รวบหลวงจีนหื่น จับสาวถ่ายเปลือย บังคับมีเซ็กส์

รวบ หลวงจีนหนุ่มหื่นในมณฑลเจียงซู แอบปลอมตัวออกจากวัดลวงสาว ทำร้ายจนหมดสติ จับแก้ผ้าถ่ายเปลือยแบล็คเมล์ขู่ขอมีเพศสัมพันธ์

เมื่อวันที่ 26 ก.พ.ว่า เว็บไซต์ข่าวฮ่องกง “แอปเปิ้ล เดลี” รายงานจากมณฑลเจียงซู ประเทศจีน  ตำรวจจีนในมณฑลเจียงซู เข้ารวบตัวหลวงจีนหนุ่มวัย 24 ปี สุดแสบ ที่ไม่ได้รับการเปิดเผยชื่อ ที่ไปลวงสาวจับแก้ผ้าขอมีเพศสัมพันธ์ ทั้งมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เอาแต่เล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ทันทีเมื่อว่างเว้นจากการสวดมนต์หรือนั่งสมาธิ จนพบกับสาวรายหนึ่ง ที่ทราบเพียงนามสกุลว่า “หวัง” วัย 20 ปี บนเว็บไซต์หาคู่

198

ทั้งสองแชทหากันไปมา จนตกลงใจมาพบปะกันจริงที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง หลังจากหลวงจีนหนุ่มแอบปลอมตัวออกจากวัด แล้วหลอกสาวเข้าโรงแรมอ้างเพื่อพักผ่อน จากนั้นจึงเข้าลวนลามสาวทันที แต่นางสาวหวังไม่ยอม พร้อมกล่าวว่า เธอถูกหลอกพาเข้าโรงแรมและปฏิเสธโดยการกัดแขนของหลวงจีน เขาจึงบันดาลโทสะ ทำร้ายเธอจนหมดสติ

198a

หลวงจีนนึกขึ้นได้ว่าเขาเคยอ่านข้อมูลในอินเตอร์เน็ต คนหมดสติจะสามารถทำให้ฟื้นคืนได้ด้วยการใช้น้ำเย็นลูบ แต่ก่อนหน้าที่เขาจะเอาน้ำเย็นมาลูบเธอ เขากลับจับนางสาวหวังถอดเสื้อผ้าออกจนล้อนจ้อน จากนั้นใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปเธอเปลือยเธอไว้ 7 รูป ก่อนที่จะพาร่างของเธอเข้าไปในห้องน้ำเพื่อใช้น้ำเย็นลูบ

เมื่อนางสาวหวังฟื้นได้สติ ทั้งคู่ก็ลาจากกันเพียงเท่านั้น แต่ในวันถัดมา หลวงจีนแสบได้ส่งรูปภาพเปลือยของเธอมาให้เธอดู พร้อมขู่จะแฉภาพลงอินเตอร์เน็ต หากเธอปฏิเสธที่จะมีเพศสัมพันธ์กับเขา อย่างไรก็ตาม นางสาวหวังตัดสินใจปฏิเสธ และนำเรื่องดังกล่าวแจ้งตำรวจ นำไปสู้การจับกุมหลวงจีนชั่วคนดังกล่าว

ระเบิด!‘สงครามไซเบอร์’สะท้านโลก

ยุคโลกาภิวัฒน์ เป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว ด้วยพลังแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ และด้วยพลังแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ นั่นเองยังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รูปแบบการทำสงคราม บังเกิดสงครามในรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่าคือ ‘สงครามไซเบอร์’ (Cyber warfare) หรือ การใช้เทคโนโลยีเพื่อการทำสงคราม

keyboard-warriors-cyber-attack-korea1

แม้จะฟังดูแล้วไม่คุ้นชินเท่าไรนัก แต่ในฐานะที่ได้มีโอกาส ติดตามข่าวสารรอบโลก ทำให้สามารถอุปมาได้ว่า สงครามในรูปแบบดังกล่าว เป็นสงครามรูปแบบใหม่ที่ใช้พื้นที่ในโลกไซเบอร์เป็นสมรภูมิรบ เพื่อปะทะกันในรูปแบบต่างๆกันอย่างดุเดือด

สงครามไซเบอร์ (Cyber Warfare) คือ การใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตในการทำสงคราม วิธีการโจมตีกันมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ชนิดเบาที่สุดจนถึงรุนแรงที่สุด อาทิ

