มองอนาคตเด็กไทย อาชีพไหนมาแรง

เมื่อโลกเปลี่ยนผ่านมาถึงยุคโซเชียล ที่เทคโนโลยีล้ำหน้า เด็กไทยในวันนี้ มีปัจจัยหลายอย่างในการดำรงชีวิต พัฒนาการศึกษา ได้รับโอกาสในการเพิ่มพูนความรู้กว่าเด็กยุคก่อน  แต่อีกด้านหนึ่งก็มีสิ่งยั่วยุรอบตัวนำพาให้หลงผิด นอกจากความรัก ความอบอุ่นในครอบครัวแล้ว การใช้ชีวิตในโรงเรียนก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญที่จะขัดเกลาเยาวชน ปูพื้นฐานเด็กไทยให้โตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ

022

ครั้งในวัยเด็กทุกคนย่อมเจอคำถามที่ว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร?มองความฝันของเด็กแต่ละคน ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะตอบว่าอยากเป็น หมอ ครู พยาบาล ทหาร ตำรวจ สอดคล้องกับผลสำรวจ กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ประเทศไทยที่พบว่า ส่วนใหญ่ ฝันอยากประกอบอาชีพแพทย์ ด้วยเหตุผลว่า จะได้รักษาผู้ป่วยและดูแลพ่อแม่ยามเจ็บไข้ เป็นอาชีพที่ได้บุญและมีรายได้ดี  รองลงมาได้แก่ ทหาร ตำรวจ ครู และวิศวกร ตามลำดับ

แต่ในปัจจุบัน จากการได้มองเห็นโลกที่กว้างขึ้น ก็พบว่า เด็กไทยมีความคิดเห็นเรื่องอาชีพในฝันหลากหลายมากยิ่งขึ้น จากอาชีพที่ไม่เป็นที่นิยมในอดีต กลับกลายมาเป็นอาชีพที่เด็ก ๆ ใฝ่ฝันอยากจะเป็น อย่างเช่น อาชีพ เชฟ นักแสดง นักร้อง ช่างแต่งหน้าทำผม ส่วนอาชีพที่มาแรงในขณะนี้ ในสายตาเด็กๆ คือ  นักธุรกิจ นักกีฬา และดารา

แน่นอนว่า การประกอบอาชีพ ต้องคำนึงถึงใจรักเป็นอย่างแรก จากนั้นจึงวางแผนด้านการเรียนรู้ การศึกษาเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย แม้ว่าระบบการศึกษาไทยจะอยู่ในขั้นที่ล้มเหลว ด้อยกว่าระบบการศึกษาอื่นๆ ในอาเซียนอย่างเวียดนาม มาเลเซีย ที่กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่การขวนขวาย เรียนรู้ด้วยตนเอง ก็เป็นสิ่งที่เพิ่มทักษะแก่ชีวิต ส่วนหากจะพูดถึงเรื่องปฏิรูปการศึกษา การเรียนการสอนในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย คงได้คุยกันยาว  

ขณะที่การแข่งขันของเด็กไทยก็เริ่มมีความกดดันมากขึ้น ไม่ว่าจะแข่งขันกับเพื่อนร่วมชั้น และความคาดหวังจากผู้ปกครอง หวังให้ลูกได้ทำงานดี มีเงินใช้  หากจะมองแง่ของรายได้ เงินเดือนของแต่ละอาชีพแล้ว ข้อมูลของ นาย บุญเลิศ ธีระตระกูล ผู้อำนวยการกองวิจัยตลาดแรงงานกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เผยว่า อาชีพที่มีรายได้เกิน 1 แสนบาทต่อเดือน 5 อันดับแรก คือ

1.อาชีพนักบิน
2. วิศวกรเหมืองแร่ และ นักโลหะการ
3. ผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์
4. กรรมการและผู้บริหารระดับสูง
5. ผู้พิพากษา

เหล่านี้ มีเพียงน้อยคนนักที่จะก้าวไปถึง และเมื่อมองถึงความเป็นจริง จากสถิติสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าบัณฑิตจบใหม่ ตกงานกว่า 1.5แสนคน  มาดูกันว่า 5 อันดับสายงาน ของคนตกงานมากที่สุดในปี 2557 คือ

