วิจารณ์!! ตำรวจจับมีดพับ ทำเสียเวลาเกือบตกเครื่อง

วิจารณ์แซด คลิปตำรวจจับมีดพับ ทำเสียเวลาเกือบตกเครื่อง

ชาวสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์กรณีที่มีการแชร์คลิป เจ้าหน้าที่ ตำรวจตรวจค้นรถ ซึ่งมีผู้โดยสาร2คนอ้างว่ากำลังจะขึ้นเครื่องกลับฮอลแลนด์ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจขอตรวจค้นรถเป็นเวลานานโดยอ้างว่าตรวจหาสิ่งผิดกฎหมาย ในขณะที่สาวผู้โดยสารได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเธอต้องรีบไปขึ้นเครื่องบินที่สุวรรณภูมิ ซึ่งจะไม่ทันแล้วเพราะรถติดมากและเธอเหลือเวลาเพียงแค่1ชั่วโมงเท่านั้น จึงอยากให้เจ้าหน้าที่รีบตรวจแล้วปล่อยไป

01

แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ค้นรถแล้วเจอ มีดพับ พร้อมกับอ้างว่าเป็นอาวุธอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ จึงขอยึดและให้ไปจ่ายค่าปรับที่โรงพัก ในขณะที่สาวผู้โดยสารเผยว่า มีดดังกล่าวเธอพกไว้เพื่อป้องกันตัวเวลาขับรถในช่วงกลางคืน ซึ่งหากจะให้ไปจ่ายค่าปรับที่โรงพักตอนนี้คงไม่ทันแล้วเพราะเธอต้องรีบไปสนามบิน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอยึด มีดพับ ไว้และให้กลับมาเอาภายหลัง

อย่างไรก็ตามคลิปดังกล่าวกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลกออนไลน์เพราะเหตุดังกล่าวเป็นเรื่องเพียงเล็กน้อยและเจ้าหน้าที่ตำรวจควรจะดูด้วยเจตนาของการพกพาอาวุธด้วย ซึ่งมีดพกแค่นี้ไม่เห็นจะต้องทำเป็นเรื่องใหญ่

“… เข้าใจว่า ตำรวจอ้าง ม.371 ป.อาญา นะครับ แต่ตามข้อเท็จจริง เจ้าของคลิป พกพาอาวุธมีดโดยมิได้เปิดเผย และเก็บในที่มิดชิด ทั้งไม่ได้เก็บไว้ติดตัว และอาวุธมีด ก็ไม่ได้มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นพิเศษอย่างอาวุธปืน หรือระเบิด จึงเป็นการขาดองค์ประกอบของความผิด ม.371 ป.อาญา ตำรวจไม่มีสิทธิ์ปรับครับ และอำนาจยึดตามมาตรา 371 เป็นอำนาจของศาล ไม่ใช่อำนาจของตำรวจ กรณีอื่นกรณีใดที่ผิดตามมาตรานี้ตำรวจทำได้แค่ปรับ แล้วต้องคืนอาวุธมีดแก่เจ้าของครับ ปล.โดยสภาพมีดมีขนาดเล็ก เก็บไว้มิดชิด ในรถ โดยอ้างว่าไว้ป้องกันตัว ถือได้ว่าสมควรแก่เหตุแล้ว ….” สมาชิกเฟซบุ๊ค  นนทวัฒน์ สุบรรณพันธ์

MThai News

ขอบคุณคลิปจาก ผู้บริหาร ดัตช์บิวตี้

สุดอึ้ง!! เมื่อเจอภาพ ฟิล์มเอ็กซเรย์ เหล่านี้

นักรังสีวิทยา สุดอึ้ง เมื่อเจอภาพ ฟิล์มเอ็กซเรย์เหล่านี้

วันนี้(6 ก.พ.) เว็บไซต์เดลิเมล์ รายงานภาพสุดอึ้ง เมื่อนักรังสีวิทยาจากสถาบันทางการแพทย์ในออสเตรเลีย ได้เผยแพร่เคสการเรียนการสอนจาก ภาพ ฟิล์มเอ็กซเรย์ที่ชวนตกตะลึง ซึ่งภาพเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักรังสีวิทยาหลายคน พยายามจะถามผู้ป่วยว่าเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ได้อย่างไร แต่ผู้ป่วยหลายคนก็เลี่ยงทำหน้าตายและปฏิเสธที่จะไม่พูดถึงมัน โดยฟิล์มเอ็กซเรย์ที่ถูกนำมาเปิดเผยมีวัตถุพิสดารที่ไม่น่าเข้าไปอยู่ในร่างกายได้ เช่น ขวดโรลออล สากกระเบือ กระปุกยา ขวดน้ำ ฯลฯ