– การโจมตีเว็บ หรือ บล็อคเว็บ

– การโฆษณาชวนเชื่อด้วยการเผยแพร่ข้อมูลด้านการเมืองผ่านอินเตอร์เน็ต

– การเจาะข้อมูลลับ โดยแฮกเกอร์

– การทำลายอุปกรณ์ด้านการทหารที่ใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน หากระบบคอมพิวเตอร์ถูกทำลาย อาวุธนั้นก็ทำงานไม่ได้ หรือทำงานไม่แม่นยำ

– การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟา ประปา การสื่อสาร การขนส่งและคมนาคม ซึ่งระบบเหล่านี้มักควบคุมโดยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นจุดอ่อนต่อการโจมตีมาก

54caa5ee7e4b004120bc0e95_image

สงครามไซเบอร์ได้อุบัติขึ้นแล้วในหลายประเทศ จะเห็นได้ชัดจาก ในช่วงสงครามอ่าวที่สหรัฐโจมตีอิรัก และสงครามอิรักครั้งที่สอง ขณะนั้นสิ่งที่สหรัฐต้องทำก่อนอื่นคือ ทำลายเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอีเล็คโทรนิคของอิรักที่ใช้ควบคุมระบบการยิงของอาวุธ

และเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2007  ก็เป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลก เมื่อประเทศเอสโทเนีย ถูกโจมตีด้วยไซเบอร์อย่างหนัก รัฐสภา กระทรวง ทบวง กรม ธนาคาร และสื่อสารมวลชนต่าง ๆ จนข้อมูลเสียหายพังยับเยิน

เวลาห่างกันเพียง 5 เดือน ตึกเพนทากอน กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา และที่ทาการรัฐบาลของฝรั่งเศส เยอรมัน และอังกฤษ ถูกโจมตีด้วยคอมพิวเตอร์ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก เมื่อต้นเดือนกันยายนปี 2007

สงครามไซเบอร์ จึงถูกยกให้เป็นหนึ่งในสมรภูมิรบอับดับ 4 ที่มนุษย์นำมาประหัดประหารซึ่งกันและกันในทางอ้อม รองจาก สมรภูมิรบทางบก ทางทะเล และทางอากาศ

กระทั้ง นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ‘เดวิด คาเมรอน’  ประกาศให้ หน่วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ยกระดับให้สงครามไซเบอร์ ขึ้นมาเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร

37767i7CCCFA464249B927

นอกจากนั้น นิตยสารนิวยอร์ก ไทม์ ยังมีรายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยค้นพบ โปรแกรมซอฟแวร์ที่เป็นอันตรายที่ เรียกว่า Stuxnet ที่ได้แทรกซึม เข้าไปอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของ โรงงานและมีการแพร่กระจาย การโจมตีครั้งแรกในโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมที่สำคัญที่ตั้งอยู่ที่รากฐาน ของเศรษฐกิจที่ทันสมัย

จุดประสงค์ของกลุ่มนักรบไซเบอร์ นอกจากจะมุ่งหมายต่อทรัพย์สินที่ได้จาก การยักยอกจากการโจมตีข้อมูลทางการ เงินแล้ว ยังมุ่งหมายให้เกิดความหวาด กลัว ดังเช่นกรณีที่ ‘ไซเบอร์คอลิฟะห์’

กลุ่มแฮกเกอร์ซึ่งอ้างตัวว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม ‘รัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย’ ก่อเหตุแฮกเจาะระบบบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์หลายบัญชี รวมถึงแฮกทวิตเตอร์ นิตยสารนิวส์วีค เพื่อโพสต์ข้อความข่มขู่ นางมิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลข 1 แห่งสหรัฐฯ พร้อมขู่จะกำลังจับตาดูเธอ พร้อมทั้งจะตามล่าเธอและครอบครัว

การสร้างตัวละคร ‘ไอซิลจัง’ ของชาวญี่ปุ่น ก็เป็นอีกหนึ่งของ ‘สงครามไซเบอร์’  ที่สร้างความฮือฮาให้กับทั่วโลกเป็นการสงครามแบบ ‘Google Bomb’ หรือ การลบภาพความโหดร้าย ด้วยการสร้างการ์ตูน เพื่อเป็นตัวละครแทนตัวนักรบในกลุ่มไอเอส ลงไปในสื่อสังคมออนไลน์ หวังโจมตีกลุ่มไอเอส ด้วยการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ ของกลุ่มญิฮัดในโลกอินเตอร์เน็ต ด้วยการล้อเลียน แฝงด้วยนัยยะอย่างลึกซึ้ง