1. อาชีพที่เกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ/บริหารการพาณิชย์
2. สายงานคอมพิวเตอร์
3. สายวิศวกร
4. สังคมศาสตร์
5. สายมนุษยศาสตร์

โดยอาชีพสายช่าง เป็นสายอาชีพที่ขาดแคลนหนัก แต่มีรายได้สูง ซึ่งคนไม่อยากทำ เพราะอยากได้ปริญญาบัตร สาขาที่กำลังขาดแคลนจำนวนมาก ได้แก่ สาขาช่างเชื่อม ยานยนต์ การโรงแรม และการท่องเที่ยว เหล่านี้แรงงานน้อยถึงขั้นวิกฤติ ทั้งที่ธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศกำลังมาแรง และเติบโตเป็นลำดับ และหากยิ่งพัฒนาเรื่องภาษา คนที่เรียนสายช่าง สายอาชีพ ย่อมมีโอกาสเติบโตในอาเซียน โดยเฉพาะ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ประเทศที่ขาดแคลนแรงงานขนาดใหญ่ มีค่าตอบแทนที่สูงกว่า

จากคำถามที่ว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร? คำตอบของเหล่าเด็กๆ ก็สามารถเป็นแนวทาง วางแผนไปสู่ความสำเร็จดังที่ตั้งไว้ เพราะเด็กเยาวชน หากได้รับการปลูกฝังที่ดี ก็จะเป็นประชากรที่มีคุณภาพ ผลักดันประเทศให้เจริญก้าวหน้า เหนือสิ่งอื่นใด การเป็นคนดี เป็นพลเมืองดี ย่อมทำให้สังคมเป็นที่น่าอยู่มากขึ้น ดังคำขวัญวันเด็ก  2558 ที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ให้ว่า “ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต”

เพรชพิริยะ

ดราม่า! จะมีวันเด็กปีไหนไหม ที่ผู้ใหญ่ไม่พาเด็กไปดูเครื่องบินรบ

จะมีวันเด็กปีไหนไหม ที่ผู้ใหญ่ไม่พาเด็กไปดูเครื่องบินรบ ?

วันนี้(8ม.ค.) กลายเป็นประเด็นให้คนบนโลกออนไลน์ได้ขบคิด เมื่อ ประภาส ชลศรานนท์ นักคิดนักเขียนและนักแต่งเพลงชื่อดัง ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ค Prapas Cholsaranon เกี่ยวกับ วันเด็กแห่งชาติถามว่าทำไมผู้ใหญ่จะต้องพาเด็กๆไปดูเครื่องบินรบ รถถังหรือนั่งเก้าอี้นายกฯด้วย

“…จะมีวันเด็กปีไหนไหม ที่ผู้ใหญ่และครูจะไม่พาเด็กไปดูเครื่องบินรบบินผลาดแผลงส่งเสียงกัมปนาทแสบแก้วหู หรือพาไปปีนรถถังและนั่งเก้าอี้นายกฯจะมีโรงเรียนไหนไหมที่พอถึงวันเด็ก เราก็พาเด็กๆไปดูชาวนาดำนา ดูอาจารย์เฉลิมชัยวาดรูป ดูอาจารย์เนาวรัตน์แต่งกลอน ไม่ก็พาไปปีนรถดับเพลิงหรือดูโชว์การดับไฟช่วยชีวิตคน จะมีโรงพยาบาลไหนไหมที่จะเปิดให้เด็กมาลองนั่งเก้าอี้หมอรักษาคนไข้หรือนั่งเก้าอี้สัตวแพทย์รักษาแมวเหมียวแทนนั่งเก้าอี้นายกฯ และจะดีแค่ไหนถ้ามีสถาบันวิจัยไหนเปิดให้เด็กๆลองนั่งเก้าอี้นักวิทยาศาสตร์ในห้องทดลองดูบ้าง ฯลฯ …”

