วันนี้(7ก.ย.) ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ได้เผยผ่านเฟซบุ๊ค เกี่ยวกับข้อมูลเปรียบเทียบค่าจ้างศึกษารถไฟทางคู่ ขนาดราง 1.435 ม.รัฐบาลประยุทธ์ VS รัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยระบุว่าขอเปรียบเทียบค่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ทำการศึกษาความเหมาะสมของโครงการดังกล่าวระหว่างรัฐบาลประยุทธ์กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์
การศึกษาความ เหมาะสมครอบคลุม (1) การสำรวจและออกแบบเบื้องต้นเพื่อประมาณราคาค่าก่อสร้าง ค่าเวนคืนที่ดิน และค่าระบบรถไฟฟ้า (2) วิเคราะห์หาผลตอบแทนของโครงการที่จะเกิดต่อประชาชนหรือประเทศชาติโดยส่วนรวม (3) ประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรวมทั้งมาตรการแก้ไข ทั้งนี้ ขอบเขตการศึกษาความเหมาะสมของโครงการทั้งสองดังกล่าวไม่ว่าจะวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดเท่าใดจะต้องมี ขอบเขตการศึกษาเหมือนกัน และมีความยากง่ายในการศึกษาไม่ต่างกัน

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้แถลงเมื่อเร็วๆ นี้ว่า จะจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ทำการศึกษาความเหมาะสมโครงการรถไฟทางคู่ ขนาดราง 1.435 เมตร ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า ตามแนวคิดของรัฐบาลประยุทธ์ จำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่ (1) หนองคาย –โคราช – สระบุรี – แหลมฉบัง – มาบตาพุด ระยะทาง 737 กม. และ (2) เชียงของ – เด่นชัย – บ้านภาชี ระยะทาง 655 กม. วงเงินค่าจ้างศึกษารวม 2 เส้นทาง 350 ล้านบาท และระยะทางรวม 1,392 กม. ดังนั้น วงเงินค่าศึกษาเฉลี่ยเท่ากับ 251,437 บาท/กม.
ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ทำการศึกษาความเหมาะสมของโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นรถไฟทางคู่ ขนาดราง 1.435 เมตร ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. จำนวน 4 เส้นทาง ได้แก่
1. กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ค่าจ้างศึกษา 549.032 ล้านบาท (งบประมาณปี 2555 – 2558)
2. กรุงเทพฯ – หนองคาย ค่าจ้างศึกษา 345.088 ล้านบาท (งบประมาณปี 2555 – 2558)
3. กรุงเทพฯ – หัวหิน ค่าจ้างศึกษา 137 ล้านบาท (งบประมาณปี 2555 – 2557)
4. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ – ระยอง ค่าจ้างศึกษา 255 ล้านบาท (งบประมาณปี 2555 – 2556)
งบประมาณค่าจ้างศึกษารวม 4 เส้นทาง 1,286.12 ล้านบาท และระยะทางรวม 2,563 กม. ดังนั้น งบประมาณค่าจ้างศึกษาเฉลี่ยเท่ากับ 501,803 บาท/กม.
ผลการเปรียบเทียบ (ดูตาราง) ปรากฏว่าค่าจ้างศึกษาความเหมาะสมโดยรัฐบาลประยุทธ์ถูกกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ถึง 50%
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ได้ต้องการโจมตีใคร เพียงแค่ต้องการบอกว่าดีใจที่รัฐบาลประยุทธ์สามารถประหยัดงบประมาณในการศึกษาความเหมาะสมของโครงการรถไฟทางคู่ทั้งสองเส้นทางได้มากเท่านั้น และขอให้ทำเช่นนี้กับโครงการอื่นทั้งหมดทุกโครงการด้วย
MThai News