255B395A00000578-2940869-image-m-69_1423134007213

โดยชายรายหนึ่งวัย 40ปี หมอต้องตกใจที่พบว่าเขามีสากหินปูนเข้าไปอยู่ในท้อง ซึ่งชายคนดังกล่าวยัดมันเข้าไปทางทวารหนัก ส่วนชายรายหนึ่งได้ยัดเครื่องสั่นเข้าไปในทวารหนักแล้วมันเผลอหลุดเข้าไปจนไม่สามารถเอาออกมาได้ จนเขาต้องรีบไปหาแพทย์ให้ช่วยนำมันออกมา  ส่วนเคสที่น่าตกใจที่สุดคือชายคนหนึ่งยัดขวดน้ำขนาดใหญ่เข้าไปทางทวารหนักแล้วไม่สามารถนำออกมาได้ซึ่งทำให้แพทย์งงกันเลยว่ามันหลุดเข้าไปได้ยังไง

อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นเรื่องประหลาดแต่เคสสุดพิสดารเหล่านี้กลับสร้างคุณประโยชน์ให้กับ นักรังสีวิทยา ในการใช้เรียนและบรรยายเรื่องการดูฟิล์มเอ็กซเรย์ ซึ่งสถาบันรังสีวิทยาในออสเตรเลียถือว่าเป็นกรณีศึกษาทางการแพทย์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากและควรศึกษาถึงพฤติกรรมว่าคนเราสามารถยัดสิ่งของเหล่านี้เข้าไปโดยไม่รู้สึกอะไร ได้อย่างไร และเขารู้สึกอย่างไรเมื่อต้องมาเจอกับแพทย์

MThai news

255B35A500000578-2940869-eggplant-m-78_1423134150587 255B318A00000578-2940869-image-m-66_1423133968081  255B31C200000578-2940869-image-m-74_1423134087683 255B32EE00000578-2940869-image-m-72_1423134046101 255B35A500000578-2940869-eggplant-m-78_1423134150587 255B392A00000578-2940869-image-a-70_1423134032640 255B304600000578-2940869-_40_year_old_man_slipped_while_cooking_Malaysian_food_-m-65_1423133960061

แก้ตัว!! แม่พาลูกสาวแท้ๆมา “ขายตัว” อ้างลูกสมัครใจเอง

ตำรวจสะเดา ล่อซื้อ ค้าประเวณีเด็กพบ แม่พาลูกสาวแท้ๆ วัย 14 ปี มาค้าประเวณีอ้างลูกสาวสมัครใจ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สะเดา จ.สงขลา นำโดย พ.ต.อ.กิตติชัย สังขถาวร ผกก.สภ.สะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา พร้อมเจ้าหน้าที่วางแผนเข้าล่อซื้อและจับกุมการลักลอบค้าประเวณีเด็ก หลังจากที่สืบทราบว่า มีแม่นำลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเอง อายุ 14 ปี มาค้าประเวณี โดยเจ้าหน้าที่ได้ส่งสายตำรวจปลอมเป็นนักท่องเที่ยว พร้อมนำเงินสกุลริงกิตมาเลเซีย จำนวน 200 ริงกิต คิดเป็นเงินไทยจำนวน 2,000 บาท ติดต่อล่อซื้อ โดยมีการตกลงค่าตัวเด็กสาวในราคา 2,000 บาท และนัดส่งตัวในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง อ.สะเดา จ.สงขลา 597090-01 แต่จากการสอบสวน น.ส.ผึ้ง (นามสมมุติ) ยังให้การปฏิเสธ โดยบอกว่าไม่ได้บังคับลูกสาวให้ค้าประเวณีแต่ทุกครั้งที่ลูกสาวออกรับแขกจะ นำเงินมาให้ครั้งละ 500 บาท ขณะที่เด็กสาวรายนี้บอกว่า สมัครใจที่จะค้าประเวณีเองโดยที่แม่ไม่ได้บังคับ โดยทำมาแล้ว 3 ครั้ง และจะรับเฉพาะแขกที่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม แม้ น.ส.ผึ้ง (นามสมมุติ) จะปฏิเสธแต่มีส่วนรู้เห็นและนำลูกสาวไปค้าประเวณี เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินคดี ส่วนเด็กสาวรายนี้ตำรวจได้ประสานเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์ รับตัวไปดูแลต่อไป