271

จากประเด็นดังกล่าวได้มึสมาชิกเฟซบุ๊คแสดงความคิดเห็นต่างๆดังนี้

“…บางแห่งเป็นสถานที่เฉพาะ จะเปิดกว้างให้คนเป็นพันๆเข้าไปคงทำไม่ได้ หลายๆหน่วยงานก็จัดงานให้เด็กได้ร่วมกิจกรรมอยู่แล้ว..ทำในส่วนที่สามารถทำได้..คนอื่น.เข้าถึงได้
เครื่องบิน รถถัง ลูกชายก็อยากไปดู เค้าไม่ได้เอามาบินให้ดูทุกเดือนซะเมื่อไหร่…”

“…ในแง่เด็กต่างจังหวัด จะคุ้นชินกับการดูนา ดูสวน ดูสารพัดสัตว์ และอะไรต่างๆ เหล่านี้อยู่แล้วค่ะ แต่สิ่งที่เค้าไม่คุ้นและเป็นความตื่นตาตื่นใจคือแหงนดูเครื่องบิน ปีนรถถัง หรือนั่งเก้าอี้นายก ซึ่งกลับกันกับเด็กในเมือง ที่คุ้นเคยกับเครื่องบิน รถถัง และเก้าอี้นายกฯ คงต้องตีกรอบประเด็นต่างกันไปล่ะค่ะ…”

“…คือวันเด็กไม่ได้มีปีเดียว และคนเดียวป่ะครับ เด็กไม่ได้ซ้ำชั้น หรือถ้าผู้ใหญ่จะพาไปดูเครื่องบิน รถถัง มันไม่น่าดูตรงไหน และคงไม่มีใครพาลูกไปซ้ำๆ ทุกปีมั้งครับ จะแหวกก็ให้มันเหนือชั้นหน่อย…”

ทั้งนี้สำหรับประเด็นเรื่องงานวันเด็กก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป แต่จงอย่าลืมว่าเด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้าและการดูแลเอาใจใส่เด็กไม่ใช่มีเฉพาะในวันเด็กวันเดียว แต่ควรมอบโอกาสและกระจายโอกาสให้กับเด็กอีกหลายๆคนด้วย รวมไปถึงกิจกรรมใดๆก็แล้วแต่ควรจะสอดแทรกถึงความคิดสร้างสรรค์ กล้าแสดงออก กล้าคิดกล้าทำ จุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจ จะช่วยทำให้เด็กโตไปเป็นคนที่มีคุณภาพมากขึ้น

MThai News

‘พ.ร.บ.กสทช.’ ฉบับใหม่ เข้าใกล้องค์กร(ไม่)อิสระ

ไอซีที‘ เตรียมแก้ ‘พ.ร.บ.กสทช.‘ ปี53 รองรับ ‘เศรษฐกิจดิจิตอล‘ ภายในเมษายน 58 นี้ ร่างใหม่กสทช.ยังคงเป็นองค์กรอิสระ หรือใครจะมาครอบงำ?

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เป็นหน่วยงานอิสระของรัฐ มีบทบาทหน้าที่ในการบริหารความถี่วิทยุเพื่อกิจการโทรคมนาคม และกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม

โดยที่กสทช.จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 หรือ ‘พ.ร.บ.กสทช.’

กสทช.จัดตั้งขึ้นตาม ‘พ.ร.บ.กสทช.’ ปี 2553

แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร หรือ ไอซีที ได้ออกมาให้ข่าวเกี่ยวกับแก้ไข พ.ร.บ.กสทช. ภายในเดือน เมย.นี้

ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าการเข้ามาแก้ไข หรือปรับปรุงข้อบังคับต่าง ๆ มีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะเมื่อดูในเนื้อหาสาระที่สำคัญที่สุด อย่างที่กล่าวไว้ในย่อหน้าแรก ๆ นั้น

กสทช.เป็น ‘องค์กรอิสระ’ ถึงแม้ว่าจะมีคำว่า ‘ของรัฐ’ พ่วงท้าย แต่ก็ยังคงดำรงสถานะความเป็นอิสระเฉกเช่นเดียวกับองค์กรอิสระอื่น ๆ ทั่วไปที่ได้เห็นตามหน้าข่าวต่าง ๆ

แต่การแก้ไข พ.ร.บ.กสทช. ในครั้งนี้ มีสาระสำคัญอยู่ข้อหนึ่งคือ การให้ ‘คณะกรรมการเศรษฐกิจดิจิตอล‘ เป็นผู้กำหนดนโยบายสำคัญ ๆ ต่าง ๆ โดยเฉพาะการจัดสรร ‘คลื่นความถี่

ประมูล4G, เศรษฐกิจดิจิตอล, พ.ร.บ.กสทช.

พรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร หรือ ไอซีที

ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่เอาการอยู่เหมือนกันนะครับ เพราะเมื่อพ.ร.บ.ฉบับนี้ถูกบังคับใช้ กสทช.ก็มีสภาพไม่ต่างจากองค์กรของรัฐ ที่มีหน้าที่บริหารงานตามกรอบ ภายใต้นโยบายเท่านั้น

ก็เป็นไปตามที่เจ้ากระทรวงไอซีทีท่านบอกว่า การแก้ไข พ.ร.บ.กสทช.นั้น ไม่ได้ทำให้สำนักงาน กสทช.ถูกยุบ หรือริบอำนาจ โดย กสทช.ต้องทำหน้าที่กำกับดูแลค่าบริการ คุณภาพ การออกใบอนุญาต การเปิดประมูลคลื่นความถี่

เพียงแต่การประมูลคลื่นความถี่นั้นจะต้องเป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการเศรษฐกิจดิจิตอลที่มี ‘นายกรัฐมนตรี‘ เป็นประธาน เพื่อกำหนดว่าคลื่นใดสามารถประมูลเพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์ได้

และคลื่นใดใช้เพื่อบริการสังคม เพื่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่คลื่นทุกคลื่นต้องเปิดประมูลเท่านั้น พูดง่าย ๆ ว่าทำตามสั่ง เอ้ย! ทำตามนโยบายเท่านั้นครับ

กระทรวงไอซีที, ประมูล4G, เศรษฐกิจดิจิตอล, พ.ร.บ.กสทช.

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการ กสทช.

และนั่นนำมาสู่การเปลี่ยนระเบียบการจัดสรรคลื่นความถี่ด้วยการประมูลมาเป็นแบบเลือกคุณสมบัติ หรือ ‘บิวตี้คอนเทสต์‘ พูดกันแบบคนเดินดินกินข้าวแกงก็คือ

เลือกจัดสรรคลื่นความถี่ให้เฉพาะคนที่มีคุณสมบัติครบ และเข้ากับหลักเกณฑ์เท่านั้น ไม่ต้องเสียเงินประมูลกัน แต่ใครจะรับประกันได้ครับว่าการคัดเลือกแบบนี้จะไม่มี ‘ใบสั่ง’

แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ การแก้ไขระเบียบดังกล่าวจะไม่ถูกใช้ในการประมูล 4G ที่จะเกิดขึ้นในบ้านเราไม่ช้าก็เร็วนี้ การประมูลจะเกิดขึ้นแน่นอน คู่ขนานกับกสทช.เสนอแผนบริหารต่อ คณะกรรมการเศรษฐกิจดิจิตอล

ส่วนอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือการยุบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ หรือกสท. ให้เหลือเพียงบอร์ดกสทช.เท่านั้น

กสทช., กทค., กสท., กระทรวงไอซีที, ประมูล4G, เศรษฐกิจดิจิตอล, พ.ร.บ.กสทช., พรชัย รุจิประภา, ฐากร ตัณฑสิทธิ์

การจัดสรรคลื่นความถี่ 4G ยังคงใช้การประมูลเหมือนเดิม

เพื่อให้เกิดเอกภาพ ส่งเสริมการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม รับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี รวมทั้งสร้างบรรยากาศสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิตอล และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ที่สุดท้ายก็ไม่ใช่แค่ข่าวลือ หรือข่าวลับอีกต่อไป เพราะก่อนหน้านี้มีภาพหลุดเอกสารลับยุบกทค. และกสท.หลุดออกมา จนเลขาฯ ฐากร ต้องออกโรงปัดข่าวลือว่าเป็นผู้ปล่อยข่าว

กสทช.ที่กว่าจะมีคณะกรรมการชุดแรกได้ ก็ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวกันหลายรัฐบาล จนถึงวันนี้ถึงเวลาของการปรับโครงสร้างอีกครั้ง ซึ่งการยกเครื่องใหม่ทั้งที คงจะได้ที่แรง และดีกว่าเก่านะครับ

MThai News