จุดประสงค์คือ มุ่งหวังให้ผู้ที่ค้นหาคีย์เวิร์ด เกี่ยวกับกลุ่มไอเอส พบกับภาพตัวการ์ตูนเหล่านี้แทนภาพความโหดเหี้ยมทารุณจากที่เคยเป็น

ทั้งยังเป็นการตอบโต้ การสังหารโหดตัวประกันชาวญี่ปุ่น 2 รายอย่างโหดเหี้ยมด้วยการฆ่าตัดศีรษะ ซึ่งทำให้โลกยกย่องชาวญี่ปุ่นในข้อที่ว่า แม้จะถูกกระทำด้วยความรุนแรง แต่กลับตอบโต้ด้วยวิธีแบบสันติวิธีกลับไป

03f

แต่คงไม่มีเหตุการณ์ไหนที่นิยามคำว่า สงครามออนไลน์ได้ดีเท่ากับ กรณี โซนี่พิกเจอร์ ผู้ผลิตภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ของฮอลลีวูดอย่างหนังเจ้าปัญหาเรื่อง ‘ดิ ดินเทอร์วิว’ หนังลอบสังหารนาย ‘คิม จองอึน’ ผู้นำสูงสุดแห่งดินแดนโสมแดง

ที่ถูกมือดี นามว่า ‘GOP’ หรือ Guardians of Peace สวมบทบาทแฮกเกอร์เจาะระบบข้อมูลของล้วงความลับ สาวไส้ได้รับความเสียหายหนัก พร้อมข่มขู่ไม่ให้ทางต้นสังกัดฉายหนังเรื่องดังกล่าว ทั้งข้อมูลที่เป็นความลับสุดยอดที่ถูกนำออกมาเปิดเผย และยังปิดตายเครื่อข่าวของโซนี่ฯ เป็นเวลานานหลายวัน ทำให้ทางโซนี่ พิกเจอร์สูญรายได้กว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,200 ล้านบาท

ทั้งยังขู่ก่อการร้ายในโรงภาพยนตร์ โดยยกเหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 ที่เกิดขึ้นที่สหรัฐฯ หากโซนี่ พิกเจอร์ ยังดึงดันจะฉายหนังเรื่องดังกล่าว โดยกำหนดการณ์เดิมในวันที่ 25 ธ.ค. ปี 2557 ที่ผ่านมา ถือเป็นหนึ่งในการสร้างความหวาดกลัว ด้วยการข่มขู่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในรูปแบบของการคุกคามในโลกออนไลน์ที่เกิดขึ้นจริง และทำให้โซนี่ต้องถอดผังการฉายหนังเรื่องดิ อินเทอร์วิว ออกจากโรงภาพยนตร์ในที่สุด

cyber-warfare1

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลายประเทศ และ องค์กรต่างๆ ทั่วโลก ตระหนักถึงความไม่มั่นคงในโลกไซเบอร์ จำต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อปกป้องข้อมูลลับ

เช่นเดียวกับรัฐบาลไทยที่กำลังผลักดัน ร่างพ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ หลายฝ่ายเห็นดี เพียงขอให้ อย่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ก็เพียงพอ

MThai News

ตัวตายตัวแทน ‘อาถรรพ์ปลิดชีพ’ ดิ่งห้างดังย่านลาดพร้าว !

“ฆ่าตัวตาย” เป็นปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติ ถึงขนาดที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ต้องกำหนดให้วันที่ 10 กันยายนของทุกปี เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตาย ประเทศไทยแม้สถิติการฆ่าตัวตายจะไม่สูงในระดับโลกหรือระดับเอเชีย แต่ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

จากสถิติปีที่ผ่านมา มีคนไทยฆ่าตัวตายทุก 2 ชั่วโมง หรือ 3,900 คน ซึ่งสาเหตุหลักของการฆ่าตัวตายนั้นมาจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกแยก ไม่มีการสื่อสารกับคนรอบข้าง ขาดความอบอุ่นจากครอบคัรว

03

รองลงมาคือปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า ปัญหาหนี้สิน จากการพนัน โรคเรื้อรังรุมเร้า และพยายามทำร้ายตัวเอง  ส่วนคนที่ฆ่าตัวตายนั้นส่วนใหญ่ร้อยละ 67 พบว่า มักใช้วิธีแขวนคอฆ่าตัวตาย รองลงมาคือการใช้ยาพิษและอาวุธปืน

