำเป็น เพราะเครื่องเสียงและไมโครโฟนเดิมก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อยู่ อันขัดต่อหลักความพอเพียง ความประหยัด ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. พูดมาโดยตลอด อีกทั้งเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อหมวด 2 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ประกอบมาตรา 103/7 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบรามการทุจริต พ.ศ.2542 โดยชัดแจ้ง และเรื่องดังกล่าวจะถือว่าเป็นความผิดสำเร็จทันที ที่คณะรัฐมนตรีได้ใช้เครื่องเสียงและไมโครโฟนดังกล่าวในการประชุม ครม.วันที่ 9 กันยายนนี้ ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวสมาคมฯไม่อาจปล่อยให้ลอยนวลและหายไปตามกระแสของสังคมได้ จึงต้องร้องเรียนให้ สตง.แ ละ ป.ป.ช.ไต่สวน ตรวจสอบ และเอาผิดบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป MThai News