กล้าโวย โดนพนง.ปรับกินบุฟเฟ่ต์ไม่หมด แถมหมกไว้

โวย!! โดนพนง.ปรับ หลัง กินบุฟเฟ่ต์ไม่หมด แล้วเอาไปหมกไว้

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ เมื่อสมาชิกเว็บไซต์พันทิปหมายเลขสมาชิก 1836593 ได้ตั้งกระทู้ชื่อ เคยโดนปรับค่าเศษอาหารในร้าน buffet กันไหมค่ะ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เจ้าของกระทู้ไปทานร้านบุฟเฟต์แห่งหนึ่งย่านพระราม 9 เป็นบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างที่มีทั้งกุ้ง แซลมอน ซูชิ ราคาถือว่าแพงมากแต่ก็คุ้มกับรูปแบบบุฟเฟ่ต์

11

หลังจากทานเสร็จได้เรียกพนักงานมาคิดเงินปรากฎว่าพนักงานบอกว่าทางร้านขอปรับ150 บาท เนื่องจากอาหารที่สั่งมาแล้วทานไม่หมด มีเนื้อและหอยย่าง ปูอัด รวมกันแล้วไม่เกิน10ชิ้น นอกจากนี้ยังโดนพนักงานจับได้อีกว่าแอบเอาเศษอาหารที่กินไม่หมด รวมถึงย่างไหม้ไปซุกตามจานเศษอาหาร

โดยเธอได้ถามพนักงานว่าอาหารย่างไหม้ขนาดนี้ยังต้องกินด้วยหรอ ? ซึ่งพนักงานได้แต่ยืนยันว่าอาหารที่สั่งมาต้องทานให้หมด ทั้งนี้ตนก็ยอมรับว่าผิดจริงแต่ทางร้านก็เกินไปด้วยเพราะไม่สอนให้เด็กดูหรือประเมินสภาพอาหารที่กินเหลือของลูกค้า แค่อาหารไหม้ทำไมต้องปรับด้วย พร้อมกับทิ้งท้ายว่า เสียความรู้สึกและถามชาวสังคมออนไลน์ว่า ถ้าเป็นคุณจะกินของย่างไหม้ชิ้นนั้นมั้ย?

อย่างไรก็ตามหลังจากกระทู้ดังกล่าวถูกแชร์บนโลกออนไลน์ได้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยหลายคนบอกว่าสิทธิ์ในการพิจารณาเรื่องค่าปรับเป็นกฎของร้านซึ่งลูกค้าควรจะรู้ดีว่าทานได้มากเท่าไหร่ควรสั่งมาเท่านั้น เมื่อทานไม่หมดก็ไม่ควรจะนำไปหมกไปซ่อนไว้ ควรเห็นใจผู้ประกอบการบ้าง!

ที่มา http://pantip.com/topic/33261671

MThai News

คิดได้ยังไง? ขึ้นรถเมล์-รถไฟฟรี ต่อไปต้องมีบัตรคนจน [MThai ข่าวภาคซ่าส์]

MThai ข่าวภาคซ่าส์ วันนี้จะมาพูดคุยกันเรื่องสวัสดิการใกล้ตัวของคนไทย นั่นคือรถเมล์ฟรีและรถไฟฟรี เพราะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากลายเป็นเรื่องที่ผู้คนบนโลกออนไลน์ต่างให้ความสนใจและพากันวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก

จากกรณีที่ กระทรวงคมนาคมได้หารือเรื่องมาตรการลดภาระรายจ่ายของประชาชน ในส่วนของรถเมล์และรถไฟฟรี ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 กรกฎาคม นี้ จึงเตรียมความพร้อมออกมาตรการใหม่ในวันที่ 1 สิงหาคม 2558 โดยมีกระแสข่าวว่ามีแนวคิดลดค่าบริการ 50% แต่ผู้ที่จะได้รับสิทธิต้องมีหลักฐานตรวจสอบได้ เบื้องต้นสำนักงานสถิติแห่งชาติให้นิยามสำหรับผู้มีรายได้น้อย คือมีรายได้ต่อเดือนต่อคนต่ำกว่า 2,422 บาท แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะออกมาในรูปแบบใด

ชาวสังคมออนไลน์ต่างพากันถกเถียงกันอย่างหนัก หลังจากนางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคมออกมาเปิดเผย หลังมีการประชุมติดตามความคืบหน้าการออกมาตรการดูแลค่าครองชีพประชาชน เบื้องต้นที่ประชุมได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น2กลุ่ม สำหรับกลุ่มแรก ผู้ที่จะใช้รถเมล์และรถไฟฟรีได้ต้องเป็น ผู้พิการ,ผู้สูงอายุเกิน 60 ปี,เด็กไม่เกิน 14 ปี,ทหารผ่านศึก,พระและแม่ชี และกลุ่มที่สอง ส่วนลดค่าโดยสาร 50 % จะต้องเป็นผู้ที่มี รายได้น้อยกว่า 2,422บาท/เดือน เช่น นิสิตนักศึกษา คนว่างงาน