ขึ้นชื่อว่า “ปัญหา” คงไม่มีใครอยากรู้จักกับมันสักเท่าไร แต่นั่นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซ้ำยังเป็นชนวนเหตุให้คนเกิดความเครียดมากขึ้น บางครั้งยังลุกลามถึงขั้นคิดสั้นฆ่าตัวตาย เพื่อจบปัญหาเลยก็เป็นได้

การ “ฆ่าตัวตาย” คงไม่ใช่เรื่องใหม่แล้วสำหรับสังคมไทย เพราะมีให้เห็น ให้เสพกันจากสื่อ และมีให้ประสบพบเจอกันไม่เว้นแต่ละวัน แล้วเราเคยคิดสงสัยหรือไม่ว่า เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นจากอะไร “อุบัติเหตุ – การฆาตกรรม” หรืออาจจะเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นอย่างความเชื่อเรื่อง “อาถรรพ์ตัวตายตัวแทน” 

10931149_895760703780831_7801306682306559233_n

ดั่งเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา ครูสาววัยเกษียณ อายุ 56 ปี กระโดดจากลานจอดรถชั้น 6 ของห้างสรรพสินค้าย่าน ลาดพร้าว ลงมากระแทกพื้นด้านล่างเสียชีวิต หลังสอบถามจากลูกชายถึงสาเหตุการตายในครั้งนี้ ก็ทำให้ทราบว่าผู้ตายมีอาการเครียดและเป็นโรคซึมเศร้า หลังจากเกษียณราชการมาได้ 5-6 ปี ที่ผ่านมาผู้ตายยังเคยพยายามจะฆ่าตัวตายที่ห้างนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เคราะห์ดี มาคนมาช่วยได้ทัน

เมื่อสาเหตุการตายไม่ใช่การฆาตกรรม ก็หมดข้อสงสัย แต่สิ่งที่น่าแปลกใจและยังแคลงใจผู้คน ทั้งชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงและพนักงานห้างดังกล่าวอยู่นั้นคือ การวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าอาจเป็นเพราะอาถรรพ์ตัวตายตัวแทน ตามความเชื่อที่ร่ำลือกันมาก็เป็นได้

312-300x225

เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันเกิดขึ้นมาแล้วถึง 2 ครั้ง โดยครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2556 นายชัยยุทธ ติณจินดา อายุ 63 ปี อดีตข้าราชการบำนาญ สำนักการคลัง กรุงเทพมหานคร ได้กระโดดลงมาจากลานจอดรถชั้น 5 ของห้างดังกล่าวเสียชีวิต ด้วยสาเหตุเดียวกัน คือ มาจากภาวะเครียดและโรคซึมเศร้า

และเมื่อย้อนกลับไปอีกหนึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปี 2552 มีนักเรียนหญิงวัย 14 ปี คิดสั้นฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงมาจากลานจอดรถชั้น 4 เสียชีวิต สาเหตุนั้นมาจากการผิดหวังในความรัก เนื่องจากพบจดหมายลาตาย ที่ระบุตัดพ้อเรื่องของความรักที่ไม่สมหวัง ซึ่งพยานผู้พบเห็นระบุว่า ผู้ตายมีอาการซึมเศร้า ก่อนที่จะตัดสินใจดับชีวิตตัวเองในที่สุด

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการตอกย้ำความเชื่อเรื่องอาถรรพ์ให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะเป็นได้ว่า ผู้ตายที่เคยอยู่ตรงจุดนั้น ต้องการที่จะหาใครสักคนมาแทนตนเอง เนื่องจาก 3 คดีที่ผ่านมา ได้ใช้ลานจอดรถห้างอิมพีเรียลลาดพร้าวเป็นสถานที่ในการปลิดชีพตัวเอง ซ้ำร้ายยังผู้ที่ฆ่าตัวตายยังมีอาการในลักษณะเดียวกันอีกด้วย

ถึงแม้เหตุการณ์ทั้งหมด จะเกิดขึ้นในลักษณะคล้ายกัน และถึงแม้จะมีคนเชื่อว่า เป็นเพราะอาถรรพ์ตัวตายตัวแทนก็ตามที แต่ทว่า ก็ยังไม่มีผู้ใดออกมายืนยันหรือพิสูจน์ได้ว่า สิ่งเหล่านี้มาจาก”อาถรรพ์” ตามความเชื่อที่ร่ำลือกัน

 MThai News