อย่างไรก็ตามกระทรวงคมนาคมยังต้องหารือกับกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับการจัดทำบัตรสำหรับผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยได้นำบัตรมาแสดงรับสิทธิ์ส่วนลดค่าโดยสาร 50% ส่วนกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ อย่าง เป็น ผู้พิการ,ผู้สูงอายุเกิน 60 ปี, เด็กไม่เกิน 14 ปี,ทหารผ่านศึก,พระและแม่ชี ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะมีบัตรประจำตัวอยู่แล้ว

ขึ้นรถเมล์-รถไฟฟรี ต้องมีต้องมีบัตรคนจน

ขึ้นรถเมล์-รถไฟฟรี ต้องมีต้องมีบัตรคนจน

ด้านนายพงษ์ไชย เกษมทวีศักดิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ได้พูดถึงกรณีดังกล่าวว่า การปรับปรุงมาตรการรถเมล์รถไฟฟรี เพื่อต้องการช่วยเหลือให้ตรงกับเป้าหมายมากขึ้น เพราะตั้งแต่รัฐบาลมีการดำเนินโครงการมา เป็นเวลากว่า 7 ปี ใช้งบประมาณอุดหนุนทั้งสิ้น 26,000ล้านบาท ซึ่งรัฐต้องรับภาระค่าใช้จ่ายถึงปีละ 3,660ล้านบาท หากมีการทำตามแนวคิดที่กล่าวมาข้างต้น จะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐได้

จากประเด็นดังกล่าว ชาวสังคมออนไลน์ได้แสดงความคิดเห็นแบ่งเป็น 2 กลุ่มบ้างก็ว่า หากมีมติให้ใช้แนวคิดดังกล่าวจริง ถือว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยได้อย่างมาก เพราะขณะนี้มีบุคคลที่มีรายได้มาก มาแย่งผู้มีรายได้น้อยใช้รถเมล์รถไฟฟรี ทั้งๆที่สามารถจ่ายค่าโดยสารโดยที่ไม่เดือดร้อน

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่า รถเมล์ รถไฟฟรี น่าจะเป็นสวัสดิการพื้นฐานของประชาชนด้วยซ้ำ ถ้าให้ใช้บริการฟรี ก็ฟรีเหมือนกันให้หมด หากจำกัดสิทธิ์การใช้บริการฟรีแล้ว ก็ยกเลิกสิทธิฟรีไปเลยดีกว่า เพราะมันควบคุมลำบาก อาจมีคนจนอีกมาก ที่ไม่ได้ใช้สิทธิ์ฟรีเพราะความยุ่งยากในการดำเนินการต่างๆ

อีกหนึ่งความเห็นระบุว่า มาตรการดังกล่าว แก้ปัญหาไม่ค่อยตรงจุด เพราะ รถเมล์ฟรีมันมาจากภาษีประชาชน ทุกคนเสียภาษี ทุกคนมีสิทธิ์ใช้บริการขนส่งสาธารณะของรัฐ แต่ การที่กระทรวงคมนาคมจะมาจำกัดสิทธิ์การใช้แบบนี้ มันเอาเปรียบกันเกินไป จะมาอ้างว่า คนมีรายได้เยอะมาแย่งใช้ แต่ จะมีรายได้เยอะ หรือ รายได้น้อยก็เสียภาษีเหมือนกัน มาจำกัดเหลือแค่คนกลุ่มเดียวมันใช้ไม่ได้

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ยังคงต้องมีการหารือกันอีกครั้ง เพื่อสรุปรายละเอียดของมาตรการทั้งหมด พร้อมนำเสนอให้กระทรวงคมนาคม และครม.อนุมัติต่อไป

MThai News

เริ่มแล้ว!ถกสัมปทาน อภิสิทธิ์ ห่วงผูกขาด

เวทีถกสัมปทานเปิดปิโตรเลียมรอบที่ 21 เริ่มแล้ว ภาคปชช.ติดสติ๊กเกอร์ค้านหน้าอกเสื้อด้านขวา ขณะรัฐย้ำจริงใจแก้ปัญหา ด้าน”อภิสิทธิ์” ห่วงอนาคตพลังงานผูกขาดกระทบคน

บรรยากาศการจัดเวทีเดินหน้าประเทศไทยเพื่อความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืน ที่ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ล่าสุด ได้เริ่มขึ้นแล้ว ตั้งแต่เวลา 09.30 น. ที่ผ่านมา โดยมี หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ยื่นเจตจำนงในการจัดเวที

เปิดปิโตรเลียมรอบที่ 21, เปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21, สัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21, ปิโตรเลียม, สัมปทาน, ปนัดดา ดิศกุล, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, สรรเสริญ แก้วกำเนิด, ประยุทธ จันทร์โอชา, รัฐบาล, คสช, คัดค้าน, คัดค้านเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21

เริ่มแล้ว!ถกสัมปทาน -‘อภิสิทธิ์’ ห่วงผูกขาดกระทบคน

โดยการหารือจะแบ่งเวลาให้ภาครัฐและภาคประชาชน ฝ่ายละ 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยภาครัฐที่เข้าร่วมบนเวที ประกอบด้วย นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน นายมนูญ ศิริวรรณ สมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ นายศิริพงษ์ ศุภกิจจานุสรณ์ นักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย และ นายบรรยง พงษ์พานิช ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ

ขณะที่ ภาคประชาชนที่เห็นต่าง อาทิ นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฎิรูปด้านพลังงาน นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หม่อมหลวง กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และ นายนพ สัตยาศัย นักวิชาการอิสระ พร้อมกันนี้ ภาคประชาชนบางส่วนที่ได้เข้าร่วมรับฟัง ได้มีการติดสัญลักษณ์ คัดค้านหมายเลขที่ 21 บริเวณหน้าอกด้านขวาด้วย ซึ่งประชาชนทั่วไป สามารถแสดงความคิดเห็นว่า เห็นด้วยหรือไม่ กับการเดินหน้าสำรวจแหล่งพลังงานของรัฐบาล โดยส่งความคิดเห็นไปได้ที่เบอร์โทร 1111

รัฐหวังถกเวทีพลังงานร่วมหาทางออกสัมปทาน

เปิดปิโตรเลียมรอบที่ 21, เปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21, สัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21, ปิโตรเลียม, สัมปทาน, ปนัดดา ดิศกุล, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, สรรเสริญ แก้วกำเนิด, ประยุทธ จันทร์โอชา, รัฐบาล, คสช, คัดค้าน, คัดค้านเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเวที เดินหน้าประเทศไทย เพื่อความมั่งคงทางพลังงานที่ยั่งยืน ว่า ในวันนี้อยากเห็นทั้ง 2 ฝ่าย ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชนอย่างชัดเจนว่า ทิศทางพลังงานจะเป็นอย่างไรโดยก่อนหน้านี้ ทางรัฐบาลได้รวบรวมปัญหาและข้อมูลเพื่อชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ แต่เบื้องต้นจะมีการสรุปเป็น 2 ข้อ คือเรื่องกฎหมายที่ยังมีช่องโหว่หรือไม่ และความยั่งยืนทางพลังงานใน 7 อีก ถึง 10 ปี จะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ฝ่าย จะต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากกรณีการเดินหน้าสัมปทานรอบที่ 21 และการชะลอออกไปว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

ขณะที่ นายกรัฐมนตรี ได้มีความเป็นห่วงในการหารือในวันนี้ โดยอยากให้การหารือดังกล่าวตอบข้อสงสัยของสังคมว่า ความยั่งยืนของพลังงานจะเป็นอย่างไร รวมทั้งให้แยกแยะเหตุผลและข้อเท็จจริง เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้

อภิสิทธิ์ห่วงอนาคตพลังงานถูกผูกขาดกระทบคน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเหตุที่ต้องมีการถกประเด็นข้อสงสัยของภาคประชาชนต่อข้อมูลของภาครัฐ ว่า การจัดสรรทรัพยากรของประเทศไทยมีความไม่โปร่งใส ซึ่งในธุรกิจพลังงานมีการผูกขาดสูง ดังนั้นภาครัฐจะต้องกำกับดูแลการทำงานของภาคเอกชน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ เนื่องจากที่ผ่านมาราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวลดลงกว่าครึ่งหนึ่งแต่ประเทศไทยยังคงใช้พลังงานแพงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในเวทีการถกปัญหาเสวนา เรื่องการต่อสัมปทาน รอบที่ 21 หรือไม่นั้นจะมีการหารือในยุทธศาสตร์ เพื่อตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพพลังงาน ความมั่นคงด้านพลังงานและความเป็นธรรมในการบริหารจัดการด้านพลังงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดตกอยู่กับประเทศชาติและประชาชน